รวมปาฐกถาภาษาไทย - ภาค ๓ (หมวด ๙ - ๑๑ และบทความพิเศษ)

📑 สารบัญปาฐกถาในหน้านี้ (คลิกเพื่อกระโดดไปยังเนื้อหา)

บทความพิเศษและบทวิพากษ์

หมวดที่ ๙ : สาธารณสุข

หมวดที่ ๑๐ : ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

หมวดที่ ๑๑ : สื่อมวลชน

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

มอบแด่คุณอานันท์-พันธุ์พืชกล้า

จิระนันท์ พิตรปรีชา

มอบแด่คุณอานันท์-พันธุ์พืชกล้า
ที่ยืนต้นทายท้าพายุหวล
ซึ่งกระแสประวัติศาสตร์อาจแปรปรวน
และการทวนกระแสเชี่ยวอาจเดียวดาย

อาจเดียวดายเมื่อโลกกว้างยังว่างเปล่า
อย่างที่เราแต่ละรุ่นเคยสูญหาย
อย่างที่คุณเคยเจ็บช้ำถูกทำลาย
อย่างที่หลายคนเลี่ยงเพียงรอชม

แต่เส้นทางสายหวังยังไม่สิ้น
เมื่อสำนึกในแผ่นดินได้สั่งสม
มโนธรรมมิได้หายกับสายลม
และสังคมเริ่มกล้ามากกว่ากลัว

ช่อดอกไม้ในวันนี้-มีกี่ช่อ
จะแตกกอกำลังใจไปถ้วนทั่ว
ในลมฝนแรงฟ้าเมฆหม่นมัว
ทางสลัวแต่หลากล้นคนร่วมทาง

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาพิเศษ

เรื่อง "ห่วงใยสังคมและสิ่งแวดล้อม…ภาพลักษณ์ใหม่ของธุรกิจไทย"

โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
เนื่องในงาน Dinner Talk วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549
ณ ห้องคอนเวนชั่นเซนเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพฯ

ในปัจจุบัน เราต้องยอมรับว่าประชาคมโลกกำลังเผชิญกับปัญหาจากการพัฒนาที่ขาดสมดุลซึ่งเป็นผลพวงจากการมุ่งพัฒนา ในเชิงเดี่ยวที่ให้ความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียว โดยมุ่งหวังเพื่อให้ปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาด้านอื่นๆ ตามมา แต่ความเป็นจริงเกิดผลในทางตรงกันข้าม เมื่อมองไปรอบๆ ตัวเราจะเห็นได้ว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตทั้งทางด้านสังคม จริยธรรม หรือแม้แต่วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์เราเองทั้งสิ้น

ถ้าเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม กรอบแนวคิดในการพัฒนาที่มุ่งให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของโลกตะวันตกที่หล่อหลอมมาจากปรัชญาและประวัติศาสตร์ที่พัฒนามาเป็นลำดับ ทำให้มนุษย์ต้องการชีวิตที่สุขสบาย มีเสรีภาพในการแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวยโดยอาศัยความก้าวหน้าทางวิทยาการ ทำให้การผลิตเพื่อยังชีพเปลี่ยนไปเป็นการผลิตเพื่อการค้า ในขณะเดียวกันรูปแบบการผลิตในแบบอุตสาหกรรมได้ผลักดันให้มนุษย์คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองให้ทันต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคการผลิต ทำให้มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้มากขึ้นและเร็วขึ้น เรามีเครื่องมือที่ใช้ตัดไม้ทำลายป่าได้เร็วขึ้น เทคโนโลยีการขุดเจาะทำให้เรานำน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้ได้อย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้น ปัจจุบันปริมาณการใช้น้ำมันของโลกเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับเมื่อ 50 ปีที่แล้ว1 การใช้อย่างสิ้นเปลืองประกอบกับวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกซึ่งตอนนี้ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว นับเป็นบทเรียนให้เราได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติให้มากขึ้น

เนื่องจากปัจจุบันพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ถูกนำมาใช้อย่างสิ้นเปลืองเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่รู้จบสิ้นของมนุษย์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเรากำลังหยิบยืมทรัพยากรของรุ่นลูกรุ่นหลานมาใช้ เหมือนการกู้ยืมเงินกองทุนมาใช้ ถ้าเราสามารถบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เราก็จะสามารถนำเงินนั้นกลับคืนกองทุนเพื่อให้ผู้อื่นกู้ยืมนำไปใช้เป็นทุนต่อได้อย่างยั่งยืน แต่ถ้าทุกคนที่กู้ยืมเงินมาบริหารขาดทุนไม่มีเงินคืนให้กองทุน นอกจากเราจะเดือดร้อนเป็นหนี้สินแล้ว ยังทำให้กองทุนขาดเงินหมุนเวียนให้กู้ยืมต่อไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติก็เช่นกัน ถ้าเรายังใช้อย่างไม่รู้คุณค่า ใช้อย่างฟุ่มเฟือยและขาดประสิทธิภาพ เราจะไม่หลงเหลืออะไรไว้ให้ลูกหลานของเราในอนาคต

นอกจากนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาที่ผ่านมามิใช่มีเพียงต่อปริมาณของทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่วิถีบริโภคนิยมบนพื้นฐานของการเบียดเบียนฐานทรัพยากร ยังได้เข้าไปทำลายถึงรากฐานความสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อยต่างๆ ในระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอยู่อย่างสลับซับซ้อนให้เสียสมดุลจนยากที่จะฟื้นคืนดังเดิม เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ในศตวรรษที่ 20 นั้นโลกเรามีอุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ย 0.6 องศาเซลเซียส มีการคาดการณ์ว่าหากเรายังไม่ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศแล้ว ในศตวรรษที่ 21 อุณหภูมิจะสูงขึ้นอีก 1.4-5.8 องศาเซลเซียส2 อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล ภาวะความแห้งแล้ง พายุฝน น้ำท่วม ซึ่งระบบนิเวศได้ส่งสัญญาณเตือนเรามาหลายครั้งหลายหนแล้ว ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราจะสังเกตได้ว่า โลกเราเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งพายุไต้ฝุ่นที่พัดถล่มหลายประเทศในภูมิภาคเอเซีย หรือพายุแคทรีน่าที่สหรัฐอเมริกาที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ซึ่งภัยพิบัติเหล่านี้เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกนั่นเอง

ปัญหาดังกล่าวนั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าผลร้ายการพัฒนาที่ขาดสมดุลนั้นกำลังย้อนกลับมาทำร้ายเรา หากเรายังคงติดอยู่กับกับดักของ การพัฒนาที่หลงทาง ปัญหาเหล่านี้ก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยเองก็หนีไม่พ้นกับดักของการพัฒนาที่ขาดสมดุลดังกล่าว โดยภาครัฐได้มุ่งเน้นการพัฒนาโดยยึดถือวิถีชีวิตที่หรูหราทันสมัยของประเทศพัฒนาแล้วมาเป็นแบบอย่างที่ต้องพัฒนาตามให้ทัน ทั้งความมั่งคั่งร่ำรวยและสะดวกสบายเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ในระยะของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 จนสิ้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 จึงมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในช่วงนั้น ทำให้เราได้เห็นอัตรา การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) เป็นตัวเลข 2 หลัก เช่น ในระยะของแผนที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ GDP ของประเทศมีการเติบโตถึงร้อยละ 10-11

แนวโน้มการพัฒนาดังกล่าว ทำให้เกิดปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของภาคอุตสาหกรรมของไทยจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าไปสู่การผลิตที่ มุ่งเน้นการส่งออก ประเทศไทยได้เน้นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมเพื่อก้าวไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญต่อกลไกตลาดเสรีและการลงทุนจากต่างประเทศ เงินทุนจำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้ในธุรกิจที่สามารถทำกำไรสูงและคืนทุนเร็ว เช่น ตลาดหุ้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการสร้างสินเชื่อ ตลาดหุ้นไทยเคยมีอัตราการซื้อขายสูงถึง 1,700 จุด จนกระทั่งถึงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540

การพัฒนาประเทศในลักษณะที่พึ่งพาต่างประเทศจนสุดตัวโดยอาศัยการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรและแรงงานเช่นนี้ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศถูกใช้ไปอย่างมหาศาลเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและตอบสนองความต้องการของตลาด ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศธรรมชาติอย่างประมาณค่าไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อ คุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง จนกลายเป็นวิกฤติทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าในภาพรวมนั้นดูเหมือนว่าประเทศของเรามีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่าความร่ำรวยนี้อยู่ในมือของคนจำนวนน้อยเท่านั้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังคงตกอยู่ในความยากจนและขาดแคลน ความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทุกวัน หรืออาจกล่าวในอีกนัยหนึ่งคือคนรวยนั้นรวยยิ่งขึ้นในขณะที่คนจนนั้นกลับยิ่งจนลง เนื่องจากประชากรที่ร่ำรวยนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนใหญ่ในประเทศ มีอำนาจในการปกครอง มีโอกาสและศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากร

โดยเฉพาะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือ คนที่มีความสามารถและศักยภาพแต่ขาดจริยธรรม ใช้ความสามารถเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตนเอง โดยมองแต่ ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะยิ่งทำให้ช่องว่างของสังคมขยายกว้างออกไปทุกขณะ และนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

จากบทเรียนของการพัฒนาที่ขาดดุลยภาพ การพัฒนาในระยะหลังจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งดำรงไว้ซึ่งสมดุลทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ซึ่งผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยได้มีการออกพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เพื่อให้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับได้จัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมขึ้นเพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านนี้อีกด้วย

ในขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ได้มุ่งเน้นการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมโดยมีคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อพัฒนาให้คนมีคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งรู้จักและเคารพในสิทธิหน้าที่ของตนและผู้อื่น โดยมองประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสามัคคีและลดกระแสความขัดแย้งในสังคม จนกระทั่งในปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ซึ่งได้อัญเชิญแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบในการพัฒนา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองและสร้างระบบสังคมและเศรษฐกิจที่พึ่งพาตัวเองได้ โดยการพัฒนาดังกล่าวจะต้องอยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์และระบบนิเวศด้วย

การปรับทิศทางในการพัฒนาประเทศในระยะที่ผ่านมาทำให้ระดับการพัฒนาในมิติต่างๆ มีความสมดุลมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการยกระดับ การพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศ จากการศึกษาดัชนีการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในปี 2548 พบว่า ในภาพรวมการพัฒนามิติสิ่งแวดล้อมมี แนวโน้มที่ดีขึ้น แม้ว่าปัญหาจะยังอยู่ในภาวะวิกฤตแต่ลดความรุนแรงลง สำหรับมิติด้านสังคมนั้นพบว่า ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังมีความก้าวหน้าในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และการสร้างการมีส่วนร่วมไม่มากเท่าที่ควร ในขณะที่มิติเศรษฐกิจในระดับมหภาคนั้นมีเสถียรภาพ แต่คุณภาพการเติบโตภายในประเทศและการกระจายรายได้ยังมีแนวโน้มไม่ดีนัก ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องที่เราทุกคนจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน

การพัฒนาเพื่อคงไว้ซึ่งสมดุลของคุณภาพสิ่งแวดล้อม การเติบโตด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนนั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นมิอาจเกิดขึ้นได้เลย หากไม่มีการจัดระบบสัมพันธภาพของอำนาจ ความรู้และฐานทรัพยากรอย่างเหมาะสมระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อให้การวางรากฐานการพัฒนามีดุลยภาพ เสมอภาคและยั่งยืนได้ระยะยาว ดังนั้น ภาคธุรกิจเองนั้นจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศในกรอบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในฐานะที่ผมเองก็อยู่ในภาคธุรกิจ จากทักษะ ประสบการณ์และการปรับตัวเรียนรู้ ทำให้ภาคธุรกิจไทยสามารถพัฒนาตนเองมีให้มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อในศักยภาพของผู้ประกอบการที่จะแสดงบทบาทนำและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

จากกระแสของการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมโลก ปัจจุบันกระแสของการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความคิดที่เน้นผลกำไรเป็นเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินธุรกิจได้เริ่มอ่อนแรงลง ระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือความคิดนี้เป็นความคิดหลัก จะทำให้ธุรกิจแสวงหากำไรโดยละเลยต่อศีลธรรม จริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกัน กระแสที่เริ่มชัดเจนและทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ แนวความคิดที่ว่าผลสำเร็จทางธุรกิจนั้นไม่สามารถวัดจากเพียงผลประกอบการ หากองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั้นจะต้องสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของสังคมที่มีต่อองค์กรด้วย เนื่องจากธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบนั้นก็ไม่สามารถอยู่ได้ หากได้รับการต่อต้านจากชุมชนและสังคมซึ่งเป็นผู้บริโภค ดังนั้น "ความรับผิดชอบต่อสังคม" จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นที่ภาคธุรกิจต้องใส่ใจและพัฒนาธุรกิจของตนเองบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ เพื่อให้ธุรกิจและสังคมสามารถพัฒนาเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน

แนวความคิดเรื่องของธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ปัจจุบันแนวความคิดดังกล่าวได้มีการนำมาปฏิบัติอย่างแพร่หลาย โดยล่าสุดนั้นได้มีการจัดทำร่างมาตรฐาน ISO26000 ซึ่งที่เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว และจะมีการนำมาใช้ในเร็วๆ นี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานใหม่ของสังคมธุรกิจโลกที่ต้องดำเนินธุรกิจให้มีความโปร่งใส ชอบธรรมและอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ

สำหรับประเทศไทยเองนั้น ภาคธุรกิจได้เริ่มแสดงถึงเจตจำนงในการรับผิดชอบต่อสังคมมากมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทยหรือ (Thailand Business Council for Sustainable Development: TBCSD) ซึ่งขณะนี้ผมเป็นประธานคณะกรรมการอยู่ โดยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทยนั้นเป็นการรวมตัวขององค์กรธุรกิจชั้นนำเพื่อส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้มีการดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 แล้ว โดยเราได้ให้การสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในหลายด้าน เช่น โครงการสนับสนุนการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตรพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกับกรมศิลปากร มีเป้าหมายใน การจัดตั้งกองทุนรักษ์อยุธยา เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนารวมทั้งร่วมบูรณะโบราณสถานที่ไม่อยู่ในงบประมาณของรัฐบาล การดำเนินการดังกล่าวนั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของภาคธุรกิจไทยที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ โดยไม่ต้องรอให้ภาครัฐดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวและแสดงถึงความมุ่งมั่นในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่เกื้อหนุนภาคธุรกิจตลอดมา

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลักการของ CSR ได้มีการนำมาปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คำจำกัดความของ "ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ" นั้นก็ยังมิได้กำหนดแน่ชัดลงไป หรืออีกนัยหนึ่งเราอาจมองได้ว่า แนวทางดังกล่าวนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการร้อยเรียงเชื่อมโยงคุณค่าและวิสัยทัศน์ของธุรกิจและสังคมเข้าไว้ด้วยกัน โดยประยุกต์ให้เหมาะสมกับองค์กรธุรกิจและบริบทของสังคม ดังนั้นการดำเนินการด้าน CSR ในองค์กรธุรกิจจึงมีความหลากหลายแตกต่างกันออกไป

หากถามว่า ธุรกิจจะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? เราอาจพิจารณาจากบันได 3 ขั้น ได้แก่

บันไดขั้นแรก: การพัฒนาตนเองเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

บันไดขั้นที่ 2: การสร้างชุมชนน่าอยู่และสังคมเข้มแข็ง และ

บันไดขั้นที่ 3: การใช้สื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งจะขอกล่าวในรายละเอียดดังต่อไปนี้

บันไดขั้นแรก: การพัฒนาตนเองเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมนั้นต้องไม่เป็นธุรกิจที่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม หากธุรกิจของเรายังคงใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่เห็นความสำคัญ หรือโรงงานของเรายังคงปล่อยมลพิษที่เป็นอันตรายสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชน ถึงแม้ว่าเราจะใช้เงินมากมายในการดำเนินกิจกรรมต่อสังคมมากเพียงใดก็ตาม เราคงไม่สามารถกล่าวอ้างได้เต็มปากว่าธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มจากการมองเข้ามาสู่ภายในองค์กรก่อนว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถบูรณาการหลักการของความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจของเราได้อย่างเหมาะสม? เพื่อพัฒนาตัวเองให้กระบวนการทางธุรกิจขององค์กรเป็นไปบนพื้นฐานของความยั่งยืนทั้งในด้านธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดลัอมจากกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ทั้งการใช้ระบบการจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO14000 หรือระบบการจัดการสำหรับโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (Environmental Management System for Small and Medium-scaled Enterprises: EMS for SMEs)

นอกจากนั้นยังรวมถึงแนวทางการป้องกันมลพิษที่แหล่งกำเนิด เช่น การลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย การลดการใช้น้ำและพลังงาน การปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสีย เป็นต้น โดยการดำเนินการดังกล่าวนี้ไม่เพียงแต่เป็นการลดผลกระทบจากภาคธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดการสูญเสียในองค์กรไปพร้อมกันด้วย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นว่า การดูแลสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ใช่ภาระของผู้ประกอบการ แต่ในทางกลับกัน การดำเนินงานที่ดีนั้นจะให้ผลตอบแทนกลับคืนสู่ผู้ประกอบการด้วย หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการดำเนินการที่ทุกฝ่ายสมประโยชน์ (Win-Win Solution) ซึ่งปัจจุบันภาคธุรกิจจึงมีการตื่นตัวในเรื่องนี้เป็นอย่างมากและได้มีการดำเนินการอย่างแพร่หลาย ทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในการป้องกันมลพิษและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต เช่น

  • บริษัท Dupont สหรัฐอเมริกา ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการใช้สารเคมีโดยการใช้การล้างหัวฉีดน้ำแรงดันสูงแทนการล้างด้วยสารละลายหรือสารเคมีเป็นพิษ และนำสารละลายและสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่
  • บริษัท Xerox ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อนำสารที่สกัดจากเปลือกส้มมาใช้แทนสารละลายที่เป็นพิษ

บันไดขั้นที่สอง: การสร้างชุมชนน่าอยู่และสังคมเข้มแข็ง

ปัจจุบันหลายองค์กรโดยเฉพาะองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้ก้าวข้ามผ่านบันไดขั้นแรก ซึ่งเป็นการพัฒนาตัวเองให้เป็นองค์กรที่อยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อชุมชนและสังคมแล้ว ในขณะเดียวกันองค์กรเหล่านี้ก็ได้มองออกไปสู่ภายนอกและประสานเชื่อมโยงองค์กรเข้าสู่ชุมชนและสังคม ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญของภาคธุรกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่าธุรกิจนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ หากเปรียบองค์กรธุรกิจเป็นเหมือนเรือ ชุมชนและสังคมในฐานะของผู้บริโภคนั้นเปรียบเสมือนกับน้ำที่ช่วยพยุงเรือนั่นเอง ถ้าไม่มีน้ำช่วยหนุนส่ง เรือก็ไม่สามารถแล่นไปได้ ดังนั้น การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคมจึงไม่เพียงแต่ส่งผลดีเพียงการคืนกำไรให้กับสังคมเท่านั้น การดำเนินการดังกล่าวยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้วย

การพัฒนาชุมชนและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม ซึ่งนับเป็นการดำเนินงานที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของการเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างภาคธุรกิจและสังคม เพื่อให้สามารถอยู่การอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งองค์กรธุรกิจหลายแห่งได้แสดงความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสังคมในหลายรูปแบบ ทั้งการสร้างศักยภาพชุมชนในการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การสร้างเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน หรือการพัฒนาเยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชม เนื่องจากไม่ใช่เพียงแต่เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการสร้างศักยภาพให้กับชุมชน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ตัวอย่างที่ดีในการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมนั้น ขอยกตัวอย่างเช่น

  • โครงการลูกโลกสีเขียวของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งสนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
  • กิจกรรมเพิ่มผลผลิตการประมงในลำน้ำมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  • กิจกรรมดูนกของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
  • โครงการกองทุนสิ่งแวดล้อมของกลุ่มบริษัทโตโยต้า
  • โครงการอนุรักษ์ป่าชายเลนของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นต้น

กิจกรรมดังกล่าวนั้นเป็นตัวอย่างบางส่วนที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กรธุรกิจไทย ในการสร้างสรรค์และบูรณาการคุณค่าขององค์กรเข้าสู่บริบทของการเกื้อกูลสังคมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ หนังสือ "การสร้างสังคมน่าอยู่ => กับการทำธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม: ผู้บริหารไทยใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม" ที่อยู่ในมือของท่านในขณะนี้นั้น เป็นหนังสือที่ได้รวบรวมกรณีศึกษาขององค์กรต่างๆ ที่ดำเนินการตามหลักการของธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมที่ประสบความสำเร็จที่อาจจุดประกายการดำเนินงานดังกล่าวให้แพร่หลายได้มากยิ่งขึ้นต่อไป

บันไดขั้นที่สาม: การใช้สื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

นอกจากการดำเนินงานทั้งการปรับปรุงองค์กรและการเชื่อมโยงเข้าสู่ชุมชนแล้ว ในการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์นั้นก็เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสื่อสารจากองค์กรไปสู่สังคม ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงานขององค์กรและแสดงเจตจำนงในการรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเตือนให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้นด้วย เนื่องจากการใช้สื่อโฆษณาที่สร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กรนั้น นับเป็นการบรรลุประโยชน์ทั้งสองทาง กล่าวคือ สามารถเป็นสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อตอบสนองเป้าหมายในเชิงธุรกิจเพื่อสร้างความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคและสร้างความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง แต่เมื่อพิจารณาอีกมุมหนึ่ง เรายังเห็นได้ว่าสื่อโฆษณานั้นยังทำหน้าที่เป็นสื่อแห่งการเรียนรู้ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแพร่หลายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากในปัจจุบันเราอยู่ในยุคของข้อมูลข่าวสาร การบริโภคสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์หรือวิทยุจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ทำให้สื่อประชาสัมพันธ์มีศักยภาพใน การสร้างผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างที่เราคาดไม่ถึง

ดังนั้นการสร้างสรรค์สื่อประชาสัมพันธ์ที่มีคุณภาพจึงเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสื่อสร้างสรรค์นั้นจะเป็นเสมือน การศึกษานอกโรงเรียนที่นำเสนอข้อมูลและปลูกฝังแนวความคิดที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างแนบเนียน ซึ่งผลที่ตามในระยะยาวคือ กลุ่ม ผู้บริโภคมีความตระหนักหรือมีจิตสำนึกในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งเยาวชนไทยที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมจะช่วยขับเคลื่อนให้สังคมตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของตน อันจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนของทุกภาคส่วนได้ต่อไปในระยะยาว

ท้ายสุดนี้ ผมอยากจะขอย้ำให้เราไม่ลืมจากบทเรียนของการพัฒนาที่ผ่านมาว่า การพัฒนานั้นไม่ได้หมายความถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องพัฒนาทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล คิดว่าถึงเวลาแล้วที่องค์กรธุรกิจของไทยจะต้องสร้างบทบาทนำในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งวางกติกาแห่งจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่เคารพในจริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในระยะยาว ไม่ใช่การทำธุรกิจเพียงฉาบฉวยที่เน้นผลกำไรแต่ทำร้ายสังคม ซึ่งถ้าสังคมอยู่ไม่ได้ ธุรกิจจะอยู่ได้อย่างไร?

อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของความมุ่งมั่นและตระหนักต่อความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ภาคธุรกิจสามารถแสดงศักยภาพในการดำเนินงานที่รับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างเหมาะสมและก่อให้เกิดความเกื้อกูลและสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างธุรกิจกับชุมชนและสังคม ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ขอบคุณครับ

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

อาลัย "รัฐบาลโปร่งใส"
สำหรับท่านนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน

ทวีรัสมิ์ ธนาคม

ยี่สิบเอ็ด มีนาสามห้า อำลาแล้ว
ใจสุดแป้ว โศกสลด รันทดแสน
ต่อไปนี้ จะได้ใคร มาทำแทน
ที่แนบแน่น คุณธรรม ก่อกรรมดี

มุ่งรักษา แต่ประโยชน์ ประชาชน
รอสอชอ เลือกคน มีศักดิ์ศรี
รอมอตอ รับผิดชอบ กอปรกิจทวี
ในหนึ่งปี มีผลงาน อนันตัง

เสือสิงห์ กระทิงแรด ที่แวดล้อม
ถูกตะล่อม ไล่ตะเพิด ต้องผิดหวัง
หมื่นแสนล้าน เซฟไว้ให้ รัฐเข้าคลัง
โกงฉมัง คือเศรษฐี มีหน้าตา

ประชาธิปไตย อายุได้ หกสิบปี
บางสอสอ เป็นรัฐมนตรี ด้วยเงินหนา
เจ้าของบ่อน หว่านเงิน คนเลือกมา
ป่าสงวน ดื้อคร่า เป็นของตน

ปัญหา สารพัน หมักหมมไว้
ความยากไร้ มลพิษ ไม่เคยสน
จะให้แก้ เสร็จข้ามคืน ด้วยเวทมนตร์
นายกอานันท์ คือคน ใช่เทวดา

ข้าฯ ภูมิใจ เพื่อนร่วมชาติ สามารถนัก
เกียรติศักดิ์ รักของเขา เฝ้ารักษา
คนใส่ไคล้ ย่อมมี เสียงนินทา
ขอบารมี พระผ่านฟ้า ปกป้องไทย

ขอให้ผู้ เสียสละ เจริญสุข
ประสบโชค ไร้ทุกข์ สุขสดใส
ใครคิดร้าย ให้พินาศ ปลาตไป
กลับเป็นใหญ่ ช่วยพารา อีกคราเอย

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวในโอกาสวันประสูติครบ 150 ปี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549
ณ กระทรวงการคลัง

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

     ผมมีความยินดีที่จะกล่าวถึงเกร็ดจากประวัติศาสตร์ในด้านการคลังย้อนไปในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา เพราะมีหลายเรื่องที่น่าสนใจยกมาเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนรุ่นหลังได้

     การบริหารการคลังนับว่ามีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัยที่มีการเก็บส่วยสาอากรเข้าเป็นรายได้รัฐเอาไว้ใช้ในงานแผ่นดิน แรกๆ ก็นำมาใช้ในการสงครามป้องกันประเทศ ศาสนา และกิจการส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากการรุกรานจากศัตรู จนเมื่อประเทศไทยเปิดประตูค้ากับต่างชาติ ก็เริ่มเก็บภาษีสินค้าเข้าเพิ่มเติมขึ้นมา เอาไว้ใช้พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ใช้ลงทุนในสาธารณูปโภคสำคัญต่างๆ ที่ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลจากรัฐ

     เมื่อมองให้ลึกลงไปในประวัติศาสตร์การคลัง 150 ปีที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ที่ควรค่าแก่การให้อนุสติต่อการบริหารการคลังรุ่นหลังได้ดี เพราะเป็นข้อสังเกตว่า เมื่อไรก็ตามที่รัฐบาลเกิดเสียวินัยทางการคลังขึ้น ประเทศก็เกิดปัญหาภายในยาวนานให้ตามแก้ไขทุกครั้งไป คำว่า “วินัยทางการคลัง” พูดให้เข้าใจง่ายๆ เมื่อเปรียบประเทศเสมือนบ้าน ก็เหมือนการมีวินัยการใช้จ่ายเงินในบ้าน จะเอาไปใช้จ่ายอะไรก็ต้องสมเหตุสมผล ถูกต้อง เปิดเผย คุ้มค่า และใช้จ่ายให้เพียงพอกับกำลังรายได้ที่หามาได้ หากจะกู้ ก็เมื่อยามจำเป็น และในขนาดที่พอเหมาะพอดีเท่านั้น

     สำหรับเหตุการณ์ที่จะยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์นั้น แม้จะได้รับการแก้ไขจนรอดพ้นจากวิกฤตมาได้ทุกครั้ง แต่ก็ต้องเผชิญกับผลกระทบภายในประเทศที่เกิดขึ้นตามมา บางครั้งกินเวลาเยียวยารักษากันนาน เราจึงควรจะมองประสบการณ์เหล่านั้นเพื่อเป็นบทเรียน ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำได้อีก โดยจะขอยกตัวอย่าง 4 กรณี

     กรณีแรก เป็นกรณีของปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะการจัดเก็บภาษีอากรยังไม่เป็นระบบ ปัญหานี้เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2411-2416 เนื่องจากไม่มีการกำกับดูแลให้ผู้ที่มีหน้าที่เก็บภาษี นำภาษีที่เก็บได้ส่งเข้าคลังอย่างเคร่งครัด

     ในสมัยนั้น การจัดเก็บภาษีแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง จัดเก็บโดยเอกชนที่ได้รับสิทธิ ผูกขาดการจัดเก็บภาษีสิ่งของต่างๆ จากรัฐ (หรือภาษีการค้า และภาษีสรรพสามิต ในปัจจุบัน) ที่เรียกกันว่า “เจ้าภาษีนายอากร” อยู่กระจายตามที่ต่างๆ มีอำนาจเหมือนเจ้าเมืองในอาณาเขตภาษีของตน แต่ละปีจะต้องส่งรายได้ภาษีตามที่ประมูลได้ให้แก่รัฐบาล โดยต้องจ่ายเงินล่วงหน้าให้รัฐก่อนบางส่วน แล้วค่อยไปเรียกเก็บภาษีจากราษฎรอีกต่อ ถ้าเก็บมาได้เกินจำนวนที่ประมูลก็จะตกเป็นกำไรของเจ้าภาษีนายอากร แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ ในระยะหลังๆ เจ้าภาษีนายอากรบิดพลิ้ว ผัดผ่อน ไม่ส่งรายได้ภาษีตามกำหนดและส่งให้ไม่ครบตามจำนวนตามที่ประมูลไว้

     ส่วนที่สอง เป็นภาษีส่วนที่รัฐบาลจัดเก็บเองผ่านกรมต่างๆ แต่กรมต่างๆ ก็ไม่ยอมนำส่งเข้าคลังตามกำหนดเช่นกัน เนื่องจากเจ้ากรมนำเงินภาษีไปใช้ตามอำเภอใจ จึงมีผลทำให้เงินแผ่นดินในคลังไม่พอใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้น การทำบัญชีรับ-จ่ายเงินของคลังก็ไม่เรียบร้อย ตรวจสอบไม่ได้ว่า แต่ละปีรัฐรับ-จ่ายไปเท่าไร จนที่สุดแล้วรายได้ไม่พอใช้จ่าย เกิดหนี้ค้างชำระ

     นอกจากนี้ ผลจากการทำสนธิสัญญาการค้ากับต่างชาติตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2398 ทำให้ต้อง ล้มเลิกการเก็บภาษีเบิกร่องหรือค่าปากเรือ หันมาเก็บภาษีขาเข้าในอัตรา “ร้อยชักสาม” แทน ซึ่งภาษีส่วนนี้ก็ไม่ได้ส่งเข้าคลังเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่งผลให้รายได้รัฐบาลลดลงมาก ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย

     จนกระทั่ง พ.ศ. 2416 มีการปฏิรูปการคลังด้วยการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นเพื่อเป็นที่ทำการดูแลบัญชีผลประโยชน์แผ่นดิน แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจตราการเก็บภาษีอากร และติดตามการส่งเงินเข้าคลังแผ่นดินของเจ้าภาษีนายอากรและกรมต่างๆ ตามกำหนด ซึ่งก็คือกระทรวงการคลังในปัจจุบัน และมีการตั้งออดิตออฟฟิศเพื่อตรวจตราผลการเก็บภาษีอีกถ่ายหนึ่งด้วย การปฏิรูปนี้ช่วยให้ผู้เก็บภาษีส่งเงินเข้าคลังเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก การบริหารการคลังกลับมาเกินดุลได้ต่อเนื่อง เงินคงคลังเพิ่มพูน

     กรณีที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขาดดุลการคลัง

     อันที่จริงนั้น การบริหารการคลังสามารถทำได้ 3 แบบ คือ ใช้จ่ายแบบเกินดุล สมดุล หรือขาดดุล ซึ่ง “การใช้จ่ายแบบขาดดุล” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผิดวินัยทางการคลังเสมอไป เพราะในบางปี อาจมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่รายได้มีไม่พอก็สามารถขาดดุลได้ แต่ต้องเป็นการขาดดุลอย่างคุ้มค่า ขาดดุลเพราะมีความจำเป็น ซึ่งก็จะชดเชยการขาดดุลโดยการกู้เงินระยะยาวและเสียดอกเบี้ยต่ำ และมีการวางแผนการจ่ายคืนที่แน่นอน ดังเช่นใน พ.ศ. 2444 – 2447 มีการขาดดุลเพราะรายจ่ายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน คือ ทางรถไฟ ไปรษณีย์ และโทรเลข จึงจำเป็นต้องขอกู้เงินจากต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นยึดหลักบริหารการคลังแบบ “หลีกเลี่ยงการกู้ยืมจากต่างประเทศ” มาตลอด ด้วยเกรงว่าจะถูกแทรกแซงทางการเมืองจากต่างประเทศในช่วงลัทธิล่าอาณานิคมกำลังแผ่ขยาย

     แตกต่างกับช่วงต่อมาที่งบประมาณขาดดุล คือ ใน พ.ศ. 2458 – 2468 ที่การขาดดุลในช่วงนี้เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวอย่างไม่สมเหตุสมผล ใช้แล้วหมดไปไม่ใช่เพื่อการลงทุน เช่น รายจ่ายป้องกันประเทศ รายจ่ายเพื่อการทหาร และรายจ่ายในกิจการราชสำนักที่เกินจำเป็น ขณะที่ ด้านรายได้กลับเก็บได้ลดลงมากเพราะมีการยกเลิกภาษีหลายอย่าง เช่น บ่อนการพนัน และภาษีฝิ่น ประกอบกับในระยะนั้น เศรษฐกิจถูกซ้ำเติมด้วยภาวะอุทกภัยและฝนแล้งต่อเนื่องหลายปี รวมทั้งเป็นภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้งบประมาณแผ่นดินขาดดุล ต้องนำเงินคงคลังมาใช้ชดเชยการขาดดุล จนร่อยหรอไปมาก และต้องขอกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

     แต่ว่าในช่วงนั้นกลับไม่มีความพยายามจะตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ปัญหาจึงสะสม ยาวนานข้ามรัชสมัยมาจนถึงช่วงปี 2469-2475 กลายเป็นปัญหาหนี้สาธารณะ ที่ต้องหาทางชดใช้เพื่อรักษาความเชื่อถือจากต่างประเทศ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประเทศก็จำเป็นต้องมีการลงทุนต่อเนื่องในการรถไฟ และระบบชลประทาน จึงต้องมีการประหยัดอย่างเฉียบขาด (strict economy) เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ด้วยการตัดลดรายจ่ายลงอย่างรุนแรง รวมไปถึงการลดเงินเดือนข้าราชการ และปลดข้าราชการบางส่วนออก และในที่สุดก็ต้องหันมาขอกู้เงินจากภายในประเทศด้วยการออกพันธบัตร

     กรณีที่สาม เป็นปัญหาการคลังที่เกิดขึ้นจากการจัดทำงบประมาณที่ไม่ถูกแบบแผน หรือไม่สอดคล้องกับภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจ ส่งผลต่อวินัยการคลัง คือทำให้ขาดดุลการคลังมากขึ้น เงินคงคลังร่อยหรอ ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2498 การจัดทำงบประมาณรายจ่ายยึดความต้องการใช้จ่ายเป็นหลัก ส่วนการประมาณการรายได้จะยึดรายได้ที่เก็บได้ของปีก่อนเป็นเกณฑ์ แล้วค่อยมาปรับรายจ่ายให้สอดคล้องกับประมาณการรายได้

     แต่เมื่อเศรษฐกิจผันผวน กระทบต่อรายได้ที่เก็บได้จริง ก็เกิดเป็นปัญหา เพราะรายได้ที่เก็บจริงอาจมากหรือน้อยกว่าปีก่อน โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอยู่ในช่วงปี 2468 – 2477 เศรษฐกิจกำลังซบเซา รายได้จากภาษีก็ลดลง ซ้ำแล้วรายได้ส่วนหนึ่งยังต้องนำไปชำระหนี้ที่ครบกำหนดอย่างเคร่งครัด ทำให้เกิดปัญหาต้องปรับรายจ่ายลงให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงในช่วงปลายปีงบประมาณ ก่อให้เกิดความยุ่งยากและสร้างความไม่พอใจให้แก่หน่วยงานต่างๆ

     ต่อมาในปี 2498 จึงได้มีการวางระเบียบการทำงบประมาณรายจ่ายใหม่ ตามคำแนะนำของ ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโลก โดยยึดรายได้เป็นหลักก่อน แล้วจึงค่อยประมาณการ รายจ่าย โดยประมาณการรายได้จากภาษีและรายได้อื่นๆ จากสภาวะเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด และมีการจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายรายการต่างๆ ให้เหมาะสม

     อย่างไรก็ดี แม้จะมีระเบียบการจัดทำงบประมาณนี้แล้ว ก็ยังปรากฏว่าในช่วงปี 2524 – 2529 รัฐบาลประมาณการรายได้สูงกว่าความเป็นจริงมาก เพื่อตั้งงบประมาณรายจ่ายได้สูง แต่รายได้ที่เก็บได้จริงต่ำกว่าประมาณการ และแม้ว่าได้มีมาตรการเพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ผล ส่งผลให้ขาดดุลงบประมาณสูงเฉลี่ยร้อยละ 4.4 ของ GDP และต้องชดเชยขาดดุลบางส่วนจากเงินนอกงบประมาณ (เงินฝากของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่คลังจังหวัด) ซึ่งเป็นการเสียวินัยทางการคลัง

     กรณีที่สี่ เป็นปัญหาการคลังที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากที่ตั้งไว้ในงบประมาณประจำปีโดยอาศัยอำนาจใช้จ่ายเงินคงคลังตามพระราชบัญญัติต่างๆ ตลอดจนการขอกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งใหญ่ใน 2 ช่วงเวลาด้วยกัน คือ ช่วงปี พ.ศ. 2490 – 2498 และช่วงหลังวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2522-2523

     หลังจากที่ประเทศเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย การใช้จ่ายเงินของแผ่นดินต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน ต้องมีพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีมารองรับการใช้จ่าย ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2488 นั้น เศรษฐกิจซบเซามาก ซ้ำแล้วประเทศไทยยังมีส่วนต้องร่วมชำระค่าปฏิกรณ์สงครามในฐานะที่เป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น พระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 จึงออกมาด้วยเจตนาดีที่หวังจะช่วยให้การบริหารการคลังยืดหยุ่นขึ้นในยามจำเป็นต้องจ่ายโดยเร็วเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ โดยรัฐบาลสามารถนำเงินคงคลังออกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนได้ แล้วค่อยบันทึกรายการชดใช้เงินคงคลังไว้ท้าย พรบ.งบประมาณปีต่อไปในภายหลัง

     นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีช่องทางการชดเชยการขาดดุลงบประมาณอื่นได้อีกจากการขอกู้เงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยการออกพันธบัตรและตั๋วเงินคลัง รวมถึงการขอเบิกเงินเกินบัญชี เปิดโอกาสให้รัฐบาลมีหลายช่องทางที่เอื้อต่อการใช้จ่ายเกินตัว ในขณะนั้น รัฐบาลได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก และไม่ได้จัดลำดับความสำคัญให้เหมาะสมกับรายได้ รายจ่ายเพื่อการลงทุนก็ไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับมา โดยเฉพาะการวางนโยบายรัฐวิสาหกิจที่ไร้ทิศทางสืบต่อมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้รัฐวิสาหกิจเกิดขึ้นมากมายเพื่อผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการภายในประเทศที่ขาดแคลนในยามนั้น

     สังเกตได้ว่าช่วงนั้น ความรู้เกี่ยวกับการบริหารการคลังที่จะมาเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ซับซ้อนขึ้นนั้นยังไม่ค่อยรอบคอบนัก ยังมองแค่ด้านการคลังด้านเดียว ยังไม่ได้มองถึงความสัมพันธ์ของการคลังกับระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ขอเพียงให้การบริหารการคลังมีเงินใช้จ่ายได้เป็นพอ ไม่ระแวดระวังผลรอบด้านว่าจะกระทบต่ออะไรบ้าง การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเรื่อยมา มีผลทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อสูง ควบคุมไม่ได้ตามมา และเมื่อข้าวของมีราคาแพงยิ่งไปซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ. 2495 – 2498 ที่การค้าต่างประเทศถดถอยจากผลของการยุติสงครามเกาหลี สินค้าออกขายไม่ดี ดุลการค้าขาดดุล ในขณะที่งบประมาณก็ขาดดุลเช่นกัน

     ในที่สุด ต้องดำเนินการแก้ไขสถานการณ์หลายมาตรการคือ 1) รัฐบาลออกพันธบัตรขอกู้จากสถาบันการเงินและประชาชนทั่วไปแทนการกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง เพื่อลดปริมาณเงินที่มีมากในระบบ 2) ขอเพิ่มวงเงินตั๋วเงินคลังหมุนเวียนในการชำระหนี้และสำรองไว้ใช้จ่าย แล้วค่อยๆ ทยอยผ่อนชำระหนี้เบิกเกินบัญชีจนหมดในปี พ.ศ. 2503 3) ลดการใช้จ่ายลง 4) กำหนดหลักการว่า ถ้าจะขอกู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น และเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย ให้กู้ไปแล้วก็ต้องหาทางดูดเงินส่วนนั้นออกจากระบบด้วยการขายพันธบัตรต่ออีกทอด ในที่สุด ดุลการคลังก็กลับมาเกินดุลได้สำเร็จ

     อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเกินตัวโดยอาศัยอำนาจใช้จ่ายเงินคงคลังจากการออกพระราชบัญญัติต่างๆ ทำให้การคลังมีปัญหาครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในช่วงปี 2522 – 2523 ที่เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์เงินคงคลัง รัฐบาลมีพฤติกรรมแบบเจ้าบุญทุ่มเพราะต้องการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยจากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 โดยเฉพาะการออกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีเพื่อปรับเงินเดือนข้าราชการ และการอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 ใช้ “มติให้จ่ายเงินคงคลังไปก่อน” สำหรับใช้จ่ายในโครงการสร้างงานในชนบทในฤดูแล้ง โดยที่สภาวะขณะนั้น รัฐบาลเองก็ไม่สามารถเก็บรายได้ได้ตามเป้าเพราะเศรษฐกิจถดถอยมาก ทำให้เงินคงคลังอยู่ในขั้นวิกฤต

     ช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ขณะนั้น ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีอยู่แล้วยิ่งถูกซ้ำเติมจากการใช้จ่ายแบบเจ้าบุญทุ่มของรัฐบาลครั้งนี้ เพราะทำให้ปริมาณเงินในระบบสูงมาก มูลค่าการนำเข้าน้ำมันที่สูง ขณะที่รายได้ส่งออกถดถอยเพราะเศรษฐกิจโลกตกต่ำไปทั่ว ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอ เกิดปัญหาขาดดุลแฝด (twin deficit) คือ ขาดดุลทั้งด้านการคลัง และด้านต่างประเทศ พร้อมๆ กัน

     ตอนนั้นเราต้องหันไปกู้จาก IMF ในปี 2524 2525 และ 2528 และเพื่อเสริมทุนสำรองของประเทศ รักษาความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และเริ่มใช้นโยบายรัดเข็มขัด ประหยัดรายจ่ายกลางปีงบประมาณ และเร่งรัดหารายได้จากการขยายฐานภาษีอากร และปรับปรุงการบริหารการจัดเก็บ จนฐานะการคลังค่อยๆ ฟื้นตัวได้สำเร็จในปี 2530

     ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

     ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับการทำผิดวินัยการคลังในอดีต มีเจตนาเพียงเพื่อยกเป็นอุทาหรณ์หรือบทเรียนสำหรับการบริหารการคลังสำหรับรัฐบาลปัจจุบัน หรือในอนาคตข้างหน้า เพราะการผิดวินัยการคลังจะนำไปสู่การสะสมปัญหาและเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาหลังจากนั้นจะมีความยุ่งยากและอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูการคลังให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งประเทศชาติอาจต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตามครรลองที่ควรจะเป็นอีกด้วย การไม่รักษาวินัยทางการคลังที่เคร่งครัดในอดีต ก่อน พ.ศ. 2500 นั้น อาจจะพอเข้าใจได้ เพราะตอนนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ของเศรษฐศาสตร์การคลังกับระบบเศรษฐกิจ และการเงินของประเทศยังมีไม่มาก แต่ในปัจจุบัน วิชาเศรษฐศาสตร์การคลังมีความสลับซับซ้อน และถูกพัฒนามาจนเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต้องทำควบคู่กันไปกับการรักษาวินัยทางการคลัง ท่านผู้ฟังคงเห็นด้วยกับผมว่า การรักษาวินัยทางการคลังเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะหากขาดวินัยนี้แล้ว ไม่ว่าจะจัดทำงบประมาณสมดุลหรือไม่ก็ตาม ฐานะการคลังก็จะค่อยๆ อ่อนแอลงจนเกิดการขาดดุลได้ในที่สุด หลังจากนั้นหากยังไม่ระมัดระวังอีก ก็มักจะมีการขาดดุลต่อเนื่องติดต่อกันหลายปี ส่งผลกระทบต่อฐานะเงินคงคลัง ฐานะหนี้รัฐบาล เสถียรภาพเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในที่สุด

     บทเรียนที่เราเห็นจากอดีตชี้ว่า ประการแรก เงินคงคลังควรจะดำรงไว้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ และพอที่จะเป็นภูมิคุ้มกันรองรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น ความผันผวนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน หรือเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจไทย และทำให้เก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย ดังนั้นในภาวะที่เก็บภาษีได้มากก็ไม่ควรใช้จ่ายจนหมด ควรเก็บไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดบ้าง

     ประการที่สอง ควรรักษาวินัยการใช้จ่าย หมายถึง

      ก) รายจ่ายที่ตั้งงบประมาณต้องเป็นรายจ่ายที่เหมาะสมและคุ้มค่า มีการจัดสรรรายจ่ายตามลำดับความสำคัญ และผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา
      ข) หลังจากจัดสรรวงเงินแล้ว ไม่ควรเบิกใช้เกินวงเงินที่กำหนดไว้ และควรหลีกเลี่ยงการตั้งงบประมาณเพิ่มกลางปี
      ค) หากต้องเบิกใช้เกินวงเงินอย่างสุดวิสัย ก็ควรกันเงินรายได้ในอนาคตตามจำนวนดังกล่าวมาใช้คืนเงินคงคลัง
      ง) ไม่ควรสร้างภาระผูกพันต่องบประมาณแผ่นดินมากเกินไป จนรัฐบาลในอนาคตอาจขาดความคล่องตัวในการกำหนดงบประมาณได้
      จ) ควรควบคุมบรรดารายจ่ายตามวาระจรทั้งหลาย และดูแลการเบิกจ่ายให้พอเหมาะพอสมกับรายได้ในแต่ละเดือน เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ดังเช่นที่รัฐบาลต้องกู้เงินด้วยการออกตั๋วเงินคลังเพิ่มอีก 80,000 ล้านบาทเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลัง ก็เป็นสัญญาณระยะสั้นที่ไม่ค่อยดี แต่ก็ยังดีที่ไม่ไปกู้โดยตรงจากธนาคารแห่งประเทศไทย

     ในเรื่องนี้ผมทราบมาว่า ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน ได้เสนอทางแก้ไขโดยการออกพันธบัตรแทนตั๋วเงินคลัง ด้วยหลักการที่ว่าภาระระยะยาวก็ควรชดเชยด้วยหนี้ระยะยาว

     ประการที่สาม โครงการลงทุนทั้งหลายของรัฐบาล โดยเฉพาะที่เป็นขนาดใหญ่ เป็นความตั้งใจที่ดี ที่จะยกระดับมาตรฐานชีวิตของประชาชน ในเรื่องนี้ ผมเข้าใจว่าหลายโครงการได้มีการศึกษาไว้แล้วว่ามีความคุ้มทุนคุ้มค่า แต่หลายโครงการก็ยังขาดการศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่งบทเรียนในอดีต การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่คุ้มค่าและขาดประสิทธิภาพจะสร้างปัญหาการคลังในระยะต่อไป

     และแม้ว่าผลการศึกษาความเป็นไปได้อาจจะสรุปว่าควรจะทำทั้งหมด แต่เมื่อรวมกันแล้วเป็นเงินลงทุนจำนวนมาก ก็ไม่ควรทำพร้อมๆ กัน จนกระจุกตัว เพราะจะเป็นภาระต่อการบริหารหนี้ การใช้คืน และกระทบต่อฐานะทางการคลัง รวมไปถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจด้านอื่นด้วย ดังนั้น ควรมีการกระจายการลงทุนและจัดลำดับความสำคัญของโครงการ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การยึดหลักความโปร่งใสและมีระบบการตรวจสอบที่ดีและน่าเชื่อถือ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมั่นใจและไม่เคลือบแคลงใจ หรือกล่าวโดยรวมก็คือต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการตัดสินใจลงทุน และบริหารโครงการนั่นเอง

     บทเรียนประการที่สี่ที่ผมมองเห็นนั้น น่าจะเป็นเรื่องการใช้มาตรการภาษีซึ่งเป็นแหล่งรายได้ระยะยาวของรัฐบาล เพราะการที่ฐานะเงินคงคลังจะมั่นคงทั้งในระยะสั้น และระยะยาวได้นั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงแหล่งรายได้ด้วย การใช้มาตรการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์และการคาดการณ์ที่ดีรองรับเพราะจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ภาษีทันทีและมีผลต่อฐานรายได้ระยะยาว หรือแม้ว่าจะมาจากสาเหตุอื่น เช่น ข้อตกลงการค้าเสรี ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าจะมีแหล่งรายได้อื่นมาทดแทนเพียงพอหรือไม่ เพราะภาษีถือเป็นแหล่งรายได้ระยะยาวของรัฐบาล ขณะที่รายจ่ายก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

     นอกเหนือจากปัญหาทางด้านการคลังที่ผมพูดมา ผมยังมีความเป็นห่วงในประเด็นด้านการคลังที่คิดว่า เราคงจะระมัดระวังในอนาคตอีก 2 ประเด็น เพราะ เป็นประเด็นที่เพิ่งเกิดขึ้น และเรายังไม่มีบทเรียนจากประวัติศาสตร์การคลัง เรื่องแรกคือ ปัญหาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมนอกงบประมาณ (Off-budget activities) และกิจกรรมกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal activities) เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างมีเจตนาที่จะไม่ใช้เงินจากงบประมาณ แต่ถึงกระนั้น หากบริหารจัดการไม่ดีก็อาจเป็นภาระต่องบประมาณก็ได้ในที่สุด เช่น มาตรการที่ดำเนินการผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งหลาย (ธกส. ธอ. ธอส. ธสน. ธพว. ฯลฯ) เช่น โครงการธนาคารประชาชน การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน สินเชื่อ SME บ้านเอื้ออาทร การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน เป็นต้น ควรมีความระมัดระวังและอิงกับหลักเกณฑ์ตามปกติที่สถาบันการเงินใช้ปล่อยกู้ และการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วย แม้ในปัจจุบันยังไม่เป็นปัญหา แต่หากไม่ระมัดระวังเพียงพออาจกระทบต่อฐานะของสถาบันการเงินเหล่านี้ กิจกรรมดังกล่าวอาจจะสร้างภาระกับรัฐบาล (contingent liabilities) โดยต้องใช้เงินอุดหนุนจากงบประมาณรัฐบาลในอนาคตได้ หรืออาจมีอีกตัวอย่างหนึ่งก็ เช่น การควบคุมราคาน้ำมันโดยผ่านกองทุนน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลต้องลอยตัวราคาน้ำมันในที่สุด แต่ก็ยังมีหนี้อีกจำนวนหนึ่งที่ต้องจัดการอยู่

     เรื่องที่สองเป็นเรื่องของการคลังท้องถิ่น หลังจาก พรบ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เริ่มใช้บังคับตั้งแต่ปี 2542 การคลังท้องถิ่นก็มีรายรับเพิ่มขึ้นมากเป็นลำดับ จากประมาณ 100 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14 ของรายได้รัฐบาล ในปี 2543 เป็นประมาณ 330 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 ของรายได้รัฐบาลในปี 2549 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อไปจนถึงร้อยละ 35 ในที่สุด โดยส่วนหนึ่งเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของรายรับท้องถิ่น

     แม้การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นความตั้งใจที่ดี ในการกระจายทรัพยากรจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น และท้องถิ่นสามารถดำเนินนโยบายได้สอดคล้องกับความจำเป็นในพื้นที่ ซึ่งจะนำมาสู่การบริหารจัดการและกระบวนการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การให้ความรู้ท้องถิ่นในการบริหารจัดการเงินทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมาภิบาลมาใช้ คือ มีการบริหารจัดการบนหลักของความเหมาะสมและความพอดี สามารถตรวจสอบการทำงานและการจัดการการเงินได้อย่างโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน และทันการณ์ รวมไปถึงการสร้างให้ท้องถิ่นเองตื่นตัว มีส่วนร่วมที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบโดยนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจบริหารในท้องถิ่น

     แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระบวนการถ่ายโอนภารกิจบางด้านยังมีความล่าช้า เช่น การศึกษาและสาธารณสุข เพราะยังต้องรอความพร้อมของท้องถิ่นที่จะรับภารกิจใหญ่ที่เพิ่มขึ้น เพราะสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักให้มากคือ ถ้าท้องถิ่นไม่พร้อมรับการโอนงานไปจากรัฐบาล แต่กลับมีเม็ดเงินโอนไปให้มาก ก็จะเกิดความไม่พอดีระหว่างเงินที่มีอยู่กับภารกิจในความรับผิดชอบ และเปิดช่องให้แก่ผู้ที่ต้องการฉวยโอกาสเอาประโยชน์จากความไม่พอดีนี้

     ท้ายที่สุดนี้ ผมมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เกร็ดประวัติศาสตร์จากบทเรียนทางการคลัง 150 ปีที่ผมได้หยิบยกมาในวันนี้ จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้มีการบริหารการคลังของประเทศในแนวทางที่เหมาะสม กล่าวคือ ยึดหลักการตั้งงบประมาณรายจ่ายที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับรายได้อย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการตั้งงบประมาณรายได้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และตั้งรายจ่ายตามลำดับความจำเป็นและความสำคัญ และสุดท้ายคือมีความระมัดระวัง ในการดูแลให้มีเงินคงคลังเพียงพอรองรับความผิดปกติของรายได้และรายจ่ายในอนาคต ซึ่งจะทำให้มีฐานะการคลังมั่นคงต่อการพัฒนาประเทศไทยได้ในระยะยาวต่อไป

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ เนื่องในโอกาส
ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน: ครบรอบ ๒๕ ปี
โดย ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
คัดจากวารสารเอเชียปริทัศน์ ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๒
ประจำเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม ๒๕๔๓

ฯพณฯ ท่านฟู่เสวียจัง เอกอักรราชทูตจีนประจำประเทศไทย
รศ. ดร. สุภางค์ จันทวานิช ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ท่าน ม.ร.ว. เกษมสโมสร เกษมศรี
บรรดานักวิชาการ ทั้งฝ่ายจีนและฝ่ายไทย
และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

ก่อนอื่นผมต้องประทานโทษ ผมนึกว่างานนี้จะเริ่ม ๙ โมงเช้า ผมก็มาถึงก่อน ๙ โมงเช้าเล็กน้อย แต่งานเริ่มตั้งแต่ ๘ โมงครึ่ง ฉะนั้น ถ้าผมทำให้ท่านทั้งหลายต้องนั่งคอย ผมต้องขอประทานโทษ และเรื่องที่สอง ถ้าหากการพูดวันนี้มีการเอ่ยถึงบุคคลบางท่าน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็อยากขอให้ท่านทั้งหลายได้ทราบว่า ผมไม่มีเจตนาที่จะพูดอะไรในทางไม่ดี แต่เมื่อมาพูดที่สถาบันการศึกษา หรือศูนย์การศึกษาประเภทนี้ ผมรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างอาจจะต้องพูดความจริง ถึงแม้ความจริงนั้นอาจจะเป็นความจริงที่ฟังแสลงหูบ้าง แต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เราต้องจดจำไว้ในประวัติศาสตร์ ในเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประการที่สาม เวลาพูดถึงเรื่องวันเวลา ผมต้องขอประทานโทษ ผมจะให้คริสต์ศักราชแทนที่จะเป็นพุทธศักราช ไม่เช่นนั้นคนแปลจะแปลลำบาก และผมเองก็งงเหมือนกัน เพราะว่าบางครั้งบางคราวในชีวิตราชการที่ทำงานในกระทรวงการต่างประเทศนั้นเราจะคิดเรื่องของ ค.ศ. มากกว่า

วันนี้ ผมไม่ได้คิดว่า ผมจะมาให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม หรือข้อมูลที่ลึกซึ้งอะไรพิเศษเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ในเมื่อหัวข้อเรื่องให้มองทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผมคิดว่ามีหลายอย่างในอดีตที่ยังไม่ได้รับการบันทึกเป็นตัวอักษรหรือได้รับการเล่าสู่กันฟัง ผมมองในระยะ ๒๕ ปีที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสได้พูดเรื่องเกี่ยวกับเมืองจีนหลายครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะพูดในลักษณะที่ไม่มี text คือ พูดปากเปล่า และครั้งเดียวเท่านั้นที่เคยพูดในลักษณะที่ต้องขอให้มีบทความ คือไปพูดบนเวทีที่เขาเรียกว่า “Direk Jayanam Lecture Series” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อประมาณ ๑๔-๑๕ ปีมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันผมจำไม่ได้ว่าผมพูดว่าอะไร ถ้าจะย้อนกลับไปอีกก็ต้องไปถามหาว่าสมัยนั้นพูดว่ายังไง แต่อันนั้นเป็นการพูดในลักษณะสอนครั้งแรก

เมื่อคืนท่านเอกอัครราชทูตจีนท่านกรุณาเลี้ยงคณะผู้แทนไทยที่จะไปเยือนจีนในวันที่ ๒๘ นี้ ในระหว่างที่อยู่ในโต๊ะนั้นก็มีการสนทนาถึงเรื่องเก่า ท่าเอกอัครราชทูตจีนกล่าวกับผมว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเล่าในค่ำวันนั้น เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ผมเองอยู่กับปัญหาจีน-ไทย หรือสัมพันธภาพจีน-ไทยมาเป็นเวลาช้านาน หลายสิ่งหลายอย่างก็ได้ยินได้เห็นและตัวเองก็พูดมาแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อมานึกดูแล้วเด็กรุ่นใหม่ คำว่า “เด็กรุ่นใหม่” ก็อาจจะหมายถึงว่า อายุต่ำกว่า ๔๐ ลงไป หรือแม้แต่ต่ำกว่า ๔๕ ลงไป ก็อาจจะยังไม่ให้ความสนใจ หรือถ้าสนใจก็คงไม่ได้ทราบถึงปัจจัย หรือหยั่งถึงปัญหาต่าง ๆ ในขณะนั้นทั้งที่ไทยและจีนกำลังเผชิญอยู่ ฉะนั้นผมมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังมาก เช้าวันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะให้เวลาผมสักเท่าไร ผมอยากจะเล่าเกร็ดอะไรบางอย่าง ท่านทูตบอกผมเมื่อคืนว่าผมควรจะเขียนหนังสือ ผมบอกแหมผมเป็นคนเขียนไม่ค่อยเป็น พูดน่ะพูดได้ แต่มาเช้าวันนี้พอมาพูดก็ต้องเตือนตัวเองเหมือนกันว่า ปัจจุบันอายุเราก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ที่พูดไปก็พูดจากความจำทั้งนั้น มันอาจจะเป็นไปได้ว่า การพูดเช้าวันนี้หรือในโอกาสต่อ ๆ ไป ข้อเท็จจริงเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะคลาดเคลื่อนได้ อันนี้ผมขออภัยด้วย เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่อยากศึกษาเรื่องนี้ ก็ขอให้ฟังคำบรรยายของผม ในลักษณะเป็นเกร็ดที่เสริมประวัติศาสตร์ หรือเสริมการศึกษาประเด็นสัมพันธภาพระหว่างไทยกับจีนก็แล้วกัน

ผมอยากจะเริ่มต้นว่า เวลาเราพูดถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีนนั้น เราเพ่งเล็งแต่ความสัมพันธ์ที่อยู่ในระดับราชการ ทว่าจริง ๆ แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนจีนนั้น มันไมได้เริ่มต้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มันเริ่มมาตั้งแต่สมัย ๓ - ๔ ชั่วคนของตัวเราเอง เป็นเวลาหลายร้อยปี หรือถ้าเผื่อเรามองประวัติศาสตร์ที่ว่าคนไทยที่มาตั้งรกรากอยู่ที่แหลมทองนี้มาจากจีนทางใต้แล้ว ความสัมพันธ์ในทางสายเลือดก็ดี ความสัมพันธ์ในทางประวัติศาสตร์ก็ดี ในทางวัฒนธรรมก็ดี ระหว่างคนไทยกัยคนจีนนั้นค่อนข้างจะยาวนานและลึกซึ้งมาก ตั้งแต่เล็ก ๆ เราก็จะได้ยินแต่คำว่า “จีน-ไทย ไม่ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ตลอดเวลาไม่รู้ว่ากี่ร้อยปี ตั้งแต่ลมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ก็เป็นความสัมพันธ์ฉันพี่น้องจริง ๆ มีการติดต่อทางด้านการค้า มีทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มันเกิดความจำเป็นทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นรัฐบาลบริหารงานอยู่ที่ผืนแผ่นดินจีน ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาอำนาจ เป็นผู้ชนะสงคราม แล้วก็ตอนนั้นก็มีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นมา แต่ก่อนหน้านั้นที่ยัลตานั้นผู้นำทางฝ่ายอเมริกา รัสเซีย และอังกฤษ ก็ตกลงกันแล้วว่าจีนนั้นเป็นจีนเดียว มีประเทศเดียว และไต้หวันก็เป็นส่วนหนึ่งของจีน อันนี้ย้อนหลังไปถึงความตกลงที่ยัลตา ซึ่งผมจะกลับมาพูดเรื่องปัญหาจีนเดียวกับเรื่องไต้หวันทีหลัง ไทยเราก็ถือว่าเป็นประเทศที่แพ้สงคราม และเมื่อเราอยากจะเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ มันก็มีความจำเป็นที่จะต้องต่อรองกัน เราไม่ค่อยมีปัญหากับอเมริกา จริง ๆ แล้วเราไม่มีปัญหากับอเมริกา กับอังกฤษมีปัญหาบ้าง แต่ก็ได้มีการตกลงเรียบร้อยแล้วก่อนจะเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ กับรัสเซียนั่นก็มีปัญหาว่าจะต้องเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกัน กับจีนไต้หวันก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่จีนไต้หวันสมัยนี้ หมายถึงจีนที่ยังคงอยู่ที่ผืนแผ่นดีนใหญ่อยู่ ก็เป็นเงื่อนไขที่เราต้องยอมทำตามที่ว่าเราจะต้องมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีนในขณะนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ก็จะเปิดสถานทูตหรือสถานเอกอัครราชทูตซึ่งกันและกัน ฉะนั้น หลังสงครามใหม่ ๆ เราก็มีคณะทูตของจีนอยู่ที่เมืองไทนแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีพรรคก๊กมินตั๋งแพ้สงครามกลางเมืองต้องไปอยู่ที่เกาะไต้หวัน แล้วก็มีรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปักกิ่งขึ้นมาแทน ฉะนั้น ความสัมพันธ์ทางการทูตที่สืบเนื่องมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนเข้าสหประชาชาติ มันก็ตกทอดต่อไปจนไปถึงรัฐบาลจีนที่อยู่ที่ไต้หวัน ตอนแรก ๆ ก็ไม่ใช่ว่ามีปัญหาอะไรมากมาย ก็เพียงแต่ว่าเรารับรองไต้หวันว่าเป็นรัฐบาลจีน แต่เราก็ไม่ได้เป็นอริอะไรกับรัฐบาลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ปักกิ่ง เพียงแต่ว่าไม่มีการติดต่อที่เป็นทางการเท่านั้น แต่ระยะนั้นเป็นระยะที่ทมีทั้งสงครามเกาหลี มีความเป็นปฏิปักษ์กันระหว่างอเมริกากับจีน และมีสงครามเย็น ต่อมายิ่งมีปัญหามากขึ้นคือยังมีปัญหาเวียดนาม มีการสู้รบสิ่งที่เราเรียกว่าเป็น Proxy War (สงครามตัวแทน) โดยเวียดนามเหนือได้รับการสนับสนุนจากจีนคอมมิวนิสต์ เวียดนามใต้ได้รับการสนันสนุนจากอเมริกา และมีพันธมิตรอีกหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำสงคราม เนื่องจากเหตุการณ์เหล่านี้ และเนื่องจากการที่โลกเราแบ่งออกเป็นหลายขั้ว โดยเฉพาะขั้วที่เรียกว่าค่ายเสรีนิยม กับค่ายคอมมิวนิสต์ สมัยนั้นจีนกับสหภาพโซเวียตก็ยังเป็นมิตรที่ดีต่อกันอยู่ เพราะฉะนั้นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันก็ค่อนข้างที่จะเป็นเกมที่รุนแรง แต่ต่อมาเมื่อจีนเข้าไปเป็นตัวแทนของจีนที่แท้จริงในสหประชาชาติได้ มีผลทำให้ตัวแทนของจีนไต้หวันต้องออกจากสหประชาชาติไป นับวันก็มีประเทศสมาชิกรับรองประเทศจีนที่ปักกิ่งมากขึ้น ๆ ตอนนั้นเป็นปี ค.ศ. ๑๙๗๑ ในเมืองไทยเองหลังจากมีรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากระบอบการเลือกตั้งมาเป็นเวลานาน แล้วก็มีเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๑๙๗๓ หลังจากนั้นเราก็มีรัฐธรรมนูญที่เรียกว่าเป็น “รัฐธรรมนูญสนามม้า” ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างจะเป็นเสรีนิยมหน่อย แล้วก็มีรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย มีท่าน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ (ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช) เป็นนายกรัฐมนตรี มีคุณชาติชาย ชุณหะวัณ (พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ) เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ตอนนั้นผมก็ยังเป็นทูตอยู่ที่สหประชาชาติ และเป็นทูตอยู่ที่วอชิงตันควบคู่กันไป

ช่วงก่อนหน้านั้นประมาณ ๑๐ ปี เหตุการณ์ในเอเชีย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ค่อย ๆ รุนแรงมากขึ้น สงครามเวียดนามก็ถึงขั้นที่ว่าทหารอเมริกันไปตายที่เวียดนาม ๕ หมื่นกว่าคน มีทหารอเมริกันประจำอยู่ที่เมืองไทย มีสนามบินของอเมริกาอยู่ที่เมืองไทย ๕ - ๖ แห่ง มีสถานีดักฟังวิทยุ ไม่ว่าจะเป็นสถานีรามสูร ที่จังหวัดอุดรธานี ไม่ว่าจะเป็นสถานีดักฟังที่เชียงใหม่ ดังนั้นอิทธิพลของอเมริกาในไทยมีเต็มไปหมด มันคงเป็นเรื่องที่จดจำในประวัติศาสตร์ว่าในครั้งนั้นรัฐบาลไทยโดยเฉพาะรัฐบาลที่เรียกได้ว่าทหารเป็นผู้ควบคุม ก็มีความเอนเอียงมองเห็นจีนเป็นศัตรู ก็เชื่อไปตามที่อ่านหนังสือพิมพ์หรืออ่านข่าวของทางตะวันตกว่า “จีนเป็นปีศาจผิวเหลือง” และ “เวียดนามนั้นต้องการจะบุกยึดดินแดนอีสาน ๑๖ จังหวัด” พวก ๑๔ ตุลา (๑๙๗๓) นักเรียนก็หัวซ้าย ตอนนั้นในเมืองไทยก็มีลักษณะเหมือนสมัยแมคคาร์ที พีเรียด (McCarthy Period) ในอเมริกาเหมือนกัน มีการแบ่งขั้วกันมาก และเวลามองหน้ากันก็ไม่ได้มองว่าเป็นคนไทย แต่มองว่าเป็นไอ้นี่ขวา ไอ้นี่ซ้าย และในสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมที่เชื่อว่าข่าวลือหรือชอบฟังข่าวที่เขากุข่าวขึ้นมา คือ เชื่อง่าย ก็ทำให้อารมณ์ของคนไทยในระยะนั้นหวั่นไหวง่าย และประกอบกับเวียดนามเหนือก็มีกำลังวังชาพอที่จะตีเวียดนามใต้แตกไป ประชาชนอเมริกันและรัฐบาลอเมริกันก็เบื่อหน่ายต่อสงคราม ก็พยายามทุกทางที่จะผลักตัวเองออกจากการสู้รบในเวียดนาม ไม่ว่าจะตอนที่ ดร. คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) ไปทำการเจรจาทำสนธิสัญญาสันติภาพกับเวียดนามที่ปารีสก็ดี ก็เป็นการไปทำสัญญาเพื่อหาทางให้อเมริกาหลุดจากพันธกรณีที่ตนเองมีกับเวียดนามใต้อย่างค่อนข้างจะสง่างาม อันนั้นเป็นความหวังของเขา แต่สุดท้ายอเมริกาก็ไม่สามารถออกจากเวียดนามด้วยความสง่างามได้ แล้วก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นปัญหาระดับชาติ และระดับส่วนตัวมาก ว่าใครหักหลังใครอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น เสร็จแล้วเวียดนามก็แผ่อิทธิพลมาทางเขมร ทางกัมพูชา สมัยนั้นเราก็สนับสนุนรัฐบาลฝ่ายขวาของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นลอนนอลหรือใคร และแล้วเขรมแดงก็เข้ามาครอบครอง ในลาวเองอิทธิพลของเวียดนามก็เข้ามามาก พรรคคอมมิวนิสต์ของลาวจะเป็นท่านไกสอนหรือใครก็ดี ก็เข้ามาครอบครอง เพราะฉะนั้นคนไทยที่อยู่ในเมืองไทยในขณะนั้นก็มีความตื่นตระหนกมากว่า คอมมิวนิสต์กำลังบุกรุกเข้ามาถึงติดบ้านเรา ติดรั้วเราแล้ว และทุกอย่างก็มองเห็นผ่านสายตาของคนอเมริกัน มองเป็นเรื่องขาว-ดำ และมองเป็นเรื่องของคอมมิวนิสต์-ไม่คอมมิวนิสต์ตลอดอันนี้เป็นเพราะเราอยู่ในสังคมที่เรารับฟังแต่ฝ่ายอเมริกาอย่างเดียว และจริงอยู่ ที่ทางจีนเองก็มีบทบาทที่ไม่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลไทย และหลายแง่หลายมุมก็แสดงบทบาทที่ไม่เป็นมิตรกับเมืองไทย ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยผ่านพรรคคอมมิวนิสต์ของลาวในการสู้รบที่แถวอีสาน หรือในการให้กำลังใจ ให้ moral support ต่าง ๆ สถานีวิทยุของจีนก็โฆษณาชวนเชื่อว่า เมืองไทยสมัยก่อนเรียกว่าเป็น lackey (สมุน) ของ U.S. Imperialism (จักรวรรดินิยมอเมริกา) เป็น reactionary (ปฏิกิริยา) สมัยนั้นแม้แต่คนที่เคยได้ไปเรียนอังกฤษมา ก็จะได้รับความรู้ใหม่ว่ามีภาษาอังกฤษคำใหม่ ๆ อีกมากมายคำภาษาอังกฤษซึ่งสมัยเราเรียนหนังสืออยู่เราไม่เคยได้ยิน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ vocabulary (ศัพท์) ทางรัฐศาสตร์ ภาคปฏิบัตินะครับ ที่อยู่ใน field ของภาคปฏิบัติเอง สมัยนั้นเวลาเรามองย้อนหลังไปแล้วก็รู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า "วิตกจริต" เราก็ต้องรับรู้อย่างหนึ่งว่าในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี้ กระบอกเสียงของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลอเมริกา ของไทย หรือจีนเองนั้น พอเราพูดไปนาน ๆ แล้ว เราอาจจะแต่งเรื่องมา แต่งไปแต่งมา เราเชื่อเอง มันก็เป็นจิตวิทยา เวลามองเมื่อ ๒๕ ปี ที่แล้วหรือก่อนหน้านั้นเราต้องคำนึงถึงก่อนข้อหนึ่งว่า บุคคลรุ่นผมก็ดีหรือบุคคลรุ่นก่อนหน้าผม ที่มีส่วนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นในตอนนั้นเขา operate (ปฏิบัติการ) อยู่ในวงกรอบอย่างไร มีเงื่อนไขอย่างไร และวงกรอบนั้นหรือภายใต้เงื่อนไขที่เรากำหนดขึ้นมาเอง แต่เป็นเงื่อนไขที่มหาอำนาจเขากำหนดไว้ ไม่ว่าจะอยู่ในบริบทของนโยบายของอเมริกาก็ดี หรือของจีนก็ดี หรือของสหภาพโซเวียตก็ดี เพราะฉะนั้นเราจะต้องคำนึงถึงว่าเมื่อ ๒๕ - ๓๐ ปีที่แล้วนั้น เป็นการแย่งชิงอำนาจแย่งชิงอิทธิพลที่ตัวเองจะมีอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนนั้นมันมีอำนาจ ๓ ขั้ว เพราะตอนนั้นจีนก็แตกกับรัสเซียแล้ว จึงเป็นอำนาจของสหรัฐอเมริกา แล้วก็จีน แล้วก็สหภาพโซเวียต ฉะนั้น สิ่งแรกที่จีนต้องการในขณะนั้นคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้อิทธิพลของอเมริกานั้นพ้นไปจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเรื่องของกองกำลังทหารที่อยู่ในภูมิภาคนี้

ตอนที่เวียดนามแตกไปนั้น กองกำลังทหารก็อยู่ที่เมืองไทย เราอย่าลืมนะครับว่า เรามีทหารอเมริกันอยู่ในเมืองไทยเป็นหมื่น ๆ คน แต่ไม่ใช่มีพวกกองกำลังอย่างเดียว แต่ยังมี facility (สิ่งอำนวยความสะดวก) ต่าง ๆ ซึ่งในแง่ของจีน เขามองว่าเป็นสถาบันหรือสำนักงานที่ไม่เป็นมิตรกับจีนนัก และไม่เป็นมิตรกับเวียดนาม ซึ่งขณะนั้นเป็นพันธมิตรกับจีนด้วย ในแง่ของเรา เราก็มองจีนในแง่ไม่ดีว่ามาแทรกแซงกิจการภายในของเรา ยังจำได้ถึงตอนที่ผมไปที่คุนหมิงเมื่อ ๓ - ๔ เดือน ก็ไปเจอท่านอธิบดีคนหนึ่ง ผมก็ไม่เคยพูดกับท่าน แต่ผมก็ได้รับทราบว่า ท่านผู้นั้นภาษาไทยเก่งมากเรียนภาษาไทยที่ปักกิ่งรุ่นเดียวกับนายจัง กับนายหลิว หลิวซึ่งขณะนี้เป็นกงสุลจีนอยู่ที่เชียงใหม่ ส่วนจังนั้นเป็นอธิบดีกรมเอเชีย ผมก็ถามว่าเรียนภาษาไทยมาพร้อมกันหรือ? ทำไมไม่ไปอยู่กระทรวงต่างประเทศล่ะ? เขาบอกว่าในสมัยนั้นในจีน เจ้านายเขาชี้บอกให้ไปเรียนภาษาไทยก็ไปเรียนภาษาไทย พอเรียนจบเขาบอกว่าคนนี้ไปทำงานที่นั่น คนนั้นไปทำงานที่นี่ เราก็ต้องไป ตัวเขานั้น นายบอกว่าให้ไปทำงานที่คุนหมิง ส่วนนายจังกับนายหลิว เจ้านายให้ไปเข้ากระทรวงต่างประเทศก็แล้วแต่ว่าเบื้องบนจะสั่งว่ายังไง เหตุการณ์มันก็ผันแปรไป เขาเองจะเป็นคนเขียนบทความด้วยหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าหากเราได้ฟังวิทยุจีนสมัยนั้นภาคภาษาไทยที่ด่าเมืองไทยตลอดเวลา ก็คนนี้แหละครับ ปัจจุบัน ๒๕ ปีให้หลังเรามาพบกับเขา ก็คุยกันสนิทสนมพูดจาเรียบร้อย ภาษาไทยดีมาก แต่ไม่อยากจะกระทบกระเทือนจิตใจเขา ก็ไม่อยากจะถามเขาว่าสมัยนั้นเขารู้สึกอย่างไร และเขาเองผมก็คิดว่า เขาก็คงไม่อยากจะพูดถึงมัน มันสื่อให้เห็นว่าคนเรานี้บางครั้งบางคราว พฤติกรรมของเรานี่มันไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขซึ่งเกิดขึ้นในขณะนั้น ผมยังจำได้ว่า ในเมืองไทยนี้ ที่จริงเราไม่อยากเป็นอริกับจีนมานานแล้ว เพียงแต่สมัยนั้นยังมีความสัมพันธ์กับทางไต้หวันอยู่ แม้แต่สมัยจอมพล ป. (จอมพลแปลก พิบูลสงคราม) ซึ่งใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นฝ่ายขวา เป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ยังมีการเริ่มส่งคนไปติดต่อ จะเป็นคุณสังข์ พัธโนทัย หรือจะเป็นใครต่อใครก็แล้วแต่ และผมก็จำได้สมัยจอมพลผิน จอมพลสฤษดิ์ ก็มีคนไทยไปมาหาสู่กันอย่างลับ ๆ สมัยนั้นเราคนไทยที่มีเชื้อสายจีนก็ส่งลูกไปเรียนที่เมืองจีนมากมาย และพอเรียนไปเรียนมาพอสงครามกลางเมือง ถึงคราวตัดสินกันเมื่อปี ๑๙๔๙–๕๐ รัฐบาลก๊กมินตั๋งต้องหนีไปอยู่ไต้หวัน พวกนั้นก็ต้องตกค้างอยู่ที่เมืองจีน พ่อแม่ยังอยู่ที่นี่ และหลายคนกลายเป็นคนจีน และมาเป็นล่ามอยู่ที่เมืองไทย เช่น หลีเม่าก็เกิดที่เมืองไทยและจบอัสสัมชัญด้วยซ้ำ ผมไปเวียดนามผมก็เห็นหลายคนจบธรรมศาสตร์ จบอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นหลายสิ่งหลายอย่างถ้าหากเราเป็นนักวิชาการหรือเป็นนักทฤษฎีแล้ว เวลาเรามองคน เรามองนิสัยคน เรามองนโยบายของคน หรือเรามองท่าทีคน เราต้องมองที่บริบทของเหตุการณ์ในขณะนั้นด้วย และเราอย่าไปคิดว่าคนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งที่ผมรู้ก็คือว่า ความวุ่นวาย ความสับสน หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศนั้น เป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ประชาชนมีบทบาทน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นประชาชนในระบอบประชาธิปไตยหรูหราของอเมริกา หรือว่าประชาชนในระบอบของยุโรป หรือประชาชนในระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยในสมัยนั้นของเมืองไทย

เราเริ่มจริงจังกับการติดต่อกับจีนเมื่อไร? สมัยก่อนปี ๑๙๗๕ ก่อน ๑ กรกฎาคม ๑๙๗๕ สมัยจอมพล ป. สมัยต่าง ๆ อะไรนั้น ผมว่ายังไม่จริงจังเท่าไร เรียกว่าเป็นการไปซื้อกรมธรรม์ประกันภัยไว้อย่างกลัว ๆ แต่เราถึงสัจธรรมก็ตอนที่คิสซิงเจอร์เดินทางเงียบ ๆ ไปเมืองจีน ผ่านมาเมืองไทยก่อนแล้วก็ไปถึงปากีสถาน ตอนนั้นปากีสถานมีส่วนช่วยทำให้มีการติดต่อกันมาก ผมจำได้ว่าคิสซิงเจอร์ไปปากีสถานมีกำหนดการเยือนอยู่ ๔ วันหรือ ๕ วัน พอไปถึงวันแรกเขาก็เตี๊ยมกันว่า ให้จัดเลี้ยงงานใหญ่ ระหว่างงาน คิสซิงเจอร์คงจะได้รับรางวัลออสการ์สักวันหนึ่ง ก็คือว่า ทำว่าท้องเสียอย่างรุนแรงต้องกลับไปอยู่โฮเตล และ cancel (ยกเลิก) กิจกรรมต่อไปทั้ง ๒ วัน บอกว่าทานอาหารที่เป็นพิษไปไหนไม่ได้ ที่ไหนได้คืนนั้นดึก ๆ ก็วิ่งไปสนามบินแล้วก็บินจากปากีสถานไปจีน เขาต้องทำลึกลับมาก ทำไปโดยรู้แต่เพียงประธานาธิบดีของอเมริกาเท่านั้น ตอนนั้นคิสซิงเจอร์เป็น National Security Advisor (ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง) รัฐมนตรีต่างประเทศก็ไม่รู้ คนที่เขาเอาไปด้วยก็มีคนหรือสองคนเท่านั้น เข้าใจว่าวินสตัน ลอร์ด (Winston Lord) คนหนึ่งกับใครอีกคนหนึ่งผมจำไม่ได้ และเมื่อออกมาแล้วก็เงียบ ผมยังจำได้ปีนั้นเอง จอร์จ บุช (George Bush) เป็นเอกอัคราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ซึ่งเป็นผู้แทนถาวร ซึ่งผมก็เป็นอยู่ และตัวแทนของสหราชอาณาจักร คือของอังกฤษก็เป็นเพื่อนผม ชื่อ คอลิน โครว์ (Sir Colin Crowe) หลังจากนั้นมีข่าวว่าเราเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ช่วยต่อต้านจีนผืนแผ่นดินใหญ่ ตามคำสั่งรัฐบาลเราต้องสนับสนุนให้ข้อมติที่จะให้ไต้หวันเป็นตัวแทนของคนจีนต่อไปในสหประชาชาติ ซึ่งเราทำมาทุกปี สิบกว่าปี หรือยี่สิบปี พันธมิตรเราก็มี อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ ฟิลิปปินส์ ไทย ในการประชุมสหประชาชาติปีนั้น (๑๙๗๑) คณะผู้แทนทั้งหลายก็ร่วมมือกันอีก ยกร่างข้อมติเตรียมเสนอหาเสียงในสหประชาชาติ ระหว่าที่ทำกันอยู่ก็มีข่าวออกมาว่า คิสซิงเจอร์ไปจีนแล้ว มีการติดต่อกันแล้ว วันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาผมก็เห็น ตามปกติการที่จะได้เห็นตัวเองในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ New York Times มันไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะเรามาจากประเทศเล็ก ปรากกว่าวันนั้น หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ New York Times รูปขนาดนี้นะครับ มีผม จอร์จ บุช และคอลิน โครว์ กำลังยืนอยู่ร่วมกัน อาจจะคุยกันเรื่องอะไรก็แล้วแต่ อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องจีนเลย แต่ใน caption (หัวข่าว) ก็เขียนว่า ๓ ประเทศที่สนับสนุนไต้หวันกำลังมีความกังวลมาก เพราะคิสซิงเจอร์ไปปักกิ่ง เขาก็เขียนไปเป็นตุเป็นตะก็สนุกดีไม่เป็นไร แต่ก็เป็นความจริง จอร์จ บุช ตอนนั้นก็ค่อนข้างจะผิดหวังมาก แล้วก็จะเห็นว่าในสหรัฐอเมริกา สังคมของสหรัฐอเมริกาซึ่งคล้ายสังคมไทย ถือขวา แล้วแบ่งขั้วเป็นศัตรูกันเลย ขวา-ซ้าย ขวา-ซ้าย ตีกันจนลืมไปหมดว่าเป็นคนชาติเดียวกัน หรือเป็นคนชาติอะไรก็แล้วแต่ ก็น่าเห็นใจเพราะในตอนนั้นเขาก็ไม่สามารถทำอย่างเปิดเผยได้ เพราะถ้าเผื่อมีข่าวเล็ดลอดออกไปว่าคิสซิงเจอร์ไปจีน พรรค Republican ก็จะตกอยู่ในฐานะที่ลำบากที่สุด

หลังจากนั้นพอจีนเข้าสหประชาชาติเรียบร้อย (๑๙๗๑) ตอนนั้นรัฐบาลไทย ซึ่งเข้าใจว่าจอมพลถนอม (จอมพลถนอม กิตติขจร) ท่านเป็นนายกฯ ก็ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลชองทหารและพวกอนุรักษนิยมทั้งหลาย ท่านรัฐมาตรีถนัด (ถนัด คอมันตร์) ท่านมองเห็นการณ์ไกล ท่านก็สั่งผมเป็นการภายใน คือมันยังไม่ได้เป็นนโยบายรัฐบาล ให้เริ่มติดต่อกับจีน แล้วก็มีอะไรให้รายงานตรงกับท่าน ไม่ต้องผ่านสายงานกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งผมรายงานตรงกับท่านเสมอ ซึ่งผมยังเสียดายจนทุกวันนี้ ไม่ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศเก็บไว้หรือเปล่า หรือว่าอยู่ที่ไหน ผมก็ไม่รู้ ก็เป็นการรายงานว่าได้มีการติดต่อพูดคุยกับผู้แทนจีนในงานสังคม แต่ก็ได้มีการเรียกว่า probing (หยั่งดูท่าที) กันหน่อย สมัยนั้นฝ่านจีนก็มีท่านทูตหวงหัว ซึ่งตอนนั้นผมบังเอิญยังไม่ได้เป็นทูตที่อเมริกา ผมเป็นทูตอยู่ที่แคนาดา ตอนนั้นปี ๑๙๗๑ ผมไปอยู่วอชิงตัน ๑๙๗๒ แล้วนอกจากนั้นผมก็อยู่ที่นิวยอร์กด้วย แล้วก็ได้พบกับหวงหัวที่แคนาดาด้วย แล้วก็ได้เป็นเพื่อนกันที่นิวยอร์กด้วย ก็ได้มีการพูดคุยกันต่าง ๆ ถัดมาพอรัฐบาลถนอมปฏิวัติตัวเอง ท่านรัฐมนตรีถนัดไม่ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว คุณชาติชายได้มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีคุณจรูญพันธ์ (จรูญพันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ คุณชาติชายก็แบบนักการทูตสวิงสวายหน่อย เรียกว่า “การทูตชะชะช่า” ซึ่งก็เริ่มจับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยิ่งพอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศแล้วยิ่งสนใจมากขึ้น แต่ว่าสมัยนั้น สมัยท่านนายกฯ ถนอมก็คงทำอะไรได้ไม่เท่าไร แต่พอมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังจาก ๑๔ ตุลา (๑๙๗๓) มี “รัฐธรรมนูญสนามม้า” มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ฝ่ายพลเรือนก็มาอยู่ในรัฐบาล ตอนนั้นข่าวไม่ดีจากต่างประเทศก็มากจนกระทั่งอย่างที่ว่านะครับ ก็แตกต่างกันไป อันนี้อาจารย์เกษม (เกษม ศิริสัมพันธ์) เคยเขียนไว้บอกว่าวันหนึ่ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ก็พูดกับคนที่สนิท ๆ คนที่เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีบอกว่า “เอ๊ะ… เห็นทีเราต้องจัดกระเป๋าไปปักกิ่งกันแล้ว” อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นแล้วก็เผอิญสอดคล้องกับสิ่งที่คุณชาติชายคิด คุณชาติชายนี่ผมว่าท่านมี Romantic idea เกี่ยวกับจีนด้วย คือไม่ใช่มองการณ์ไกลแบบที่ว่า geopolitic (ภูมิรัฐศาสตร์) ของภูมิภาคนี้มันเปลี่ยนไป แล้วไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่เราคิดว่าจีนไม่ดีอย่างนั้นจีนไม่ดีอย่างนี้ หรือเวียดนามไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ไอ้ความที่ว่าไม่ดีนะก็คงมี แต่หมายความว่ามันก็คงจะเลยเถิดไป อาจเพราะท่านเป็นคนไทยแต่ท่านก็มีเชื้อสายจีนด้วย ท่านยังเคยเล่าให้ผมฟังว่าท่านจำได้ว่า ชีวิตตอนเด็ก ๆ ที่อยู่ใน China Town นั้น ท่านจะจำได้ในสมัยจอมพลผิน จำได้ถึงพิธีกรรมทางด้านจีนที่ตระกูลท่านทำมาตลอด ซึ่งผมก็ยังแปลกใจเพราะผมก็เป็นคนจีน Generation ที่ ๓ แต่ผมไม่มีอะไรเลยที่เป็นจีน จำได้อย่างเดียวว่าตอนคุณยายผมเสียตอนนั้นมีกงเต๊ก จำได้แค่นั้นว่าเราเป็นจีน เพราะเราไม่ได้พูดจีน คุณแม่ก็ไม่พูดจีน คุณชาติชายก็ไม่ได้พูดจีนอะไร แต่อย่างน้อยรู้สึกว่าเป็นจีน หรือแบบท่านคึกฤทธิ์ก็เหมือนกัน ท่านก็ยังมีอะไรที่เป็นความพัวพันกับจีนอยู่ ท่านก็ยังถือธรรมเนียมจีน ตรุษจีนท่านก็ยังมีการไหว้เจ้าอยู่ แต่ที่บ้านคุณชาติชายก็ยังมีการไหว้เจ้าและทำแบบพิธีจีน ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่ารัก ดังนั้น คุณชาติชายก็มีความพัวพันกับจีนทางจิตใจด้วย แล้วมันก็ขัดกัน เพราะตระกูลของท่านก็ขวาจัดเหลือเกิน ผมถึงพูดว่า บางทีเมืองไทยนี่มันแปลก บางทีอธิบายอะไรไม่ค่อยถูก เมืองไทยแบ่งออกเป็นสองค่ายหลังจาก ๑๔ ตุลา ความไม่พอใจพวกขบวนการนักเรียนก็ดี ความกลัวคอมมิวนิสต์ก็ดี ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันก็ดี มันทำให้มองแต่ละฝ่ายเป็นปีศาจ ไอ้พวกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นซ้ายอาจจะไม่ได้มองว่าพวกนี้เป็นปีศาจ แต่บอกว่าเป็นประสาทมากกว่า ผมก็โชคไม่ดี เพราะว่าสมัยอยู่สหประชาชาติตอนนั้น ก่อนทำเรื่องจีนด้วยซ้ำ ตอนนั้นแม้แต่รัฐบาลถนอมท่านก็สั่งให้เจรจาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฮังการี เริ่มต้นจากกับยูโกสลาเวียกับฮังการี กับบัลแกเรีย ผมเป็นทูตอยู่ที่นิวยอร์ก รัฐบาลสั่งมาก็ต้องดำเนินการ พอดำเนินการทีก็มีการประกาศทุกครั้งก็มีชื่อนายอานันท์ไปพัวพันอยู่ ไปเปิดความสัมพันธ์อยู่เรื่อยกับประเทศคอมมิวนิสต์ แต่มันต้องทำที่สหประชาชาติเพราะเป็นศูนย์ พอกลับมาเป็นปลัดฯ ก็ไปเจรจาเปิดความสัมพันธ์กับจีน

ทีนี้ไม่พูดเรื่องส่วนตัว หันกลับไปพูดเรื่องของความสัมพันธ์ไทย-จีน สถานการณ์ geopolitic เปลี่ยนไปมาก การเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนไป ก็เกิดกรณีมายาเกซ (Mayaguez) อันนี้คนอายุต่ำกว่า ๔๐ ก็อาจจะไม่รู้หรือจำไม่ได้ กรณีมายาเกซมีอยู่ว่า ตอนนั้นสงครามที่เขมร ฝ่ายเขมรแดงเพิ่งยึดอำนาจได้ มีเรือสินค้าอเมริกันชื่อ Mayaguez แล่นเข้าไปชายฝั่งเขมรแล้วถูกกองกำลังของเขมรแดงบังคับเข้าจอดชายฝั่ง แถวเกาะแห่งหนึ่งในเขมร อเมริกาก็โมโหมาก สั่งกองกำลังจู่โจมทางอากาศมาพักที่สนามบินอู่ตะเภา ใช้เฮลิคอปเตอร์ลงมือปฏิบัติการจู่โจมจากแผ่นดินไทย หวังว่าจะช่วยชีวิตลูกเรือ ๒๐ - ๓๐ คนกลับคืน การปฏิบัติการนี้ไม่ได้ขออนุญาตรัฐบาลไทย แต่ปรากฏว่าจาก operation (ปฏิบัติการ) นี้ คนอเมริกันที่เข้าไปช่วยตายมากกว่าคนที่อยากจะช่วยออกมา รัฐบาลคึกฤทธิ์ก็ต้องแสดงความโมโหว่า ล่วงล้ำอธิปไตยของไทย ก็เรียกผมซึ่งเป็นทูตที่วอชิงตันตอนนั้นกลับมา เป็นการประท้วง ผมกลับมาผมก็มาเดินเตะฝุ่นเล่น ก็เป็นการประท้วงแบบทางการทูต ไม่ได้มีข้อปรึกษาราชการอะไร ผมกลับมาก็ดีได้ไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ ได้ทานอาหารกันบ้าง เดินไปเดินมา อยู่วันหนึ่งคุณชาติชายก็เรียกเข้าไปในห้องบอกว่า “คุณอานันท์ คุณอานันท์ต้องไปปักกิ่งแล้วนะ ไปเจรจาเปิดความสัมพันธ์” ผมก็บอกว่า “ท่านรัฐมนตรีช้า ๆ หน่อย ไม่ใช่อยากไปปั๊บก็เดินทางไปได้เลย” ผมก็ถามต่อไปว่า “อันนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลหรือฮะ” คุณชาติชายบอก “เฮ้ย ไม่ใช่ แต่ท่านนายกฯ คึกฤทธิ์กับผมตกลงกันแล้ว” ผมก็บอกไปว่าอันนั้นผมรับได้ คือแหม… มันไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมติของ ครม. ก็ได้ แต่เมื่อตัวนายกฯ กับตัวรัฐมนตรีต่างประเทศเห็นพ้องต้องกันว่าต้องเริ่มอันนั้นผมรับได้ แต่ผมก็แปลกคือ เราได้รับการ train (ฝึกฝน) มาให้เป็นนักการทูต เราก็ต้องมองค่อนข้างจะละเอียดหน่อย ดังนั้นผมก็ถามไปว่า แล้วทาง สมช. หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติว่ายังไง ซึ่งตอนนั้นคุณสิทธิ (พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา) เป็นเลขาธิการ สมช. คุณชาติชายก็แบบคุณชาติชายนั่นแหละ ท่านหัวเราะก๊ากบอกว่า “ไปถามมัน มันก็บอกให้ศึกษาต่อไปนะซี ก็ สมช. มันชอบศึกษาอยู่เรื่อย ไม่ต้องทำอะไร คอยเป็นปี ๆ ไม่ต้องไปถาม” ผมก็บอกว่า “ก็แล้วแต่ เพราะท่านก็เป็นกำหนดนโยบาย ท่านก็ต้องรับผิดชอบ” แล้วผมก็บอกว่า”แต่ผมคงยังไปเมืองจีนไม่ได้นะครับ เพราะมันต้องมีการเตรียมกันเสียก่อน” ท่านก็บอก “อ้าวเหรอ เตรียมก็เตรียมไป” ผมก็จะขอตั้งคณะทำงานขึ้นมา ตอนนั้นเอกอัครราชทูต เดช บุนนาค ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตไทยที่วอชิงตันในปัจจุบันก็เป็นหัวหน้ากองตะวันออกไกล เดชนั่นจบจากอังกฤษ จบจาก Oxford รู้เรื่องจีนดีมาก ตอนนั้นเป็นเด็กหนุ่มมีกำลังไฟสูง ทำเรื่องเมืองจีนคนเดียว ไม่ปล่อยให้ใครทำเลย รู้เรื่องจีนอยู่คนเดียว และรู้ดีจริง ๆ เราก็ตั้งคณะทำงานขึ้นมา แล้วก็มีคุณชวาล (ชวาล ชวณิชย์) เป็นเลขาฯ โท อยู่ที่กรมสนธิสัญญา เราก็ตั้งคณะทำงานขึ้นมาก่อน ที่ว่าเราจะไปเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกันนั้นน่ะ จะมีประเด็นอะไรบ้าง และประเด็นต่าง ๆ ท่าทีของเราควรจะเป็นยังไง พอทำเสร็จเรียบร้อยก็เสนอให้ท่านรัฐมนตรีทราบ แล้วผมก็มีหนังสือ มีโทรเลข สมัยนั้นยังไม่มีแฟกซ์น่ะฮะ มีโทรเลขเข้าโค้ดสุริยาส่งไปที่นิวยอร์ก ถึงท่านเอกอัครราชทูตหวงหัวว่า รัฐบาลไทยมีดำริที่จะเริ่มเปิดเจรจา เพื่อเปิดความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ทางจีนพร้อมจะรับผู้แทนไทยที่ปักกิ่งไหม รออยู่ ๓ - ๔ วัน ก็ได้รับคำตอบมาว่าพร้อมที่จะรับ ผมก็รีบส่งสำเนาร่างแถลงการณ์ของเราไปให้ฝ่ายจีนรับทราบไว้เสียก่อน แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ตอนนั้นจีนเขาไม่พูดถึงคำว่า “เปิดความสัมพันธ์ทางการทูต” เขาไม่พูดถึงคำว่า “establishment” เขาจะใช้คำว่า “ฟื้นฟูความสัมพันธ์” คือ “restoration of diplomatic relations” นี่ก็ย้อนไปถึงสิ่งที่ผมพูดเมื่อเริ่มต้นว่า เขาไม่ถือความสัมพันธ์ทางการทูตมันขาดไปมันเพียงแต่ว่าตอนนั้นมันเปลี่ยนไปอยู่กับก๊กมินตั๋ง เมื่อก๊กมินตั๋งตกทะเลไปอยู่ที่เกาะไต้หวัน มันก็ข้ามทะเลไปอยู่ที่เกาะไต้หวัน พอเราจะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน มันก็จะข้ามทะเลจากเกาะไต้หวันมาอยู่ฝั่งกรุงปักกิ่ง เพราะฉะนั้นสมัยนั้นจะเรียก “restoration” ไม่ใช้คำว่า “establishment” คือ “ฟื้นฟูความสัมพันธ์” แล้วพวกผมก็เดินทางไปนอกเหนือจากคุณชวาล คุณสุจินดา เดช แล้วก็มีอีกคนหนึ่งคือ คุณธนิต (ธนิต อัครสุต) ธนิตอยู่กรมเอเชียบังเอิญท่านเสียชีวิตไปเมื่อสัก ๒ - ๓ ปีมานี้ ก็มุ่งไปปักกิ่งเดินทางไปที่ฮ่องกงก่อน มีคนที่ไม่เคยรู้ว่าสมัยก่อนไปเมืองจีนนั้นจะไปยังไง ถึงฮ่องกงไปค้างหนึ่งคืน ตอนเช้าไปจับรถไฟ นั่งรถไฟไปจนถึงพรมแดนระหว่างฮ่องกงกับก่วงตง พอถึงพรมแดนก็ต้องเปลี่ยนจากรถไฟอังกฤษหรือรถไฟฮ่องกงเป็นรถไฟจีน พอขึ้นรถไฟจีนก็เห็นทหารหรือคนที่แต่งตัวคล้ายทหารเต็ม เสียงดนตรีก็เป็นดนตรีแบบที่เมืองไทยมีปฏิวัติรัฐประหาร ที่ไหนก็จะเปิดมันเป็น “marching music” (เพลงมาร์ช) ระหว่างนั่งรถไฟก็เสิร์ฟชาจีนไปเรื่อย ๆ ไปค้างที่กว่างโจว ไถึงกว่างโจวก็เจอรถไฟอีก ขบวนหนึ่งมาจากปักกิ่งหรือมาจากไหนไม่ทราบ ก็เจอคณะของคุณประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เป็นคณะปิงปอง เพราะก่อนหน้านั้นมี “การทูตปิงปอง” “การทูตน้ำมัน” อะไรมากมาย หลังจากนั้นก็บินไปปักกิ่ง พอถึงปักกิ่ง สนามบินก็เล่นดนตรีทหาร ก็ไปอยู่โรงแรมชื่อ “Peace Hotel” ก็ไปอยู่กัน ๕ คน สองวันแรกเขาเก็บเราไว้เฉย ๆ เขาไม่บอกอะไรเลย ไอ้เราก็คอยว่าเมื่อไรเขาจะมาเรียกเราไปประชุม แต่ก็ไม่มา แต่พอวันที่สามพอเริ่มต้นก็ไปได้ดี

ผมจะไม่พูดถึงว่าประเด็นของการเจรจามันมีอะไรบ้าง แต่อย่างหนึ่งหลักใหญ่ ๆ ก็คือว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับ “หลัก ๕ ประการของการอยู่ร่วมกัน” คือ หลัก ๕ ประการที่ประกาศตั้งแต่สมัย Bandung Declaration (คำประกาศบันดุง) ซึ่งขณะนั้นกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ท่านเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศไทยเราก็ยอมรับแล้ว ประเด็นก็คือการยอมรับหลัก ๕ ประการนั้นในทางทฤษฎีมันมีมานานแล้ว แต่ไม่เชื่อว่าในทางปฎิบัติจะทำจริงหรือเปล่า ไม่ว่าจะในเรื่องการเคารพในเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดน ไม่ว่าจะในเรื่องของการไม่แทรกแซงกิจการภายใน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งมันอยู่ที่ผลปฏิบัติ ทางด้านจีนก็มีอยู่อย่างเดียวว่า เราต้องยอมรับว่า มีจีนประเทศเดียว หลักการว่า “One China” ซึ่งก่อนหน้าเราไป ฟิลิปปินส์ก็ยอมรับแล้ว และใครที่ไปเจรจาต้องยอมรับอันนี้ และจริง ๆ แล้ว ในอดีตไม่ว่าจะเป็นจีนปักกิ่งหรือจีนไต้หวัน ความเห็นหรือนโยบายแตกต่างกันทุกประเด็นแต่เรื่องนี้เขามีความเห็นเหมือนกัน สิ่งที่เขาไม่เห็นด้วยคือว่า ถ้าบอกว่ามี “One China” ปักกิ่งก็บอกว่า ปักกิ่ง คือ “China” เท่านั้น ไต้หวันก็บอกว่าฉันคือ “China” เท่านั้นแหละ ที่แตกต่างกันว่ามันอยู่ที่ไหนกันแน่ ฉะนั้นไอ้นี้ไม่ใช่เป็นของยากอะไร อันที่สำคัญคือว่าถ้าเรารับรองว่าปักกิ่งเป็นตัวแทนจีนหรือมี “One China” แล้ว เราไม่สามารถมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็น “ทางการ” กับไต้หวันได้ มีสถานทูตก็ไม่ได้ หน่วยงานที่จะไปอยู่ต้องเป็นหน่วยงานเอกชน เราก็ไปแอบแฝงกับบริษัทการบินไทยก็ได้ ทางไต้หวันก็มาแอบแฝงตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมา อีกอันหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า จีนเขาย้ำว่า เขาไม่ยอมรับสิ่งที่เรียกว่า dual nationality (สัญชาติคู่) ซึ่งอันนี้มีความสำคัญทางจิตใจของเมืองไทยมาก เพราะตอนเราไปเราก็ถูกโจมตีว่าเราซ้ายเราอะไรต่าง ๆ เราจะเชื่อได้ยังไงว่าคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในเมืองไทยนั้น เป็นคนไทยที่ดี และมีความจงรักภักดีกับเมืองไทย อันนี้ก็เป็นการทูตที่ดีในทางทฤษฎี แต่จริง ๆ ในทางปฏิบัติเราก็ต้องดูก่อนว่าจีนจะทำอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ยังมีการพูดถึงการไม่แทรกแซงกิจการภายในต่าง ๆ จีนก็ต้องลดบทบาทของตนเองในการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในการโจมตีทางวิทยุอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทางจีนเขาก็ต้องมองว่าทางเราจริงใจหรือเปล่า เราบอกว่ามีจีนเดียว แล้วเราจะไม่มีความสัมพันธ์ทางราชการกับไต้หวัน แล้วเราจะแอบส่งรัฐมนตรีคนนั้นไปเยี่ยมไต้หวันหรืออะไร เขาก็ต้องดู ต่างคนต่างอยู่ในระยะที่ต้องดูแลจิตใจกันว่า มีความจริงใจในเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า ต่อมาก็ปรากฏว่า ความจริงใจมันก็เกิดขึ้น สำหรับเมื่องไทยเองก็ทำให้ปัญหาการสู้รบ และจนกระทั่งบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหมดไป แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าเรามองแล้ว ซึ่งผมพูดมานานแล้ว สมัยนั้นผมพูดที่ไหนก็ถูกมองว่าไอ้นี่ซ้าย ผมโดยส่วนตัวผมไม่เคยคิดเลยว่าจีนเป็นศัตรูเป็นปีศาจ หรือเป็นอริของเมืองไทย และผมก็ไมเคยเชื่อซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าอันนี้พูดไปแล้วอันตรายแค่ไหน แต่ปัจจุบันคงไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะมีเกราะอดีตนายกฯ หุ้มคุ้มกันอยู่ ผมไม่เคยเชื่อว่าเวียดนามต้องการจะบุกรุกยึด ๑๖ จังหวัดของเมืองไทย ผมอยากให้พวกนักประวัติศาสตร์ดูข้อเท็จจริงแล้วพยายามวิเคราะห์ว่าความจริงมันอยู่ที่ไหน ถ้าเผื่อผมผิดผมก็อยากรู้ว่าผมผิดตรงไหน และตั้งแต่ไหนแต่ไรผมไม่เคยมองจีนในแง่ว่าจะแผ่อิทธิพลมาเอาเราเป็นเมืองขึ้น จริง ๆ แล้วการแผ่อิทธิพลนะมี ทุกมหาอำนาจต้องการแผ่อิทธิพล แต่ผมก็ไม่เคยเชื่อว่าเวียดนามต้องการจะยึด ๑๖ จังหวัดของเมืองไทย และแม้แต่สิ่งที่เราเรียกว่าคอมมิวนิสต์ในเมืองไทย ผมก็ไม่เคยเชื่อ อาจจะมีอยู่ไม่กี่คนที่ว่าเป็น Marxist เป็นอะไรต่าง ๆ แต่พวก Marxist ทางด้านวิชาการก็ไม่สามารถเป็นคอมมิวนิสต์ที่ดีได้ ได้แต่พูด ผมเคยพบพวก ๑๔ ตุลา และพวก ๖ ตุลา ที่เข้าป่า พวกนี้บอกว่าพวกเขาไม่ต้องรบอะไรเลย พวกเขาเข้าไปในป่านี่ไปทำความหนักใจให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ที่แท้จริงของเมืองไทย “พวกเขาต้องคุ้มกันเราอยู่เรื่อย พอเขารู้ว่าจะรบที่ไหนจะถูกโจมตีที่ไหน พวกเขาจะรีบต้อนพวกเราไปอยู่ที่อื่นไปอยู่ที่ปลอดภัย” เพราะฉะนั้นในการที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทย หรือที่เราเรียกว่า querrilla (กองโจร) ของเมืองไทยสู้รบแพ้ไปนี้ หรือยอมจำนนนี่ พวกนักคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย นักทฤษฎีจากธรรมศาสตร์ไปอยู่ป่า ทำให้พวกคอมมิวนิสต์ปั่นป่วนไปหมด สร้างภาระให้เขา ภาระเขาก็มากอยู่แล้ว เขาต้องมาหาของกินให้ พวกนี้ไปถึงไม่รู้จักทำอะไรเลย เขาก็ต้องช่วยไปเป็นพี่เลี้ยง สิ่งเหล่านี้ผมว่านักประวัติศาสตร์ นักศึกษา ผมว่าน่าจะตรวจดูนะว่า อันนี้ผมไม่ได้หมายความว่าในประเทศจีน ผมไม่แน่ใจ อาจจะมีคนกลุ่มหนึ่งหรือคนหลายคนที่ต้องการเอาไทยเป็นเมืองขึ้น ในเวียดนามเองก็อาจมีคนกลุ่มหนึ่งหรือคนเล็กน้อยที่ต้องการบุกเข้ามายึด ๑๖ จังหวัดของไทย แต่ที่ผมอยากจะรู้น่ะ ตอนนั้นรัฐบาลแต่ละรัฐบาลในขณะนั้นต้องการมากน้อยแค่ไหน เพราะเราได้ฟังแต่ข่าวชวนเชื่ออยู่ตลอดเวลา

พอเจรจาเสร็จก็รีบกลับมาเมืองไทย จีนเขาจัดให้บินมากว่างโจว จากกว่างโจวนั่งรถมาเลย ผ่านลุ่มดอนผ่านแม่น้ำซึ่งไม่มีสะพาน ต้องนั่ง ferry (แพข้ามฟาก) ตัดคิวอยู่เรื่อย ตำรวจ security (รักษาความปลอดภัย) จีนก็ชอบกดแตร กดไล่รถ กดไล่คันอื่นตลอดเวลา พอมาถึงชายแดนฮ่องกง ทางกงสุล มนัสพาสน์ (มนัสพาสน์ ชูโต) ก็กรุณาให้ทางการอังกฤษเอาเฮลิคอปเตอร์ไปรับที่พรมแดน จากเฮลิคอปเตอร์มาที่สนามบินไคตั๊ก แล้วก็ขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย ขึ้นเครื่องคืนนั้นคืนวันอาทิตย์ วันจันทร์ทำรายงานถึงคณะรัฐมนตรี จะผ่าน สมช. หรือเปล่าอันนี้ผมจำไม่ได้แล้ว ดูเหมือนผ่าน ต้องไปอธิบายให้เขาฟัง ผมต้องไปเองและตอนนั้นท่านนายกฯ คึกฤทธิ์ กับคุณชาติชายนั่งอยู่ด้วย ผมก็ปลอดภัยหน่อย แต่ใน สมช. ก็อาจมองว่า นายอานันท์นี่ ไอ้นี่มันซ้ายยิ่งขึ้น ๆ

พอ ครม. มีการตกลงรับแถลงการณ์ร่วมที่ลงชื่อไว้ ทางการจีนก็บอกว่าขอเชิญท่านนายกฯ คึกฤทธิ์ไป ก็จัดไปอาทิตย์หนึ่ง ไปลงนามวันที่ ๑ กรกฎาคม (๑๙๗๕) แล้วก็พาไปเที่ยว แต่ตอนนั้นนายกฯ โจวเอินไหลก็เริ่มเจ็บเป็น cancer ก็ได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ท่านเติ้งเสี่ยวผิงเป็นรักษาการ ท่านประธานเหมาสุขภาพค่อนข้างจะโทรมมาก มีเกร็ดที่คุณคึกฤทธิ์เคยเล่าไว้ตอนไปเยี่ยมประธานเหมา ท่านประธานเหมาก็บอกว่าท่านนายกฯ คึกฤทธิ์มาเมืองจีนนี่ไม่กลัวหรือ “มาจับมือกับฉัน เขาว่ากันว่า ใครก็ตามมาจับมือกับฉันกลับไปแล้วพังทุกคนอย่างประธานาธิบดีนิกสันก็พังไปแล้ว” ท่านนายกฯ คึกฤทธิ์บอกว่าไม่กลัว แต่ผมเข้าใจว่าพอกลับมาไม่กี่เดือนท่านนายกฯ คึกฤทธิ์ก็พังเหมือนกัน

พูดถึงการเดินทางที่เมืองจีนไปจุดสุดท้ายที่คุนหมิง คุนหมิงเมื่อ ๒๕ ปีที่แล้วไม่มีอะไรเลย ไปอยู่บ้านพักรับรอง เดี๋ยวนี้บ้านพักรับรองก็ยังอยู่ ผมไปคราวที่แล้ว Governor (ผู้ว่าราชการมณฑล) เขาก็เชิญไปทานเลี้ยงรับรองที่ตึกแห่งหนึ่ง มีคนบอกว่านี่อธิบดี ชื่ออะไรไม่รู้จำไม่ได้แล้ว ผมมีปัญหาเรื่องภาษาจีนเพราะลิ้นทำกลมไม่ค่อยเป็น อย่างไรก็ตาม ผมพาไปชี้ให้ดูบอกว่า ผมเคยอยู่ที่นี่ เมื่อคุณคึกฤทธิ์ไปถึงวันแรกก็เหนื่อย เขาก็เอาอาหารจีนเอาอาหารอะไรต่าง ๆ มาเลี้ยง ท่านคึกฤทธิ์ท่านเป็นคนชอบทานอยู่แล้ว ท่านทานไปท่านก็บอกว่าไอ้นี่น้ำพริกอ่อง คือ ท่านคึกฤทธิ์เคยใช้ชีวิตอยู่ลำปางมาก่อน เพราะฉะนั้นท่านรู้อาหารทางภาคเหนืออย่างดี ทางคุนหมิงก็อาจจะรู้มาก่อนก็เลยเตรียมอาหารหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับอาหารที่ท่านคุ้นเคย เคยทานที่ลำปางหรือเชียงใหม่ เราทุกคนก็รู้ว่าเรื่องสิบสองปันนา และเรื่องเชียงรุ่งในมณฑลยูนนาน ความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจมันก็มีมานาน คุณคึกฤทธิ์ก็บอกเลยคืนนั้นว่า พรุ่งนี้เช้าผมจะเอาธงไทยไปปักหน้าบ้านพักรับรอง แล้วประกาศว่าคณะของเรามาปลดแอกมณฑลยูนนานออกจากจีนแล้ว เรามาเรียกร้องดินแดนกลับคืนไป อันนี้เป็นเกร็ดอีกอันหนึ่ง

พอกลับมาเมืองไทยตอนนั้นก็ถูกโจมตีมาก ผมก็กลับไปอเมริกาอยู่ร่วมสมัยประชุมของสหประชาชาติพักหนึ่ง ปลายปีกลับมาเป็นปลัดฯ วันที่ ๑ มกราคม ๑๙๗๖ มาเป็นปลัดฯ ท่านนายกฯ คึกฤทธิ์กับคุณชาติชายก็ดำเนินเรื่องต่อมา นอกจากฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศจีนแล้วเราต้องปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นนโยบายที่ถูกต้อง จะเริ่มที่ไหนก่อนก็ต้องเริ่มที่เวียดนาม แต่มาคิดดูอีกทีแล้วไม่ได้ แม้ว่าเวียดนามจะใหญ่กว่าแล้วก็มีอิทธิพลเหนือลาว เหนือเขมร แต่ถ้าเผื่อเราไปเวียดนามก่อนแล้วมาตกลงกับลาวทีหลัง อันนี้คุณชาติชายบอกว่าไปลบหลู่ลาวเขา แต่เผอิญเสร็จแล้วพอจะทำจริง ๆ ก็ไม่ได้ทำ ไปทำตอนสมัยคุณพิชัย รัตตกุล เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ สรุปว่าพอกลับมาตอนนั้นทั้งนายกฯ คึกฤทธิ์และคุณชาติชายก็คิดว่าต้องไปทำกับลาวกับเวียดนาม แต่อยู่ไม่ทัน เพราะผลกระทบจากการไปคบค้ากับจีน แล้วคนไทยก็แบบ… ซื่อบื้อนิดหน่อยนะ คือคิดว่า ถ้าเราไปคบค้ากับจีนเราจะต้องไปตัดกับอเมริกา คิดว่ามีเพื่อนสองคนไม่ได้ ต้องเลือกคนใดคนหนึ่ง มันก็เลยทำให้มองไปว่าใครก็ตามที่มีส่วนในการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน ๑. ไม่ชอบอเมริกา หรือ ๒. อเมริกาไม่ชอบพวกนี้ ทหารไทยตอนนั้นก็ได้รับประโยชน์จากการที่มีกองทัพอเมริกามาอยู่มาก นักการเมืองไทยก็ได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ คนที่ได้อานิสงส์จากการที่อเมริกามาอยู่เมืองไทยนี่ค่อนข้างจะมาก รวมทั้ง Thai Guards (คนไทยที่เป็นยามรักษาการณ์ให้หน่วยงานของสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติการอยู่ในไทยในสมัยสงครามอินโดจีน) ด้วย จำได้มั้ยสมัยนั้น พลอากาศเอกทวี (พล.อ.อ. ทวี จุลทรัพย์) ดูแลเรื่อง Thai Guards อยู่ หลังจากนั้นไม่กี่เดือนผมจำได้ว่าประมุขของประเทศจีนเขาเสียชีวิตไป คือใน hierachy ของจีนเขาไม่ได้บอกว่าเป็นประธานาธิบดี เพราะเขาไม่มีตำแหน่ง President อาจใช้ชื่อว่า Chairman ของ Standing Committee อะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราดูในสารบัญของจีนแล้วเราก็รู้ว่าคนคนนี้คือประมุขของประเทศ แล้วกระทรวงการต่างประเทศก็บอกรัฐบาลว่าต้องลดธงครึ่งเสา ๓ วัน ผมยังจำได้ว่า ผมยังจำได้ว่า คุณสมัคร สุนทรเวช ด่ากระทรวงการต่างประเทศใหญ่ บอกไอ้พวกนี้โง่เง่า เขาไม่ได้เป็นประมุข ไม่ได้เป็น President นี่มันประจบ มันสอพลอ มันเอาใจจีน กระทรวงการต่างประเทศถูกด่าหมด อุทาน สนิทวงศ์ฯ ทมยันตี ดร. อุทิศ ที่เล่นระนาดเก่ง โอ๊ย… แม่บ้านเยอะเแยะก็สร้างความรู้สึกให้คนไทยว่าไอ้พวกนี้มันเลวร้าย ไอ้พวกนี้มันคือลูกน้องของปีศาจเหลือง อะไรต่าง ๆ มันไปคบค้ากับจีน คุณแม่ผมพอได้ข่าวมาว่าผมจะไปเป็นทูตที่เมืองจีน เพราะว่าผมไปเปิดความสัมพันธ์และว่าจีนเขาชอบมาก อะไรต่าง ๆ วันหนึ่งท่านเรียกผมไป “นี่ลูก ถ้ากระทรวงเขาจะส่งลูกไปเป็นทูตที่จีนนะ แม่ให้ลูกลาออก เรามีเงินพอ ลูกไม่ต้องไปพึ่งราชการ” ผมก็ว่า “ทำไมล่ะคุณแม่” เริ่มต้นคือ เขาไม่ส่งผมไปเมืองจีน แต่ถ้าส่งทำไมจะให้ผมออก แม่บอกว่า “แม่เกลียดคอมมิวนิสต์ แม่เกลียดจีน เขาบอกว่าที่เมืองจีนเอาคนแก่ไปทำปุ๋ยหมด” นี่คือความรู้สึกของคนไทยจากการที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อมาเป็นเวลาช้านาน อยากจะให้เข้าใจว่าปัญหาและอุปสรรคทั้งทางด้านปฏิบัติและทางด้านทฤษฎีมีมาก ตอนนี้พอมองย้อนหลัง ๒๕ ปีที่ผ่านมา มันคุ้มไหม? กับการที่ผมถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกปลดจากปลัดฯ ถูกสอบสวนอยู่ ๔-๕ เดือน ทางกระทรวงเขาว่าจะส่งผมไปเป็นทูตที่ลอนดอน คุณอุปดิศร์ (อุปดิศร์ ปาจริยางกูร) บอกผม แต่ทางคุณธานินทร์ (ธานินทร์ กรัยวิเชียร) บอกว่าไม่ได้ ผมก็ไม่รู้ว่าจริงไม่จริง แต่บอกว่าไม่ได้ ขืนไปอยู่ลอนดอนเดี๋ยวจะไปคบกับ ดร. ป๋วย (ดร. ป๋วย อิ๊งภากรณ์) ปลุกระดมคนไทย ผมก็เลยต้องไปอยู่เยอรมนี เพราะนักเรียนไทยน้อยหน่อย เพราะนักเรียนไทยก็มีอย่าง คุณมนตรี (มนตรี พงษ์พานิช) ผมคงปลุกระดมไม่ได้

พอเห็นเราซ้าย ๆ มาก ๆ มันก็เกิด ๖ ตุลาขึ้น ก่อนหน้านั้นก็มีการตกลงกันว่าจะส่งเพื่อนผม ม.ร.ว. เกษมสโมสร (ม.ร.ว. เกษมสโมสร เกษมศรี) นักการทูตอาวุโสของกระทรวง และเป็นทูตมาหลายแห่ง สุดท้ายไปเป็นทูตที่จากาตาร์ อินโดนีเซีย ก็เหมาะสมที่สุดที่ได้ไปเป็นทูตประจำประเทศจีน แต่พอไปอยู่ได้สักพักไม่เท่าไรก็เกิด ๖ ตุลา รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียรขึ้นมา ก็เรียกตัว ม.ร.ว. เกษมสโมสรกลับมา แล้วบอกว่าตอนนี้นโยบายของรัฐบาลเปลี่ยนไปแล้วน่ะ สมัยก่อนนั้นคบค้าจีนเปิดความสัมพันธ์ แต่มาสมัยนี้ท่านทูตก็อยู่ที่เมืองจีนต่อไป แต่ก็ไม่ต้องทำอะไรเลยน่ะ อันนี้ก็ไม่เป็นไรก็ดี เพราะฉะนั้น สมัยนั้นท่านทูตเกษมสโมสรก็คงทำอะไรได้หลายอย่าง โดยไม่ต้องคำนึงว่ารัฐบาลสั่งหรือไม่สั่ง เป็นระยะหนึ่งที่เกิดอุปสรรคทางด้านปฏิบัติ แต่หลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็ราบรื่นดีมาตลอด

เรามองย้อนหลัง ๒๕ ปีนี่ ผมว่าน่าทึ่งน่ะ ที่ว่าคนอย่างท่านสิทธิ เศวตศิลา ก็ดี คุณประสงค์ สุ่นศิริ หรือแม้แต่คุณสมัคร สุนทรเวช ในเรื่องของจีนนี่ โดยเฉพาะคุณสิทธิ บอกได้แน่นอน โดยเฉพาะตอนที่ท่านเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศท่านก็เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับจีนมาก ผมว่าความระแวงอะไรก็หมดไป คนอื่น ๆ ก็แทบจะเรียกได้ว่าหมดไปเลย ผมแน่ใจว่าทางด้านจีนก็คงมีผู้นำที่มีอคติกับเมื่องไทยค่อนข้างจะมากมายก็คงหมดไป ปัจจุบันการแลกเปลี่ยนการเยือนประเทศของผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ผมว่าถึงระดับสุดยอด ปีนี้เป็นปีที่ ๒๕ ที่ทั้งคนไทยแลคนจีนจะต้องมีความภาคภูมิใจร่วมกันเป็นที่สุดว่า ในปีที่ ๒๕ นี้ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงตอบรับการไปเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการแล้ว ผมว่าไม่ได้ไปในฐานะองค์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ แต่ผมว่าคงไปในฐานะผู้แทนพระองค์ประมุขของประเทศไทย เป็นสัญลักษณ์ที่รับรองได้อย่างไม่มีเงื่อนไข หรืออย่างไม่สามารถจะกลับเป็นอื่นได้ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของระดับรัฐบาล ระดับราชการ ระดับประชาชน มันจะยั่งยืนต่อไป และอันนี้ผมว่ามันจะเป็นหัวใจ เป็น key เป็นกุญแจของการที่จะรักษาเสถียรภาพระหว่างไทยกับจีน

ผมอยากจะมองไปในอนาคตว่าอะไรบ้างที่จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยกับจีนได้รับความกระทบกระเทือนในทางลบ ผมมองดูหมดแล้ว แทบไม่มี แน่ละ แต่ละประเทศประเด็นขัดแย้งกันก็ต้องมีอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการค้า ปัญหาอะไรต่าง ๆ อะไรจะเป็นตัวแปรที่จะทำให้ความสัมพันธ์นี้มันเปลี่ยนทิศทาง ผมมองว่าไม่มี และผมมองว่าในแง่ของเรานี้ จีนเขามองเห็นความสำคัญของไทยในเรื่องของจุดยุทธศาสตร์มาก location หรือที่ตั้งของเมืองไทยก็ดี ความสนิทสนมทางด้านจิตใจ ทางสายเลือด ซึ่งเขาไม่สามารถมีได้กับประเทศอย่าง ฟิลิปปินส์ อย่างมาเลเซีย อย่างอินโดนีเซีย หรืออย่างสิงคโปร์ และอย่างที่สองก็คือ เรามีขนาดใหญ่พอ มีพลกำลัง และมีทรัพยากรใหญ่พอ เราต้องเข้าใจอยู่เสมอว่า ทุกมหาอำนาจยังต้องการมี presence (การปรากฏตัว) คำว่า “presence” ในที่นี้ไม่ใช่ทาง physical (กายภาพ) เพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องมีกำลังทหาร แต่ต้องการมี presence ไม่ว่าจะผลประโยชน์ทางด้านการค้าหรืออะไรในภูมิภาคนี้ ปัญหาคือ ในอนาคตนี้จะมีการจัดการเรื่อง presence ได้อย่างไรระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาไม่มีโอกาสจะกลับมามี military presence ในภูมิภาคนี้ได้ เพราะฉะนั้นทำให้จีนมีความสบายใจ เพราะจีนก็ไม่เคยคิดที่จะส่งทหารมาอยู่ประเทศแถวนี้ ในอดีตปัญหาเกิดขึ้นว่า เวียดนามกำลังจะมอบฐานทัพเรือให้กับสหภาพโซเวียตอยู่ที่ดานัง ตอนนั้นสหภาพโซเวียตยังเป็นมหาอำนาจระดับโลกอยู่ ตอนนั้นยังจำได้ว่ามีกองทัพเรือโซเวียตมาเยี่ยมเวียดนามอยู่เสมอ ถ้าสหภาพโซเวียตมามี shade (เงา) ในเวียดนามได้เมื่อไร ไอ้ตัวแปรตัวนั้นจะสำคัญมาก ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับจีนอยู่ในขึ้นวิกฤต ปัจจุบันนี้ เนื่องจากสหภาพโซเวียตไม่ใช่สหภาพโซเวียตแล้ว เป็นแค่รัสเซียเฉย ๆ ไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งกองทัพเรือ ที่จะมาเพ่นพ่านอยู่แถวนี้ โอกาสที่จะมามี “Soviet presence” ในเวียดนาม ในทางที่จะเป็นทางลบกับจีนมันไม่มี เพราะฉะนั้นตัวแปรอันนี้หมดไป ดังนั้นภูมิภาคนี้ผมคิดว่ามันจะยังมีสันติภาพต่อไป ปัญหาเกาหลีก็คลี่คลายไปในทางที่ดี ส่วนปัญหาไต้หวันผมว่าขออย่างเดียวหยุดพูดกันเสียหน่อย ผมว่าประธานาธิบดีไต้หวันคนที่แล้วนั้นพูดมากไป นอกจากพูดมากเกินไปแล้ว ผมคิดว่ายังทำหลายอย่างที่เป็นการยั่วเย้าฝ่ายจีนมากเกินไป มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประเทศที่เขามีความเคารพในตัวเอง ประเทศที่เป็นอธิปไตย จะบอกมาว่าถ้าเผื่อมณฑลไหนหรือจังหวัดไหนจะพยายามแยกตัวออกไป เขาจะไม่ใช้กำลังปราบ ถ้าเผื่อวันหนึ่งอะแลสกาบอกว่าฉันไม่เคยอยู่ใต้อเมริกา แกไปซื้อฉันมาจากรัสเซีย จึงขอประกาศอิสรภาพ อเมริกาก็ต้องใช้กำลังปราบหรือถ้าฮาวายบอกว่าคุณจำได้ไหมธงฮาวายยังมี Union Jack อยู่น่ะ และฮาวายไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเลย ซึ่งผิดกับไต้หวัน ถ้าเผื่อฮาวายบอกพวก native (ชาวพื้นเมือง) บอกว่าฉันไม่อยากขึ้นกับอเมริกา แล้วอเมริกาจะไม่ใช้กำลังหรือ? มันเป็นไปไม่ได้ แต่ปัญหามีอยู่ว่าเขาจะใช้จริงหรือเปล่า นั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้น ประธานาธิบดีคนใหม่ของไต้หวันก็ออกมาพูดซึ่งผมว่าพูดได้ดีมาก และของจีนก็เริ่มมีการอะลุ้มอล่วยกันแล้ว คือบอกว่า เขาจะใช้ในกรณีที่เกิดขึ้นอย่างเดียวคือ ไต้หวันประกาศอิสรภาพ อันนี้เป็นการปรับคำพูด ผมว่าปัญหาไต้หวันไม่ใช่เป็นปัญหาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นปัญหาภายในของสหรัฐอเมริกา และเป็นปัญหาภายในของจีน แต่เป็นปัญหาภายในของสหรัฐอเมริกามากกว่าปัญหาของจีน ปัญหาภายในของจีนง่าย คือไม่มีรัฐบาลจีนปักกิ่งใด ๆ ที่จะสามารถเสียไต้หวันไปได้ แต่ส่วนปัญหาภายในของสหรัฐอเมริกามีความยากลำบากมากขึ้น เพราะว่ามันเกิดเป็นพันธมิตรที่ไม่ใช่พันธมิตรธรรมชาติ คือ พวกสหภาพแรงงานพวกปีกขวาจัดของพวก Republican พวกพรรค Democratโดยเฉพาะพวกสมาชิกสภาผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้ง โดยอาศัยการสนับสนุนจากสหภาพแรงงาน พวกสิทธิมนุษยชน พวกสิ่งแวดล้อม และพวกที่เกลียดคอมมิวนิสต์ตลอดกาล และต้องหาศัตรูให้ได้ครึ่งหนึ่งมันง่าย ศัตรูมันเยอะ สหภาพโซเวียต จีน เกาหลีเหนือ ตอนนี้ศัตรูมันน้อยลง ๆ ไป เพราะฉะนั้น ตอนนี้พวกนี้ก็ต้องหาศัตรูใหม่ เพื่อพยายามจะสร้าง containment policy (นโยบายสกัดกั้น) อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ ผมว่าลีกวนยูพูดดีมาก บอกว่าเป็นการทารุณเหลือเกินที่ไปทำให้พวกไต้หวันรู้สึกว่า สักวันหนึ่งเมื่อเขาประกาศอิสรภาพเมื่อไร เขาจะได้รับความคุ้มครองหรือความช่วยเหลือจากอเมริกา เราต้องรู้ว่าความเป็นไปได้ในทศวรรษนี้ต่ำมาก ที่อเมริกาจะทำการสู้รบเพื่อประเทศอื่น มองให้ออกว่าเขาทิ้งเวียดนามได้ และเขาทิ้งด้วยเหตุผลที่ดีด้วย ดังนั้นจะให้เขาไปสู้รบเพื่อเอกราชของไต้หวันเป็นไปไม่ได้

ดังนั้น ถ้าจะมองถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนก็ดี หรือเหตุการณ์ใดในภูมิภาคที่จะส่งผลกระทบต่อสันติภาพ และเสถียรภาพ ผมว่าน้อยมาก เกาหลีก็ดี ผมว่าขณะนี้ ethnic spirit (ความรู้สึกที่ผูกพันกันทางเชื้อชาติ) ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ดีมาก พอมองสัมพันธภาพระหว่างไทยกับจีน ผมมองแล้วสบายใจ และมีความสบายใจมากขึ้นที่ว่า ในปัจจุบันนี้เราสามารถเอานักวิชาการ นักการทูต คนที่เป็นอดีต ๆ ทั้งหลาย มานั่งรำลึกความหลังกันที่นี่ คิดถึงประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ข้อเท็จจริง ทั้งบวกและทั้งลบ เราความพยายามหาว่าความจริงมันอยู่ที่ไหน ตัวเราเองเราจะรู้ว่าความสมดุลมันจะอยู่ที่ไหนด้วย ขอบคุณมากครับ

หมายเหตุ: บทความนี้ได้มาด้วยการถอดเทป ด้วยการรักษาศัพท์และสำนวนคำพูดเดิมขององค์ปาฐกเอาไว้ เฉพาะที่อยู่ในวงเล็บนั้น บรรณาธิการเติมลงไป เพื่อให้คนเข้าใจในวงกว้างยิ่งขึ้น

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
การเปิดสัมพันธไมตรีไทย-จีน ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔
ณ สถาบันคึกฤทธิ์ กรุงเทพฯ

     ตั้งแต่เด็ก ผมจำได้ว่ามีประโยคหนึ่งที่ได้มีการกล่าวขานมาตลอดเวลา นั่นคือ “ไทย-จีน มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ในสมัยนั้นคำกล่าวขานนี้คงจะสื่อความหมายให้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างคนไทยกับคนไทยเชื้อสายจีน และในชีวิตประจำวัน ก็ได้เห็นปรากฏการณ์ในความเป็นจริงที่ว่า คนไทย-จีนอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในเขตบางรัก เยาวราชหรือราชวงศ์

     ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน นั้น มีมานับเป็นพันปี ต่อมาในสมัยสุโขทัย เอกสารของจีนระบุว่าอาณาจักรสุโขทัยได้ส่งคณะทูตพร้อมด้วยของพื้นเมืองไปถวายเป็นกำนัลแก่จักรพรรดิราชวงศ์หยวนในจีน รวม 14 ครั้ง ส่วนจีนได้ส่งทูตไปยังสุโขทัย 4 ครั้ง ซึ่งการติดต่อดังกล่าวส่งผลให้การค้าระหว่าง 2 ประเทศขยายตัว อีกทั้งยังมีการถ่ายทอดความรู้ของจีนมายังไทย โดยช่างจีนได้เข้ามาทำเครื่องปั้นดินเผาจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “เครื่องสังคโลก” ซึ่งกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของอาณาจักรสุโขทัยในเวลาต่อมา

     ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยนั้นได้เพิ่มพูนมากขึ้นในสมัยอยุธยา มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยามากขึ้น การค้าสำเภาระหว่างไทยจีนทำให้กรุงศรีอยุธยามั่งคั่ง และกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศตะวันตกในยุโรปกับประเทศทางตะวันออกคือ จีน

     ในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น คนจีนอพยพมาตั้งรกรากและประกอบอาชีพในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในระยะที่จักรพรรดิแมนจูของราชวงศ์ชิงอ่อนแอ ทำสงครามแพ้มหาอำนาจตะวันตก และภัยอันตรายอันเกิดจากการปราบปรามกบฏภายในและการเกิดสภาพข้าวยากหมากแพงขึ้นทั่วไปในจีน ชาวจีนจึงหาทางอพยพไปหางานนอกประเทศ โดยใช้เรือกลไฟและเรือสำเภาเป็นพาหนะเดินทาง

     ที่ผ่านมาในอดีต สัมพันธภาพระหว่างจีนกับไทยเป็นไปในระดับประชาชนเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปี พ.ศ. 2489 รัฐบาลสาธารณรัฐจีนและรัฐบาลไทยได้เปิดศักราชใหม่คือ มีการลงนามใน “สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐจีน” ที่กรุงเทพฯ และได้มีการแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูตระหว่างประเทศทั้งสอง นับเป็นครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ได้ยกระดับเป็นระหว่างรัฐบาลและระหว่างประเทศ แต่เมื่อรัฐบาลสาธารณรัฐจีนพ่ายแพ้แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีน และอพยพรัฐบาลไปตั้งที่ไทเปบนเกาะไต้หวัน ในพ.ศ. 2492 รัฐบาลไทยก็ยังคงรับรองและมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่ไทเป จนถึงปี พ.ศ. 2517

     เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง รัฐบาลสาธารณรัฐจีนเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรที่ชนะสงคราม และเมื่อมีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ ในปี พ.ศ. 2488 จีนก็ได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ

     ในระยะนั้น รัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่ไทเปพยายามจะพยุงไว้ซึ่งสถานะ “มหาอำนาจ” โดยดำเนินนโยบาย “คนจีนโพ้นทะเล” และมีกิจกรรมในเชิงหนุนหลังคนจีนในเมืองไทยให้มีความรู้สึกเป็นจีนมากขึ้น ยังมีผลทำให้คนจีนมีความกระด้างกระเดื่องและเริ่มใช้อิทธิพลของตนในทางการค้าและเศรษฐกิจในเมืองไทย

     กอรปกับรัฐบาลไทยในสมัยนั้นก็ได้เริ่มไหวตัวในเรื่องของความเป็น “ไทย” และดำเนินนโยบายในอันที่จะลิดรอนอิทธิพลดังกล่าว

     ผลลัพธ์ต่อมาก็คือ เกิดความวุ่นวายและมีการปะทะกันระหว่างคนไทยกับคนจีนที่เยาวราช ทำให้ธุรกิจการค้าในกรุงเทพฯ หยุดชะงักและเป็นอัมพาตอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาแต่ในอดีต

     ยิ่งเหตุการณ์ทางการเมืองของโลกผันแปรอย่างรวดเร็ว การแบ่งค่ายระหว่างโลกเสรีนำโดยสหรัฐอเมริกา และโลกคอมมิวนิสต์โดยมีสหภาพโซเวียตเป็นหัวหอก มีผลทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียซึ่งมีรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ในแผ่นดินใหญ่ และรัฐบาลสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน เป็นแรงสนับสนุนให้ “สงครามเย็น” ระหว่างกลุ่มโลกเสรีและกลุ่มโลกคอมมิวนิสต์เปลี่ยนสภาพเป็นสงครามจริงในเอเชีย

     เหตุการณ์ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามเกาหลีหรือสงความเวียดนาม ยิ่งทำให้การแบ่งพวกแบ่งฝ่ายมีความเร่งร้อนมากขึ้น

     ไทยเรานั้นมีความเกรงกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ และตกเป็นเหยื่อของสงครามโฆษณาชวนเชื่อ จนทำให้เข้าไปอยู่ข้างโลกเสรีมากขึ้นตามลำดับด้วยการส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี โดยอยู่ฝ่ายสหประชาชาตินำโดยสหรัฐอเมริกา และยังมีบทบาทในการร่วมกับสหรัฐอเมริกา และเวียดนามใต้ในการสู้รบกับเวียดนามเหนือ ซึ่งรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง นอกจากนั้นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อยู่ในสภาวะล่อแหลมเช่นเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ในกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (คืออยู่ในกระบวนการ non-aligned group)

     สำหรับในเวทีโลก คือในองค์การสหประชาชาติ รัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่ไทเปก็ยังรักษาสภาพการเป็นสมาชิกของตนได้ต่อไปด้วยการสนับสนุนจากฝ่ายโลกเสรี โดยมีไทยเข้าร่วมด้วย

     รัฐบาลในสมัยนั้นนำโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแม้จะอยู่ฝ่ายโลกเสรี และดำเนินนโยบายต่างประเทศตามหลังสหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังมีความคิดในใจที่จะไม่ถลำตัวเข้าลึกเกินไป และได้เริ่มส่งคณะตัวแทนเดินทางไปติดต่อกับผู้นำฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์บนแผ่นดินใหญ่อย่างลับ ๆ เพื่อเป็นการปูทางสำหรับโอกาสข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น

     อย่างไรก็ดี การติดต่อดังกล่าวได้หยุดชะงักลงไปในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำเนินนโยบายเป็นปฏิปักษ์ต่อคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน แรงกระตุ้นนี้เกิดขึ้นจากการที่พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยด้วยการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เริ่มก่อตัวแข็งขึ้น และเปิดการสู้รบกับกองทหารรัฐบาลไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือและภาคใต้

     เหตุการณ์เหล่านี้ ยิ่งทำให้คนไทยมองจีนคอมมิวนิสต์ด้วยความหวาดกลัวและเกรงกลัว

     ในช่วงต่อมา มีเหตุการณ์ของโลกหลายเรื่องที่เปลี่ยนไปตามสภาวการณ์ ซึ่งทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียโดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปรับตัวตามไปด้วย เช่น สัมพันธภาพระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตเกิดความแตกร้าว เพราะมีนโยบายขัดแย้งกัน ความเข้มข้นของสงครามเย็นระหว่างยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกากับกลุ่มยุโรปตะวันออกได้ผ่อนคลายไป สหรัฐอเมริกาได้เริ่มการติดต่อกับจีนคอมมิวนิสต์โดยส่งนายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ ไปพบกับผู้นำฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์อย่างลับ ๆ ในพ.ศ. 2514 กับทั้งพรรคจีนคอมมิวนิสต์เริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นในอันที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศในเอเชียโดยทั่วไป

     จุดเปลี่ยนที่สำคัญในหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ก็คือผลการออกเสียงเกี่ยวกับความเป็นตัวแทนของจีนในสหประชาชาติในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 26 ในปีพ.ศ. 2514 คือรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับชัยชนะ มีผลทำให้รัฐสมาชิกในสหประชาชาติจำนวนไม่น้อยที่หันไปรับรองรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์บนผืนแผ่นดินใหญ่ ทำให้สถานะของรัฐบาลจีนไต้หวันอ่อนตัวลงไปอย่างชัดเจน

     รัฐบาลไทยในสมัยนั้นมี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี และ ดร. ถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ ในวันที่มีการลงคะแนนออกเสียง “ความเป็นตัวแทนของจีนในสหประชาชาติ” คณะผู้แทนไทยก็ยังออกเสียงสนับสนุนรัฐบาลสาธารณรัฐจีนในไต้หวันต่อไป แต่เมื่อร่างข้อมตินั้นตกไป และมีการนำเสนอร่างข้อมติให้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตัวแทนในสหประชาชาติ ดร. ถนัด คอมันตร์ ซึ่งยังประชุมสหประชาชาติอยู่ ได้สั่งให้คณะผู้แทนไทยงดเว้นออกเสียงในร่างข้อมติดังกล่าว ซึ่งในอดีตไทยเราเคยคัดค้านการเป็นตัวแทนของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนตลอดมา การงดเว้นออกเสียงครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ว่า ไทยมิต้องการแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อไปแล้ว

     หลังจากนั้น ดร. ถนัด คอมันตร์ ได้มีคำสั่งเป็นการภายในให้ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ เริ่มเปิดเวทีการพบปะอย่างลับ ๆ กับผู้แทนถาวรสาธารณรัฐประชาชนจีนในขณะนั้น คือ เอกอัครราชทูตฮวง หัว เพื่อหาทางคลี่คลายอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีมาแต่อดีต อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตต่อไป

     ในช่วงต่อมาอีก 2-3 ปี ทั้ง ๆ ที่สงครามในเวียดนามก็ยังไม่เสร็จสิ้น แต่ภาพในอนาคตของความสำคัญและบทบาทของสาธารณรัฐประชาชนจีนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศปรากฏเด่นชัดมากขึ้น การติดต่อระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ไม่ใช่เรื่องการเมือง ก็เริ่มมีขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนคณะนักกีฬาปิงปอง แบดมินตัน ฟุตบอล บาสเกตบอล คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แม้แต่การติดต่อขอซื้อน้ำมันดิบในราคามิตรภาพจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

     สำหรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น นอกเหนือจากประเทศในยุโรปตะวันตก ในทวีปอเมริกาและแอฟริกาแล้ว รัฐบาลต่าง ๆ ของประเทศในเอเชียก็เริ่มขับเคลื่อนที่จะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมากขึ้น ญี่ปุ่นสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2515  ออสเตรเลียในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2515  มาเลเซีย ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 ฟิลิปปินส์ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2518  สิงคโปร์และอินโดนีเซียเริ่มติดต่อกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นทางการ  แต่โดยที่ทั้งสิงคโปร์และอินโดนีเซียยังมีปัญหาภายในประเทศเกี่ยวกับเรื่องคนจีน จึงยังไม่มีการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตในช่วงนั้น

     ในขณะเดียวกัน ในเมืองไทยเองก็มีการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของรัฐบาล  ภายหลังจากที่มีรัฐบาลทหาร และรัฐบาลแบบประชาธิปไตยครึ่งใบติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ก็ได้เกิดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบโดยมี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2518 และ พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศในขณะนั้น) เป็นรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ

     นับเป็นบุญของเมืองไทยที่บังเอิญมีนายกรัฐมนตรีเป็นนักการเมืองอาชีพที่นอกเหนือจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี สังคมศาสตร์ ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม  แล้วยัง เป็นผู้รอบรู้การเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างดีมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล และมีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจปรับนโยบายการต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่เสี่ยงกับความรู้สึกต่อต้านของหน่วยราชการบางหน่วยและประชาชนจำนวนไม่น้อย

     ในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2518 นายกรัฐมนตรีไทยได้แถลงในสภาผู้แทนราษฎรว่า ปรารถนาที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน คำแถลงนี้เป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ทราบถึงนโยบายใหม่ และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้แสดงท่าทีตอบรับสนองคำแถลงนี้

     ความปรารถนาของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ที่จะปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน และระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ดังปรากฏในคำแถลงนโยบายในรัฐสภาดังที่ได้กล่าวข้างต้น ได้รับแรงกระตุ้นเพิ่มขึ้นจากอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคในช่วงนั้น  กล่าวคือ กรณีเรือมายาเกซ

     ในบ่ายวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 เรือบรรทุกสินค้าและเวชภัณฑ์สหรัฐอเมริกาชื่อ มายาเกซ ถูกเขมรแดงยึดและลูกเรือถูกจับเป็นประกัน ระหว่างเดินเรืออยู่ในน่านน้ำใกล้ชายฝั่งกัมพูชาเพื่อมายังท่าเรือสัตหีบ สหรัฐอเมริกาจึงส่งนาวิกโยธินจากโอกินาวามายังฐานทัพอู่ตะเภา ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพื่อช่วงชิงลูกเรือมายาเกซที่ถูกควบคุมตัวอยู่บนเกาะในเขตกัมพูชา

     การปฏิบัติการในการนี้ไม่เป็นผลสำเร็จ เจ้าหน้าที่สหรัฐเสียชีวิตไป 41 คน และสูญหายไปจำนวนหนึ่ง รัฐบาลไทยเห็นว่าเป็นการไม่ถูกต้องที่สหรัฐฯ ได้ใช้ดินแดนไทยเพื่อดำเนินการดังกล่าว และจากการตั้งข้อสังเกต สหรัฐฯ ก็ยอมรับว่าใช้ฐานทัพไทยจริง และอ้างว่าได้รับความเห็นชอบจากกองบัญชาการทหารสูงสุดของไทยแล้ว

     นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ จึงได้เชิญอุปทูตสหรัฐฯ  มาพบเพื่อมอบบันทึกช่วยจำประท้วงอย่างเป็นทางการต่อการกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯ และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนกำลังดังกล่าวออกไปทันที

     ต่อมา พลตรีชาติชาย รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ ได้เชิญอุปทูตสหรัฐฯ มาพบเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม เพื่อแจ้งเป็นทางการว่า โดยที่มีการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย รัฐบาลไทยจะทบทวนความร่วมมือและข้อผูกพันระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ทั้งหมด จนกว่าจะมีการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2519 และในวันเดียวกันนั้น  ก็ได้มีคำสั่งให้เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน เดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อร่วมในการทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ (วิธีการเรียกทูตกลับโดยไม่กำหนดระยะเวลา เป็นวิธีการทางการทูตในการแสดงความไม่พอใจ)

     เอกอัครราชทูตไทยเดินทางออกจากกรุงวอชิงตันในวันที่ 19 พฤษภาคม และกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2518  ต่อมาประธานาธิบดีเจอรัล ฟอร์ด ของสหรัฐอเมริกา รายงานต่อรัฐสภา ชี้แจงถึงความจำเป็นที่สหรัฐฯ ต้องดำเนินการโดยฉับพลันและเข้าใจถึงปัญหาที่สร้างให้แก่รัฐบาลไทย สหรัฐฯ  และย้ำว่ายังคงมีนโยบายที่จะเคารพต่ออธิปไตยและเอกราชของไทย รวมทั้งให้คำมั่นว่าเหตุการณ์ทำนองนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก  ซึ่งในเรื่องนี้นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความพอใจต่อการแถลงของประธานาธิบดี ฟอร์ด

     กรณีมายาเกซแสดงให้เห็นชัดถึงความเคารพต่อหลักการ ความเชื่อมั่นในจุดยืน และวิจารณญาณของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในอันที่จะรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนไทย นอกเหนือไปจากนี้ ยังแสดงความเข้มแข็งและความเด็ดเดี่ยวที่จะยืนหยัดต่อสู้มิตรประเทศมหาอำนาจ เพื่อรักษาความถูกต้องชอบธรรมอันเป็นการแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความเป็นตัวของตัวเองของนายกรัฐมนตรีไทยด้วย

     จากการที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน และมีตำแหน่งควบคู่เป็นผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติด้วย เดินทางกลับมาราชการที่กรุงเทพฯ เพราะกรณีเรือมายาเกซ ช่างสอดคล้องกับจังหวะที่ไทยกำลังจะขับเคลื่อนความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ

     วันหนึ่งในช่วงที่กลับมาราชการที่กรุงเทพฯ  รัฐมนตรีชาติชาย เรียกเอกอัครราชทูตไปพบที่ห้องทำงาน และบอกว่าเพิ่งไปพบนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์มา และเห็นพ้องต้องกันที่จะให้เอกอัครราชทูตในฐานะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ เดินทางไปเจรจากับผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนที่กรุงปักกิ่งเพื่อปรับปรุงสัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลและประเทศทั้งสอง

     เพื่อให้บรรลุผลดังกล่าว ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติได้ขออนุมัติรัฐมนตรีฯ จัดตั้งกลุ่มทำงานในกระทรวงต่างประเทศขึ้น เพื่อศึกษา วิเคราะห์และจัดทำร่างความตกลงปรับความสัมพันธ์ที่จะนำไปเจรจากับฝ่ายจีน กับทั้งยังได้ติดต่อผ่านทางคณะทูตถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ขอทราบปฏิกิริยาของรัฐบาลจีน ในเรื่องที่ฝ่ายไทยพร้อมที่จะเปิดการเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์

     ต่อมารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงความพร้อมและยินดีต้อนรับผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ภายหลังวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2518 เพื่อเจรจากับฝ่ายจีนที่กรุงปักกิ่งเกี่ยวกับตัวบทแถลงการณ์ร่วมไทย-จีน  และจะมีการลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศ ในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนก็ได้มอบร่างแถลงการณ์ของฝ่ายจีนให้แก่ฝ่ายไทยตามคำขอร้องของฝ่ายไทย

     ร่างของฝ่ายจีนมีสาระสำคัญ 3 ประเด็นด้วยกัน คือ
            1.  ยืนยันหลักปัญจศีล
            2.  รับรองว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐบาลเดียวของจีน
            3.  ปัญหาไต้หวัน ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน

     สำหรับฝ่ายไทย ข้อวิตกกังวลและประเด็นที่ต้องการความชัดเจนจากฝ่ายจีน คือ
            1.  การสนับสนุนของจีนต่อพรรคคอมมิวนิสต์ไทย
            2.  การถือสัญชาติของชาวจีนในประเทศไทย 

     คณะผู้แทนไทยซึ่งประกอบด้วย หัวหน้าคณะ คือ นายอานันท์ ปันยารชุน ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นายชวาล ชวณิชย์ รองอธิบดีกรมการเมือง นายเตช บุนนาค หัวหน้ากองเอเชียตะวันออก กรมการเมือง นายสุจินดา ยงสุนทร เลขานุการโท กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และนายธนิต อัครสุต กองเอเชียตะวันออก ได้เดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2518

     คณะผู้แทนจีนประกอบด้วย เอกอัครราชทูต เคอ หัว อธิบดีกรมเอเชีย เป็นหัวหน้าคณะ นายเฉิง จุ้ยเชิง รองอธิบดีกรมเอเชีย และข้าราชการอื่น ๆ 

     ในวันแรกของการประชุม คือวันที่ 18 มิถุนายน คณะผู้แทนไทยได้เสนอร่างแถลงการณ์ร่วมของฝ่ายไทยให้ฝ่ายจีนพิจารณา และอธิบายเจตนารมณ์ของเอกสารดังกล่าว ก่อนหน้าการประชุมครั้งที่ 2 ในวันที่ 20 มิถุนายน ฝ่ายจีนได้แจ้งให้ฝ่ายไทยทราบว่า นายกรัฐมนตรี โจว เอิน ไหล ขอเชิญ นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนจีนเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 เพื่อร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมระหว่าง 2 ประเทศ และเมื่อเริ่มการประชุมผู้แทนจีน ได้นำเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมของจีนโดยรวมข้อเสนอในร่างของไทยเข้าไว้ในฉบับเดียวกัน

     ตลอดระยะเวลาการเจรจา หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้ยึดหลักนโยบายรัฐบาลที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลโดยเคร่งครัด คือ

            1.  ให้ได้มาซึ่งแถลงการณ์ร่วมที่ทัดเทียมกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์ทำขึ้นกับจีน โดยปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในประเทศไทย และเพื่อผลประโยชน์มากที่สุด
            2.  มิให้แสดงว่าไทยไม่ไว้ใจสาธารณรัฐประชาชนจีนจนกระทั่งจะเป็นการบาดหมางฝ่ายจีน
            3.  มิให้ปรากฏข้อความในแถลงการณ์ร่วมที่มีลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามฝ่ายไต้หวัน

     การเจรจาเป็นไปในบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเต็มไปด้วยไมตรีจิต  และมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

            1.  โดยสรุป สาระและหลักการในร่างแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน คล้ายคลึงกับที่มาเลเซียและฟิลิปปินส์ทำกับจีน แต่มีการปรับปรุงข้อความบางตอนให้หนักแน่นยิ่งขึ้น
            2.  เรื่องการไม่ใช้กำลังหรือแสดงท่าทีข่มขู่ว่าจะใช้กำลังในกรณีพิพาท แต่จะใช้วิธีสันติเท่านั้น เป็นการขยายความของหลักปัญจศีล  ฝ่ายไทยได้พยายามจะเติมข้อความเกี่ยวกับกฎบัตรสหประชาชาติเข้าไว้ด้วย แต่ยอมถอนข้อความ เมื่อฝ่ายจีนขอร้องว่า จีนไม่สามารถรับกฎบัตรสหประชาชาติบางข้อที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะข้อความที่ให้เอกสิทธิ์บางประการแก่มหาอำนาจรวมทั้งจีนเองด้วย
            3.  ฝ่ายไทยได้ยินยอมเปลี่ยนข้อความที่อาจแสดงว่าไทยไม่ไว้ใจจีน หรือข้อความที่ฝ่ายจีนอ้างว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศที่สาม ใช้เป็นเครื่องบั่นทอนความเข้าใจอันดีระหว่างไทยกับจีน
            4.  เรื่องรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของจีนแต่รัฐบาลเดียว ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และการปิดสำนักผู้แทนของทางการ ณ ไทเปภายในหนึ่งเดือน เป็นไปตามสูตรมาตรฐานที่มาเลเซียและฟิลิปปินส์ตกลงกับจีน
            5.  เรื่องการรับรองซึ่งกันและกัน ฝ่ายจีนแถลงรับรองรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและเห็นชอบที่จะเคารพเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย
            6.  เรื่องสัญชาติจีน โดยที่กฎหมายสัญชาติของไทยยอมรับการถือสองสัญชาติ ฝ่ายจีนจึงแถลงรับทราบว่า ชาวจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยได้อยู่ร่วมกับชาวไทยมานับเป็นศตวรรษอย่างราบรื่นและฉันมิตร โดยเคารพนับถือในกฎหมายของบ้านเมืองและขนบธรรมเนียมประเพณีชาวไทย และฝ่ายจีนแถลงแต่เพียงฝ่ายเดียวว่าจีนไม่รับรองการถือสองสัญชาติ ส่วนกรณีชาวจีนผู้ซึ่งพำนักอยู่ในประเทศไทยที่เลือกจะรักษาไว้ซึ่งสัญชาติจีนด้วยความสมัครใจของตนเองนั้น รัฐบาลจีนโดยปฏิบัติตามนโยบายที่มีมาอย่างสม่ำเสมอ จะเรียกร้องให้บุคคลเหล่านั้นปฏิบัติตามกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย เคารพขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีของชาวไทย และอยู่ร่วมกับชาวไทยอย่างฉันมิตร สิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบุคคลดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครองโดยรัฐบาลแห่งประเทศจีน และความรับนับถือจากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย

     เมื่อการเจรจาร่างแถลงการณ์ร่วมเสร็จสิ้นเรียบร้อย หัวหน้าคณะผู้แทนไทยและเอกอัครราชทูตเคอ หัว อธิบดีกรมเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ลงนามย่อเป็นทางการ โดยเป็นที่เข้าใจกันว่า ทั้งสองฝ่ายจะนำเสนอรัฐบาลของตนเพื่อพิจารณาขั้นสุดท้าย คณะผู้แทนไทยได้เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อค่ำวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2518

     ในบ่ายวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2518  รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศและหัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้ไปรายงานเรื่องการเจรจาและชี้แจงร่างแถลงการณ์ร่วมต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ   และเมื่อสภาความมั่นคงฯ ให้ความเห็นชอบแล้ว ในวันรุ่งขึ้น คือวันอังคารที่ 24 มิถุนายน จึงได้มีการเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติเป็นทางการในเรื่องร่างแถลงการณ์ร่วมและขออนุมัติให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีนำคณะผู้แทนไทยไปเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ เพื่อลงนามแถลงการณ์ร่วมกับนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนในนามของรัฐบาลทั้งสองต่อไป

     คณะผู้แทนไทย นำโดยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ และผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงเกือบทุกกระทรวง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกจำนวนมาก ได้เดินทางเข้ากรุงปักกิ่งในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2518

     การต้อนรับของฝ่ายจีนเป็นไปอย่างสมเกียรติ และสมกับที่ประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย มีการติดต่อและสัมพันธ์กันมาร่วมกว่าพันปี คนไทยคนใดที่ได้อยู่และเห็นพิธีต้อนรับ ณ สนามบินกรุงปักกิ่ง จะต้องซาบซึ้งและประทับใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างลืมมิได้

     โดยที่ในระยะนั้น นายกรัฐมนตรี โจว เอิน ไหล ของจีน พักรักษาตัวอยู่และไม่แข็งแรงพอที่จะทำหน้าที่เจ้าภาพได้ จึงได้มอบหมาย เติ้ง เสี่ยวผิง รองนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพแทนตน และเป็นหัวหน้าคณะของจีนพบปะและเจรจากับนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์

     ในขณะเดียวกัน ความชราและสุขภาพของประธานเหมา เจ๋อตุง ก็ทำให้ไม่ทราบล่วงหน้าว่า นายกรัฐมนตรีของไทยจะได้มีโอกาสเข้าพบประธานเหมาได้หรือไม่ (คือไม่มีในกำหนดการ) แต่ในเช้าวันที่ 1 กรกฎาคม ระหว่างกำลังเยือนสถานที่แห่งหนึ่ง   ทางฝ่ายไทยได้รับแจ้งเป็นทางการว่า  ประธานเหมาพร้อมที่จะพบสนทนากับนายกรัฐมนตรี  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ทันที่นั้น    นายกรัฐมนตรี  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์   รัฐมนตรีต่างประเทศชาติชาย ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ และนายประกายเพชร อินทุโสภณ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ได้เดินทางไปจงหนานไห่

     เมื่อไปถึงและถูกนำตัวเข้าไปที่ห้องโถง ประธานเหมา และล่ามแปลยืนต้อนรับอยู่ในห้องโถง คณะของไทย 4 คน ต่างเดินเข้าแถวไปจับมือกับประธานเหมา เสร็จแล้วเฉพาะนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ และรัฐมนตรีชาติชาย 2 คนเท่านั้น ที่ได้รับเชิญให้ไปสนทนากับประธานเหมาเป็นการเฉพาะ

     โดยที่ฝ่ายไทย ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมฟังการสนทนา จึงไม่มีการจดบันทึกสาระของการสนทนา นอกจากคำบอกเล่าที่นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ถ่ายทอดให้ผู้ใกล้ชิดได้รับทราบเป็นการส่วนตัวว่า  ประธานเหมาให้การต้อนรับและสนทนาอย่างเป็นกันเอง  ส่วนนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ก็เข้าพบและวิสาสะในลักษณะถ่อมตนกับผู้ที่มีวัยสูงกว่า

     ในหนังสือ 35 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ผู้เขียน อาจารย์จุลชีพ ชินวรรโณ ได้อ้างคำบอกเล่าว่า  ประธานเหมาเริ่มการทักทายว่า  “ท่านนายกฯ มาหาคอมมิวนิสต์อย่างข้าพเจ้า ไม่รู้สึกกลัวหรือ” ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบว่า “หามิได้ ข้าพเจ้าเลื่อมใสท่านประธานเหมามานานแล้ว ข้าพเจ้ามิใช่คอมมิวนิสต์ แต่ข้าพเจ้ามาหาเพื่อน” ทั้งสองสนทนากันเกือบ 1 ชั่วโมง ประธานเหมากล่าวในตอนท้ายว่า “ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง จะลุกจะนั่งก็ปวด อีกไม่นานก็จะตาย” ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบว่า “อย่าพูดเช่นนี้เลย โลกมนุษย์มิอาจขาดผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งอย่างท่านได้” ประธานเหมาหัวเราะชอบใจ

     ท่านนายกรัฐมนตรี พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้นำประเทศไทยไปสู่ระบบการเมืองโลกใหม่ด้วยความสง่าผ่าเผย ท่านมองเห็นและเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างดี และใช้โอกาส จังหวะเวลา การทูตและยุทธศาสตร์ ในการปรับสถานะของประเทศชาติให้ทันกับความผันแปรขนานใหญ่ของเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

     ท่านไม่ลืมเพื่อนเก่า แต่แสวงหาเพื่อนใหม่ ท่านทราบดีว่าความเป็นอริซึ่งกันและกันระหว่างไทยกับจีน  ส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่ไทยเราถูกดูดโดยสถานการณ์ไปเข้าวงจรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในระยะนั้นเป็นศัตรูกับจีน การแถลงนโยบายรัฐบาลไทยในรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์จึงได้กล่าวว่า

     “รัฐบาลนี้จะส่งเสริมการดำรงอยู่ร่วมกันโดยสันติ โดยยึดหลักการที่จะเป็นมิตรกับทุกประเทศที่มีเจตนาดีต่อประเทศไทย ไม่คำนึงถึงความแตกต่างในอุดมการณ์ทางการเมืองและระบบการปกครอง และจะยึดหลักความยุติธรรมและความเสมอภาคเป็นสำคัญ ทั้งจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกันเพื่อให้เกิดดุลยภาพในความสัมพันธ์กับประเทศอภิมหาอำนาจ รัฐบาลนี้จะดำเนินการเพื่อให้มีการรับรองและมีความสัมพันธ์เป็นปกติกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จะให้มีการถอนทหารต่างชาติออกจากประเทศไทยในระยะเวลา 1 ปี โดยคำนึงถึงสถานการณ์ในภูมิภาคนี้ และเจรจากันอย่างฉันมิตร”

     ข้อความดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนไปทั้งสหรัฐอเมริกา (เพื่อนเก่า) และจีน (เพื่อนใหม่) ว่าไทยกำลังพยายามจะแสวงหาความสมดุลระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง โดยจะลดระดับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ และจะเปิดความสัมพันธ์เป็นปกติกับจีน สามสิบหกปีผ่านมาหลังจากแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ไทยก็ยังสามารถคบค้ากับทั้งสองประเทศได้ในระดับใกล้เคียงกัน และกับไต้หวันเพื่อนเก่า ไทยก็มิได้กระทำใด ๆ ในอันที่จะแสลงน้ำใจไปมากกว่าที่จำเป็น คือ การยกเลิกความสัมพันธ์ทางการทูต

     ผลลัพธ์ของการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ปัญหาการที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยจับอาวุธขึ้นสู้กับฝ่ายรัฐบาลด้วยการสนับสนุนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน อ่อนตัวจนสลายไปเอง และปูทางให้ไทยสามารถปรับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนลาวไปได้ด้วยความราบรื่น นอกจากนั้นยังส่งผลให้การเจรจาเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นไปได้โดยไม่ยากนัก

     ปัจจุบันความสัมพันธ์ไทย-จีนในทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การค้า ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งการทหาร เป็นไปอย่างแน่นแฟ้น การติดต่อทั้งระดับประมุขของประเทศ รัฐบาล องค์กรเอกชนและประชาชน เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ และนำประโยชน์มาสู่ประเทศทั้งสองอย่างน่าพึงพอใจ จนทำให้คำว่า “ไทย-จีนมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” กลับมามีความหมายจริงจังอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย-จีน

     วันนี้วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554 มีการเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปี ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พวกเรามาพร้อมกันด้วยความรัก เคารพ และภาคภูมิใจ เพื่อสดุดีความเป็นรัฐบุรุษ ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลของท่านอัจฉริยะบุรุษผู้นี้ ชื่อของท่านจะจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้บุกเบิกเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน อันนำประโยชน์คุณูประการมาสู่รัฐบาล ประชาชนของทั้งสองประเทศ ความทรงจำในคุณงามความดีของท่านจะอยู่ในหัวใจของเราตลอดไป


บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

สารจาก
นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย
ตีพิมพ์ครั้งแรกในจดหมายข่าว Transparency Thailand Newsletter
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ เดือนมิถุนายน ๒๕๔๔

ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของสังคมไทยในปัจจุบัน รากเหง้าของคอรัปชั่นได้แผ่ขยายและฝังลึกไปสู่สังคมทุกภูมิภาค บ่มเพาะและเพิ่มพูนปัญหาของชาติในทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

คอรัปชั่นส่งผลเสียต่อคนในสังคมทุก ๆ คน ไม่ว่าคนคนนั้น จะดีหรือเลว สุจริตหรือทุจริต คอรัปชั่นทำให้เกิดความอยุติธรรมขึ้นในสังคม เพราะในกระบวนการทุจริตนั้น กำลังมีคนถูกโกง ถูกเอาเปรียบ และได้รับความเดือดร้อน คอรัปชั่นทำให้การบริหารงานในภาครัฐ และภาคเอกชนไม่เป็นไปตามกติกา ประเทศชาติต้องสูญเสียรายได้ที่พึงมี ประชาชนผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระ และที่สำคัญ คอรัปชั่นทำให้เกิดความไม่แน่นอน สมาชิกในสังคมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ผู้คนเสื่อมศรัทธาในกติกาและกฎหมาย เกิดความขัดแย้งแตกแยกจนสังคมล้มเหลว และเมื่อสังคมใดล้มเหลว สังคมนั้นก็จะอยู่รอดต่อไปมิได้ และไร้ศักยภาพในการพัฒนา ผู้คนปราศจากความสุข ขาดคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้ง ๆ ที่ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมานานหลายสิบปีแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เพราะเรายังไม่มีการแก้ไขปัญหากันอย่างเป็นระบบ ในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขปัญหาแบบแยกส่วน มุ่งเน้นการปราบปราม แต่ละเลยการป้องกัน โดยเฉพาะการป้องกันการแก้ไขปัญหาด้วยมิติด้านค่านิยม วัฒนธรรม

ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นจึงแยกไม่ออกจากประเด็นเรื่องค่านิยม วัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักปฏิบัติด้านคุณธรรมและจริยธรรมของคนในสังคม ปัจจุบันค่านิยมของสังคมกำลังเปลี่ยนไปเนื่องจากสภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจและลัทธิบริโภคนิยมที่ส่งเสริมให้คนมีค่านิยมเห็นเงินตราเป็นพระเจ้า และเป็นที่มาของอำนาจ เกียรติยศ และชื่อเสียง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแยกแยะระหว่างอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรเลว และอะไรควรทำและไม่ควรทำ และเมื่อใดคนในสังคมเริ่มมีความเห็นว่า คอรัปชั่นเป็นวิถีหนึ่งของชีวิต และจำยอมว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เมื่อนั้นสังคมก็จะหมดอนาคต มีแต่ผุและพังต่อไป

การแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นด้วยจริยธรรมและค่านิยม จึงเป็นสิ่งจำเป็นต้องแก้ไขควบคู่กันไปในระยะยาว ด้วยการเสริมสร้างกลไกทางสังคมที่ทำให้คอรัปชั่นทำได้ยากและเสี่ยงมากขึ้นในทางสังคมและชื่อเสียงด้วยมาตรการต่อต้านทางสังคม (Social Sanction)

องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยพยายามดำเนินกิจกรรมเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของคนในสังคมต้องไม่อดทนและไม่จำยอมต่อการทุจริตคอรัปชั่น แต่ต้องอดทนและมุ่งมั่นในการมุ่งหน้าแก้ปัญหา ทั้งนี้การทำงานใหญ่ต้องใช้ความพยายาม และใช้เวลาเพื่อทุ่มเทอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยการประสานความร่วมมือรวมพลังจากทุกฝ่ายในสังคม

อานันท์ ปันยารชุน

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวปิด
วันนวัตกรรมแห่งประเทศไทย
ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๔


     เรียนท่านประธาน ท่านรองประธาน Mr. Kassum ท่านผู้มีเกียรติ และเจ้าของความคิดสร้างสรรค์ทั้งหลาย ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มากล่าวถึงความสำคัญของ งานในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อท่านที่ได้เข้ารอบสุดท้าย ซึ่งได้มาแสดงผลงาน ให้พวกเราได้รับชม ผมเข้าใจว่าพวกเราในที่นี้ รวมทั้งท่านที่เข้ารอบสุดท้ายคงอยากจะ ทราบว่าใครจะเป็นผู้ได้รับรางรางวัลชนะเลิศ ดังนั้น ผมจะพูดเพียงสั้นๆ เท่านั้น


     คนรุ่นหลานของพวกเราเป็นคนยุคเทคโนโลยียุคสารสนเทศโดยแท้ เป็นความหวังของผมว่า ศตวรรษที่ผ่านมาจะถูกจดจำ มิใช่ในฐานะช่วงเวลาแห่งวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นช่วงเวลาซึ่งเราได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า คนทั้งประเทศจะร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม และการปฏิรูปการปกครอง ซึ่งจะทำให้อำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของประชาชนตามสาระและหลักการของการปฏิรูปที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐

     รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นบทบัญญัติที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล เนื่องจากได้มอบอำนาจแก่ประชาชนด้วยกลไกที่แท้จริงทางการปกครอง - ด้วยสิทธิ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีผู้แทน - ในแบบที่มิเคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญ ๑๕ ฉบับที่ล้มเหลวมา

     ก่อนหน้านี้ ความแตกต่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กับฉบับก่อนๆ คือการถือเอาการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลักสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยประสบการณ์ และบทบัญญัติดังกล่าวนี้ จึงกล่าวได้ว่าเรากำลังก้าวสู่ศตวรรษแห่งความรู้ เข้าสู่ยุคแห่งนวัตกรรม


     ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ เราได้เห็นผลประโยชน์อันไพศาลของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ช่วยลดความยากจนทั่วโลก เด็กในประเทศบราซิลกำลังเรียนรู้ ประชาธิปไตยโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ ช่างฝีมือในอาฟริกาขายงานหัตถกรรมของเขาผ่านอินเตอร์เน็ต และการสาธารณสุขในประเทศอินเดียให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้นด้วยอุปกรณ์ที่ผู้ให้บริการสาธารณสุขสามารถพกพาไปได้ในชนบท ผู้คนทั่วโลกต่างใช้บริการสาธารณะของรัฐผ่านสายโทรศัพท์ บริษัทธุรกิจดูแลการลงมติของ ผู้ถือหุ้นผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เราได้เห็นแล้วว่าภาคธุรกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ในการประดิษฐ์คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อตลาดอย่าง รวดเร็ว ความคิดได้กลายเป็นเม็ดเงินตัวหนึ่งในทุกวันนี้


     ปัจจุบันคุณลักษณะของคนไทยหลายประการเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย แต่การเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ทางเทคโนโลยี ยังมิได้อยู่ในกลุ่มคุณลักษณะเหล่านั้น เรายังต้อง ทำงานอีกมาก ทั้งด้านการศึกษา การตระหนักถึงความสำคัญ และการเข้าพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของคนไทยทุกระดับ ซึ่งเราได้เริ่มทำงานในทิศทางนี้บ้างแล้ว ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ที่ได้ทรงช่วยเหลือชุมชนและโรงเรียนที่ยากจนหลายแห่งให้เข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ จากโครงการ มากมายได้ถูกเสนอเข้ามาในระยะอันสั้นนั้น อาจกล่าวได้ว่าภารกิจของพระองค์ท่านได้ช่วยสร้างความตระหนักดังกล่าว และอาจเป็นไปได้ว่า ชื่อเสียงของประเทศด้าน นวัตกรรม อาจดีขึ้นในไม่ช้า


     ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการเชื่อมโยงประชาชน ในการให้โอกาสทางเศรษฐกิจ ในการแลกเปลี่ยนความรู้อย่างรวดเร็วในการบันทึกภูมิปัญญาท้องถิ่น และในการให้บริการพื้นฐาน ได้ถูกอธิบายอย่างชัดเจนจากผลงานของบรรดาท่านที่เข้ารอบสุดท้ายในวันนี้ ชนบทของไทยเรานั้น มีจำนวนคนมากกว่าคนในเมือง เป็นอันมาก ซ้ำยังขาดแคลนอุปกรณ์เรื่องนี้มากกว่าคนที่อยู่ในเมือง โดยคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตทุก ๑๐ คนในประเทศไทยเรานั้นจะมีคนในชนบทเพียงคนเดียว นี่เป็นผลมาจาก ระบบตลาด ซึ่งเราจะต้องช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำดังกล่าว แต่เทคโนโลยีสารสนเทศก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน คนในสังคมของเราจำนวนมากเกรงว่าข้อมูลที่ไม่พึง ประสงค์จะเข้าถึงชุมชนชนบท ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมไทย มุมมองนี้มาจากสมมุติฐานที่ว่า ชนบทเป็นชุมชนในอุดมคติที่จะต้องถูกปกป้องจากความเปลี่ยนแปลง ทั้งหลาย แต่พวกเราทุกคนรู้กันดีอยู่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังปรัชญาทางพุทธศาสนาที่ว่า “สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมไม่เที่ยง และไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร” เหมือนกับปัญหาอื่นที่เราได้ประสบมาในอดีต เราจะแก้ปัญหานั้นได้ มิใช่ด้วยการหนีปัญหา แต่ด้วยการเผชิญอย่างมั่นใจ เปิดเผย และในฐานะของชุมชน เพื่อจะมั่นใจ ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะเกิดขึ้นในวิถีทางที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของเรา สำหรับผม วันนวัตกรรมเป็นก้าวย่างที่สำคัญ เพราะได้แสดงให้เห็นว่า ผู้คนจากทุก มิติของชีวิตสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเครือข่ายข้อมูลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตในชุมชนชนบท เพื่อให้สาระข้อมูลที่ถูกต้อง ที่มิได้เป็นการครอบงำ แต่เป็นการสร้างเสริมสิทธิและอำนาจของประชาชน ผมมีความยินดีที่รัฐบาลได้ตระหนักถึงความจำเป็นนี้ และธนาคารโลกที่ได้สนับสนุนความ พยายามของรัฐบาล


     ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ เราตั้งใจที่จะให้ประชาธิปไตยและสังคมของเราอยู่รอดและยั่งยืนด้วยหลักของความรู้ ธรรมาภิบาล และการสร้าง เสริมสิทธิ และอำนาจแก่ประชาชน ผมมีความยินดีที่จะกล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังก้าวสู่ศตวรรษแห่งความรู้ โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูล ข่าวสาร บนพื้นฐานอันเดียวกัน


     ในไม่ช้าเราจะประกาศชื่อผู้ชนะนักคิด นักประดิษฐ์ของชุมชนเหล่านี้ รางวัลชนะเลิศนั้นจะมอบให้แก่ผู้เข้ารอบสุดท้ายซึ่งโครงการที่เสนอมาได้ครอบคลุมองค์ประกอบ ของธรรมาภิบาล และการสร้างเสริมสิทธิและอำนาจของประชาชนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ ผมใคร่ขอขอบคุณ American Corporation in Thailand (ACT) ที่ได้มอบรางวัลให้ในชื่อของผม และผมใคร่ขอย้ำคำกล่าวของรองประธาน Mr. Kassam เมื่อเช้าอีกครั้ง “ผู้เข้ารอบทั้งหมดเป็นผู้ชนะ และผู้ชนะ ที่แท้จริงก็คือประเทศไทย” ผมขอแสดงความยินดีต่อท่านผู้เข้ารอบสุดท้ายทุกท่านที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิด และได้ช่วยเพิ่มพูนสิ่งที่มีคุณค่าให้แก่ประเทศของเรา


     สุดท้ายนี้ผมใคร่ขอประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัล อานันท์ ปันยารชุน สำหรับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศชนบท ได้แก่…

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

อานันท์ ปันยารชุน
มองโลกหลังวินาศกรรมสหรัฐ
'เศรษฐกิจโลกทรุดไป ๖ เดือนถึง ๑ ปี
สัมภาษณ์พิเศษ นายอานันท์ ปันยารชุน
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

  • อยากทราบความคิดเห็นต่อการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน

เรื่องก่อการร้ายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์เป็นเวลานานแล้ว และนิยามได้ยากว่าอะไรคือการก่อการร้าย ถึงกับมีคำพูดเปรียบเทียบว่าในแง่มุมมองมุมมองหนึ่ง ในสายตาของคนคนหนึ่ง หรือในสายตาของกลุ่มกลุ่มหนึ่ง ก็เป็นผู้ก่อการร้าย แต่ในสายตาของฝ่ายตรงกันข้าม กลับมองเป็นผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ปัญหานี้ก็ถกเถียงกันมานาน แล้วมันก็อยู่ในประวัติศาสตร์ ที่เราคุ้นเคยกันมา เช่น สมัยที่มีคำแถลงที่เราเรียกว่า คำประกาศ บัลโฟร์ (ค.ศ. ๑๙๑๗) ในอังกฤษ ซึ่งนำไปสู่การสถาปนารัฐอิสราเอล เพราะในประวัติศาสตร์คนยิวเป็นเชื้อชาติมากว่าสองพันปี เป็นเชื้อชาติที่อยู่ที่แถวตะวันออกกลาง และครั้งหนึ่งก็เคยอยู่อย่างสงบสุขกับพวกอิสลาม แต่เนื่องจากเรื่องของศาสนา เนื่องจากเรื่องอะไรต่างๆ ก็ปรากฏว่าคนยิวต้องลี้ภัยออกไปอยู่ทั่วโลก ทุกหนทุกแห่ง ไม่มีชาติของตัวเอง

คนยิวที่ไปอยู่ทั่วโลกแล้วยังไปมีฐานะดี เป็นคนฉลาด มีชื่อเสียงทั้งด้านการธนาคาร ทางด้านสื่อ การเมือง เพราะฉะนั้นจึงมีอิทธิพลมากหน่อย ดังนั้น ตอนที่จะไปสถาปนาอิสราเอลขึ้นมา คนยิวก็มีการตั้งแก๊งเหมือนกัน อย่างอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบกิน (นายเมนาเฮม เบกิน อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล)

อย่างที่อังกฤษเองก็เคยมีแก๊งที่อาจเรียกว่าผู้ก่อการร้ายได้เหมือนกัน ตอนที่อังกฤษครอบครองปาเลสไตน์อยู่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และคนยิวที่หนีภัยอื่นๆ จากแถวยุโรปตะวันตก ยุโรปตะวันออก ไปตั้งรกรากอยู่ที่ปัจจุบันเป็นของปาเลสไตน์ ก็มีการต่อสู้แบบกองโจรหรือผู้ก่อการร้ายเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นพวกผู้นำอิสราเอลในปัจจุบันหรือผู้นำปาเลสไตน์ปัจจุบัน ครั้งหนึ่งในชีวิตในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชาติของตัวเอง ก็ต้องใช้วิธีการของการก่อการร้าย

ในแอฟริกา ประชาชนลุกฮือขึ้นมาเพื่อที่จะกอบกู้อิสรภาพ ก็มีการก่อการร้าย

ปัจจุบันก็มีทั่วไปหมด ทั้งในอินเดีย ปากีสถาน ในแคชเมียร์ ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ อินโดนีเซีย แต่ที่มันแตกต่างไปก็คือว่าการก่อการร้ายวันที่ ๑๑ กันยายน ที่นิวยอร์กนั้น แตกต่างจากการก่อการร้ายในอดีตอยู่สอง-สามประการ

ประการแรกคือ ในอดีตเวลาก่อการร้าย จะมุ่งไปที่ว่าต้องการฆ่าคนนั้น ฆ่าคนนี้

ประการที่สองคือต้องการทำให้ทรัพย์สินหรือวัตถุที่ตัวเองต้องการให้เสียหาย โดยจะมีจุดประสงค์ที่ค่อนข้างจะแคบ มีวงจำกัด และรู้ว่าต้องการฆ่าใคร ประหารใคร ต้องการทำลายวัตถุอะไร ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง สถานีตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นร้านสรรพสินค้า หรืออะไรก็แล้วแต่ และอยู่ในวงจำกัด

ประการที่สามคือ ช่วยให้การต่อรองในการเจรจาในขั้นต่อไปนั้น ตัวเองอยู่ในฐานะที่ดีขึ้น

แต่การก่อการร้ายที่นิวยอร์กนั้น เป้าหมายไม่มีใคร จะบอกว่าเป้าหมายคือต้องการฆ่าคนเป็นหมื่นๆ แต่ก็เป็นคนหมื่นแสนที่ตัวเองไม่รู้จัก คนเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนในการเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ไม่เหมือนกับการก่อการร้ายต่อฝ่ายตรงกันข้ามโดยตรง จะบอกว่าเป็นการก่อการร้ายต่อคนอเมริกันก็ไม่ถูก เพราะว่าชาติอื่นมีเยอะแยะ เพราะรู้ว่ามีคนชาติอื่นทำงานอยู่เยอะแยะ

เพราะฉะนั้นเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่จำนวน ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล ไม่ได้อยู่ที่ตัวเชื้อชาติ อันที่สองเป้าหมายเรื่องของวัตถุ สถานที่ ก็ไม่ใช่ ตึกเวิลด์เทรดฯมันไม่ได้ทำอะไร มันไม่ใช่สถานีตำรวจ ไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์ หรือแม้แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือเพนตากอน ก็อาจมีลักษณะใกล้กับเป็นจุดยุทธศาสตร์มากขึ้น แต่มันก็ไม่ใช่

เพราะฉะนั้นในเมื่อจำนวนก็ไม่ใช่ ตัวบุคคลก็ไม่ใช่ สถานที่ก็ไม่ใช่ แล้วอะไร

อันนี้สำคัญ อะไรก็คือว่า เป็นการทำลายสัญลักษณ์บางอย่าง เป้าหมายก็คือ สัญลักษณ์ของอเมริกา กับสัญลักษณ์ของระบบที่ฝ่ายก่อการร้ายมีความรู้สึกว่าเป็นปฏิปักษ์และประหัตประหารตัว สัญลักษณ์อันแรกก็คือว่า นิวยอร์ก ถือว่าเกือบจะเป็นเมืองหลวงของโลก โดยเฉพาะในแง่ของระบบการเงิน และระบบการเงินนี้ มันมีอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ดีๆ ด้านหนึ่งอาจเรียกว่า ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีต ที่มีชื่อเสียงกิตติศัพท์ของการเป็นถนนการเงิน ถนนธุรกิจการเงินที่เป็นที่รู้กันทั่วโลก และยังเป็นเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่จะต้องมีบริษัทธุรกิจการเงิน ธุรกิจการค้าอยู่ในตึกมากมาย เป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยของอเมริกัน ของนิวยอร์ก ต้องเรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม

ถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้ว ระบบทุนนิยมใครเป็นผู้เกื้อกูล ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์มาก ก็เผอิญชนชาติยิวซึ่งมีความเก่งกาจทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการเงิน หรือธุรกิจการค้า เพราะฉะนั้นก็เกิดจากความคิดที่ว่าระบบทุนนิยมนั้น ๑.เป็นระบบของสหรัฐอเมริกา ที่อเมริกาเผยแพร่จะให้ไปทั่วโลก ๒.นำความร่ำรวยมั่งคั่งมาสู่อเมริกาและมาสู่คนยิว และ ๓.ระบบทุนนิยมนี้ สภาวะปัจจุบันคือทุนนิยมบวกกับระบบโลกาภิวัตน์แล้ว ในแง่มุมมองของฝ่ายหนึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อกลุ่มที่คัดค้าน

ส่วนที่เพนตากอนก็เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางทหารของอเมริกา ในการวางแผนคราวนี้นั้น ผมมองว่าการทำลายสัญลักษณ์นี้ ถือว่าเป็นลักษณะการวางแผนที่ต้องการทำร้ายจิตใจของประชาชนคนอเมริกันมากที่สุด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าอเมริกาไม่สามารถที่จะป้องกันตัวเองได้ ไม่ว่าจะมีกำลังทหาร ไม่ว่าจะมีกำลังทางการเงิน ไม่ว่าจะมีกำลังในทุกๆ อย่างในโลกนี้ และตัวเองก็อยู่ในฐานะที่ล่อแหลมต่อการถูกโจมตีเช่นเดียวกัน

สิ่งเหล่านี้ทำให้การก่อการร้ายเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน มันแตกต่างกับการก่อการร้ายในอดีตหรือในประวัติศาสตร์

  • เป็นจุดเริ่มต้นของการปะทะกันระหว่าง ๒ อารยธรรมหรือไม่
    ไม่ แต่ถ้าหากทำอะไรไม่รอบคอบ ถ้าเป็นการตอบโต้โดยความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท ความอาฆาต อย่างนั้นอาจจะนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างอารยธรรมสองอารยธรรมได้

แต่เราต้องเข้าใจว่าระหว่าง ๓-๔ วันแรกนั้น ประธานาธิบดีบุชไม่มีทางเลือกทางใดทางหนึ่ง เพราะประชาชนเสียขวัญแล้ว ขวัญแตกกระจุยแล้ว เพราะฉะนั้นมีอยู่ทางเดียวทางด้านจิตวิทยาคือการทำให้ประชาชนมีขวัญดีขึ้นมาใหม่ หรือตั้งสติได้ ก็คือต้องพูด ต้องทำ ปลุกกำลังใจอย่างเดียว เหมือนกับเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ตอนนั้นประชาชนหมดหวัง ประชาชนไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น และคนอเมริกาไม่เคยถูกโจมตีอย่างนี้เลย เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ก็เป็นการโจมตีฐานทัพเรือ มาโจมตีเรือรบที่จอดอยู่ในลำน้ำ อันนั้นเป็นการทำสงครามแบบธรรมดา มีเป้าหมายที่ชัดเจน ขณะเดียวกันก็มีผลพลอยได้ที่จะทำให้คนอเมริกันหวั่นไหวและสั่นสะเทือนในแง่ของจิตใจมาก แต่กว่าจะรู้ก็เหตุการณ์เลยมาแล้ว ๓ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง หรือเห็นอีกทีก็หน้าหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้น

แต่คราวนี้เป็นครั้งแรกที่เห็นเลยว่าเครื่องบินชน เพราะฉะนั้นความสั่นสะเทือนใจก็มีมาก บุชก็ต้องออกมาในเรื่องของการแก้แค้น เรื่องของการดำเนินการต่างๆ ที่จะเอาผิดกับพวกนี้ แต่เราจะเห็นได้ว่าแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์นั้น ถ้อยคำของบุชก็อ่อนลง อ่อนลง สี่ห้าวันแรกก็จะพูดถึงแต่เรื่องการแก้แค้น การตอบโต้ ว่าจะต้องนำตัวมาลงโทษให้ได้ วันต่อๆ มาก็พูดถึงเรื่องของความยุติธรรม

ลักษณะของผู้นำเขาเก่ง เขาสามารถจับชีพจรของคนได้ เขารู้ว่าขณะนั้นคนต้องการอะไร ชีพจรของคนมันเต้นไม่เหมือนกัน สามสี่วันหลังจาก ๑๑ กันยายนเต้นอีกอย่าง พอมาเริ่มตั้งสติได้ก็เต้นอีกอย่าง อีกสองอาทิตย์ สามอาทิตย์ให้หลังก็เต้นอีกอย่าง เพราะฉะนั้นผู้นำของสหรัฐอเมริกาก็จับชีพจร

สี่ห้าวันแรกก็ออกมาแรง เพื่อให้ขวัญที่หายไปกลับคืนมา พอเริ่มตั้งสติได้ ก็เริ่มใช้เหตุผลมากขึ้น ว่าไม่ใช่เรื่องของการแก้แค้นพยาบาท แต่เป็นเรื่องของการต้องนำความยุติธรรมกลับคืนสู่โลก โดยว่าสงครามครั้งนี้ไม่ใช่สงครามที่ทำกันแบบในอดีต ไม่ใช่สงครามที่ดูในทีวีแล้วเห็นชัดว่ามีการโจมตีทางอากาศที่โคโซโวเป็นอย่างไร โจมตีอิรักเป็นอย่างไร มีกองทัพบกเข้าไป

ที่ใช้คำว่า war นั้น จริงๆ แล้วไม่ได้หมายความว่าสงครามอย่างเดียว อย่างในอดีตที่เคยใช้คำว่า war of property ประกาศสงครามกับความจน หรือ war on drugs ประกาศสงครามกับยาเสพติด แต่เผอิญคำว่า war ภาษาไทยแปลว่าสงคราม พอมาใช้คำว่าสงคราม คนไทยก็เลยหวั่นไหวไปด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้ว war ในที่นี้เป็นเพียงการประกาศการต่อสู้ การต่อสู้กับความไม่ดี ความร้ายเหล่านี้ ทั้งด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเงิน ด้านการทูต ด้านการข่าวทุกอย่าง ส่วนการระดมพลนั้น เป็นลักษณะที่เรียกว่าเป็นการข่มขวัญมากกว่า

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าตัวผู้นำของเขาสามารถจับชีพจรความรู้สึกของคนได้ ตอนที่ฟังข่าวว่า ทางยุโรปก็เตือนสติแล้ว อิสลามก็เตือนสติแล้วว่าอย่าทำอะไรผลุนผลัน อย่าทำอะไรโฉ่งฉ่างเกินไป มิฉะนั้นจะนำไปสู่ข้อยุติที่ว่าเป็นสงครามระหว่างอารยธรรม

ตอนนี้บุชออกมาพูดแล้วว่า ไม่ใช่บิน ลาเดน คนเดียว แต่รวมถึงเครือข่ายของบิน ลาเดน ด้วย หมดจากนี้แล้วก็มีเครือข่ายอื่นๆ ด้วย

ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่าทุกรัฐบาลทุกประเทศที่ให้การสนับสนุนการปราบปรามผู้ก่อการร้ายนั้น เขาก็มีปัญหากันทั้งนั้น อังกฤษก็มีปัญหาเรื่องการก่อการร้ายของพวกไอร์แลนด์ ฝรั่งเศสก็มีปัญหาการก่อการร้ายของพวกแอลจีเรีย อียิปต์ก็มีปัญหา ซาอุฯ จีน รัสเซียก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นเมื่อทุกคนพอพูดเรื่องการก่อการร้าย นอกเหนือจากวันที่ ๑๑ กันยายนแล้ว ทุกคนก็มีปัญหา อินเดียก็มี ปากีสถานก็มี เพราะฉะนั้นทุกประเทศมีหมด ดังนั้นเวลาพูดว่าเปิดฉากการต่อสู้กับการก่อการร้าย ตัวตั้งที่ทุกคนรับได้ก็อาจจะเป็นวันที่ ๑๑ กันยายนที่นิวยอร์ก แต่เสร็จแล้วทุกคนก็มีระเบียบวาระเป็นของตัวเอง

ทรรศนะต่อคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ แห่งอังกฤษ
ผมว่าเป็นลักษณะของ(การทำ) สงครามที่ผมไม่อยากใช้คำว่าสงครามจิตวิทยา แต่เป็นสงครามที่มันต้องเริ่มด้วยการขู่กันทางคำพูด ด้วยการวางยุทธศาสตร์ว่าการพูดแนวนี้แนวนี้ ต้องการให้เกิดผลอะไรขึ้น อย่างเช่นตอนแรกออกมาบอกว่า รัฐบาลทาลิบันต้องยอมส่งตัวบิน ลาเดน ออกมา พอปากีสถานเข้าไปหา บอกว่าอเมริกาไม่ยอมแน่ หากไม่ยอมส่งตัวก็จะถูกโจมตีแน่ อย่าไปคิดว่าเจรจาได้ ทาลิบันก็ออกมาบอกว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่า บิน ลาเดน อยู่ที่ไหน แต่พอทั้งอเมริกัน ทั้งอังกฤษ ทั้งนาโต้ ทั้งอียูพูดมากขึ้น ได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ มากขึ้น ทางทาลิบันก็ออกมาบอกว่ารู้ว่าบิน ลาเดน ตอนนี้อยู่ที่อัฟกานิสถาน อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของเขา แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยที่อยู่ได้ เพื่อความปลอดภัยของบิน ลาเดน ฝ่ายหนึ่งก็ลดลง อีกฝ่ายก็ขึ้นเสียงมากขึ้น เหมือนมวยไทยที่เรียกว่าต้องมีการดูท่าทีก่อนที่จะลงมือชก ขณะนี้ก็เรียกว่าอยู่ในระยะนั้นเท่านั้น ถ้าหากเห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังขวัญเสีย อีกฝ่ายหนึ่งชักจะเสียเปรียบ ถึงจะจู่โจม แต่บุชเองก็ออกมาบอกแล้วว่าจะไม่ใช่เป็นการบอมบ์ แต่เป็นการส่งคอมมานโดเข้าไปโจมตีเป็นจุดๆ ไป หรือช่วยเหลือฝ่ายพันธมิตรฝ่ายเหนือ และย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นสงครามที่ใช้เวลายาวนานมาก ก็เหมือนกับสงครามการต่อสู้กับความจนหรือสงครามต่อสู้กับยาเสพติด ที่ไม่มีวันจบ เพราะแต่ละประเทศก็มีปัญหาของตัวเอง แต่ประเด็นสำคัญคือเราต้องเรียนรู้ว่า ทำไมพวกนี้ถึงต้องยอมตายเพื่ออุดมการณ์บางอย่าง หรือเพื่อแสวงหาสิ่งที่ตัวเองต้องการบางอย่าง แม้แต่อเมริกาเองก็ต้องนั่งคิดว่า ทำไมถึงเอาชนะสงครามเวียดนามไม่ได้ ทั้งๆ ที่อำนาจทางทหารมากกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า ทำไมคนเวียดนามถึงไม่ยอมโงหัว

อังกฤษก็ต้องคิดว่าทำไมไอริชถึงไม่ยอมโงหัว รัสเซียก็ต้องคิดว่าทำไมเชชเนียถึงไม่ยอมโงหัว หลายประเทศก็ต้องคิดเรื่องนี้ ถ้าไม่ถึงข้อยุติที่ว่า เขาไม่ยอมโงหัวเพราะ ๑.เขามีอุดมการณ์ที่ลึกซึ้ง ซึ่งเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ๒.เขารู้สึกว่าเขาไม่มีทางออก ทางอื่นแล้ว งั้นตายเขาก็ไม่ว่า คนเวียดนามก็ยอมตาย คนอิสราเอลก็ยอมตาย คนปาเลสไตน์ก็ยอมตาย ต่างคนต่างมีความทุกข์ทรมานใจในชีวิตของตัวเองอย่างสุดยอดแล้ว ไม่สามารถรับอะไรได้แล้ว แม้แต่ตายก็ไม่ว่า แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร

มีการตั้งข้อสังเกตว่าสลัดอากาศที่ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่คนที่ถูกกดขี่
คนพวกนี้เขารู้สึกว่าเขาสงสารคนที่ถูกกดขี่ เป็นพวกมีอุดมการณ์ ไม่ใช่ว่าพวกนี้ถูกหรือผิด แต่วิเคราะห์ว่า ต้นปัญหาหรือรากเหง้าของปัญหาอยู่ที่ไหน

ทางออกเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม ควรมีการปฏิบัติการทางทหารหรือไม่
ถ้าจะเป็นการปฏิบัติการทางทหาร ก็ควรเป็นปฏิบัติการที่มีขอบเขต เฉพาะเป้าหมายจำกัด เพราะว่าอเมริการู้ดีว่าจะไปบอมบ์อย่างเวียดนาม โคโซโว หรืออิรัก ถ้าไปบอมบ์อัฟกานิสถานนั้น พื้นที่ของอัฟกานิสถานนั้นเข้าข้างคนในประเทศที่จะต่อสู้ อย่าลืม อังกฤษแพ้ไม่สามารถเอาชนะอัฟกานิสถานได้ถึงสองครั้งในประวัติศาสตร์ เมื่อสิบปีที่แล้ว รัสเซียก็เข้าไป แต่ก็พ่ายแพ้กลับมา สถานะพื้นที่อำนวยความสะดวกให้กับคนในดินแดนอย่างมาก มีทหารนายพลรัสเซียคนหนึ่งบอกว่าเคยไปรบให้รัสเซียที่อัฟกานิสถาน เขาบอกว่าอัฟกานิสถานคล้ายกับว่าพระเจ้ารวบรวมหินก้อนใหญ่เล็กทั้งหลายในโลกแล้วนำมาทิ้งไว้ที่อัฟกานิสถาน

นอกจากสงครามด้านกำลังทหาร สหรัฐเองยังใช้กลไกทุกอย่าง ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองบีบทุกประเทศ ทั้งที่ประเทศที่ให้ความร่วมมือยังไม่เคยมีหลักฐาน และไม่มีกระบวนการตามหลักสากล
ผมไม่รู้รายละเอียด แต่สหประชาชาติซึ่งกำลังประชุมอยู่ขณะนี้ สหประชาชาติก็มีการพิจารณายกปัญหาเรื่องก่อการร้ายมานานแล้ว ปัจจุบันมีสนธิสัญญาหรือมีความตกลงทั้ง ๑๒ สัญญาแล้ว ที่พยายามจะให้ประเทศภาคีลงนามและสัตยาบัน แล้วนำไปปฏิบัติ ขณะนี้อเมริกาเองคนส่วนใหญ่ก็บอกว่าจะทำอะไรก็ต้องอิงกับสหประชาชาติด้วย ผมว่าอเมริกาเองก็ต้องระวัง การที่เขาจะทำอะไร เขาอย่าไปตกหลุมพรางที่ว่าสิ่งที่เขาทำมันเกินขอบเขตไปจนกระทั่งสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่เขาอยากจะปราบ สมมุติคุณไปว่าคนคนหนึ่งว่าทำไม่ถูก แต่การที่จะจับคนคนนี้เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม เราต้องไม่ทำในสิ่งที่เขาได้ทำไปแล้ว อย่างนั้นก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับได้

ไทยจำเป็นต้องปรับนโยบายประเทศบางส่วนหรือไม่
ผมว่าไม่ต้อง ก็พูดไปสิ เราเข้าร่วมในการต่อสู้การก่อการร้าย เราจะร่วมมือกับสหประชาชาติ ผมไม่รู้ว่าเราลงนามในสนธิสัญญาหรืออะไร อะไรก็ตามอิงกับสหประชาชาติไว้ เราไม่ได้อิงกับอเมริกา ขณะนี้อเมริกาก็พยายามอิงกับสหประชาชาติเหมือนกัน

ถ้ามีการโจมตี ขอใช้สนามบิน
ไม่ต้องไปตอบอะไร คนเราสามารถตอบได้น้อยหน่อยจะดีกว่านี้ ไปตอบในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ไปตอบในสิ่งที่ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ เท่ากับเป็นการขุดหลุมให้ตัวเองสิ่งอะไรที่ยังไม่เกิดขึ้นไปตอบทำไม แต่ในสถานะปัจจุบันรู้สึกว่าประเด็นที่เคยพูดกันว่าเขาจะมาขอสนามบินใช้นั้น ผมว่าไม่มีแล้ว เพราะว่ากรณีนั้นต้องเป็นการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วง ซึ่งขณะนี้ก็คงไม่เป็นอย่างนั้น ส่วนการขอความร่วมมือในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายหรือการมีมาตรการด้านการเงิน การธนาคาร การฟอกเงิน มาตรการทางด้านตรวจตราดูแลคนเข้าคนออกประเทศให้มากขึ้น ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องทำอยู่แล้ว

ที่ต้องระวังคือ โทรทัศน์ไทยกับวิทยุไทยและหนังสือพิมพ์ไทย พอขึ้นชื่อว่าข่าวต่างประเทศแล้วก็เอาข่าวของฝรั่งมาลงทั้งดุ้น ประชาชนคนไทยก็เกิดความหวั่นไหว เกิดความกลัวเกรงไปพอๆ กับคนที่นิวยอร์ก ทั้งที่ไม่ได้เกิดที่เมืองไทย บางครั้งเราต้องตั้งสติอย่าไปให้ความสนใจมากเกินไป

เหตุการณ์ครั้งนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากน้อยแค่ไหน
มีแน่นอน ๖ เดือน ถึง ๑ ปี นี่ เศรษฐกิจโลกทรุด ที่จริงมันก็เริ่มทรุดอยู่แล้ว แต่พอเจออันนี้ก็ยิ่งทรุด วันนี้กรีนสแปน (นายอลัน กรีนสแปน ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาหรือเฟด) ก็ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอีก เป็นครั้งที่ ๙ แล้ว แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเท่าไหร่

การตรวจสอบบัญชีผู้ก่อการร้าย จะมีผลต่อการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศหรือไม่
ไม่น่าจะกระทบ คนที่บริสุทธิ์ก็ไม่ต้องไปกลัวสิ่งเหล่านี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

 
บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

วิพากษ์รัฐบาลเลิก ‘วิสัยทัศน์ฝันหวาน’
‘อานันท์’ ฟันธง ศก. ไทยฟุบ ๕ ปี
วิสัยทัศน์ต้องอยู่ในกรอบความจริง ไม่ใช่มองแต่สิ่งที่อยากเห็น หรือเข้าข้างตัวเอง      

“อานันท์” ระบุ วินาศกรรมสหรัฐทำเศรษฐกิจไทยทรุดนาน ๕ ปีถึงจะฟื้น แนะรัฐบาลต้องทำการบ้านมากขึ้น เลิกนิสัย “วิสัยทัศน์ฝันหวาน” ยอมรับความจริง รับฟังมากขึ้น หวังผลประโยชน์ทางการเมืองให้น้อยลง ตีกันการเมืองแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่ถอยหลังเข้าคลอง อัดสื่ออยู่ภายใต้อุ้งมือรัฐบาลและกองทัพ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “เมืองไทยในทัศนะของอานันท์” จัดโดยศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ ๔๒ และหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชนรุ่นที่ ๑๒ ว่า     ภายหลังจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐเมื่อวันที่ ๑๑ ก.ย. ที่ผ่านมา จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและไม่สามารถฟื้นตัวได้ภายใน ๔-๕ ปีนี้     ดังนั้นใครที่คิดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นภายใน ๑-๒ ปี คงต้องผิดหวัง แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่รัฐบาลจะมียุทธศาสตร์อย่างไรในการแก้ปัญหา     โดยตนคิดว่ารัฐบาลต้องทำการบ้านมากกว่านี้ ต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง และรับฟังมากกว่านี้ รวมถึงต้องคิดให้มาก และหวังประโยชน์ทางการเมืองให้น้อยกว่านี้      “วิสัยทัศน์ต้องอยู่ในกรอบของความเป็นจริงไม่เช่นนั้นวิสัยทัศน์จะกลายเป็นฝันหวาน สถานการณ์ที่แท้จริง จะต้องรับทราบและรับรู้อยู่ตลอด ไม่ใช่มองแต่สิ่งที่เราอยากเห็นหรืออยากให้เป็น มองรูปการณ์แล้วเข้าข้างตัวเอง” นายอานันท์กล่าว

  • เชื่อบึ้มสหรัฐทำส่งออกไทยลำบากหนัก
     เขาเห็นว่าสงครามที่เกิดขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยเร็วและแรงมากขึ้น ลุกลามไปถึงญี่ปุ่น สิงคโปร์และไต้หวัน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทย ยุทธศาสตร์ของไทยที่เคยพึ่งพาการส่งออกจะยากลำบากมากขึ้น เมื่อตลาดใหญ่กำลังซื้อลด ยกเว้นประเทศจีนที่กระทบน้อยที่สุด ดังนั้นยุทธศาสตร์การส่งออกต้องถูกปรับปรุงโดยการเพ่งเล็งเฉพาะอุตสาหกรรมที่เรามีความได้เปรียบ
  • ปัญหาส่วนใหญ่ผลผลิตอุตสาหกรรมส่วนเกิน
     นายอานันท์ กล่าวว่ารัฐบาลที่ผ่านมาพยายามทำให้เกิดบรรษัทภิบาลในภาคอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบริษัทเหล่านี้ ที่เคยประสบภาวะวิกฤติจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ระบบสินเชื่อของไทยพังอย่างละเอียด ทั้งสินเชื่อที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีกำลังการผลิตส่วนเกินจำนวนมาก     ตัวอย่างเช่น เหล็กเส้น ความต้องการในประเทศ ๑๘ ล้านตัน แต่กำลังการผลิตสูงถึง ๕๐ ล้านตัน กระดาษ ความต้องการ ๔ แสนตัน กำลังการผลิตสูงถึง ๑ ล้านตัน เม็ดพลาสติก ความต้องการ ๑ ล้านตัน แต่ผลิตได้ถึง ๒ ล้านตัน รัฐบาลต้องมาคิดว่าผลผลิตส่วนเกินเหล่านี้ จะส่งออกได้อย่างไร ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกถดถอยเช่นนี้     ในส่วนของภาคธนาคารก็ไม่ใช่ที่พึ่งพิงของภาคอุตสาหกรรม เพราะธนาคารกำลังคิด และทำอย่างเงียบ ๆ ไม่ให้ประชาชนนำเงินมาฝาก เพราะเขาปล่อยกู้ไม่ได้ โครงการใหม่ ๆ ก็ไม่มี เงินลงทุนใหม่ก็มีน้อย ตอนนี้จึงมีแต่เงินออมจึงไม่มีเงินลงทุน แม้จะพยายามปรับโครงสร้างหนี้แต่เป็นแค่การเลื่อนเวลาลดดอกเบี้ย และแฮร์คัท ไม่ใช่การปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างแท้จริง     ดังนั้นในแต่ละภาคอุตสาหกรรมทั้งซีเมนต์ เหล็ก กระดาษและอื่น ๆ ควรปรับโครงสร้างเป็นรายสาขา ไม่ใช่ปรับโครสร้างแค่การเงิน หรือหนี้สินเพียงอย่างเดียว เนื่องจากพายุของโลกาภิวัตน์กำลังโหมเข้ามาอย่างไม่มีขอบเขต จึงต้องพยายามสร้างผลเสียให้น้อยกว่าเดิม     นอกจากนี้ ภาคธุรกิจต้องมีการรวมกิจการกัน ส่วนภาครัฐบาลต้องสร้างแรงจูงใจให้คนชั้นกลางและคนรวย ที่ฝากเงินไว้กับธนาคารไปลงทุนในกลไกอื่น หรือสถาบันอื่นแทนที่จะฝากธนาคารกินดอกเบี้ยเพียง ๒% อาจไปซื้อพันธบัตรประกันภัย กองทุนบำเหน็จบำนาญ โดยรัฐบาลต้องมีแรงจูงใจมากกว่านี้
  • เชื่อ รธน. ฉบับนี้ดีที่สุดในโลก
     ส่วนด้านการเมืองรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ครบ ๔ ปี วันที่ ๑๑ ต.ค. ที่ผ่านมา และในปีหน้าจะครบ ๕ ปี ซึ่งต้องมีการแก้ไข แต่ตนยืนยันว่าการแก้ต้องไม่ถอยหลังเข้าคลองหรือกลับไปหาการเมืองแบบ ๗-๘ ปีที่แล้ว เพราะองค์กรระหว่างประเทศบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นหนึ่งในฉบับที่ดีที่สุดในโลกในขณะนี้ จุดบกพร่องมีอยู่แต่ไม่ใช่อยู่ที่โครงสร้าง เป็นปัญหาเรื่องถ้อยคำและแนวทางการปฏิบัติขององค์กรอิสระที่มีปัญหาในกระบวนการสรรหา     กระบวนการสรรหามาจาก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ยกร่างไม่ใช่สภาร่างรัฐธรรมนูญ และ ส.ส. เหล่านี้มาจากการเมืองระบบเก่า แต่เขากลับต้องมาเขียนโครงสร้างใหม่ จึงไม่อยากบอกว่า ส.ส. เหล่านี้เป็นจำเลย ดังนั้นถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ ต้องแก้ที่ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญมากที่สุด
  • อัดสื่ออยู่ใต้อาณัติรัฐบาล-กองทัพ
     นอกจากนั้น สิ่งที่นายอานันท์เป็นห่วงก็คือ แม้กองทัพจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว แต่ยังไม่ทิ้งเวทีการทำธุรกิจ รัฐธรรมนูญใหม่มีมาตราส่งเสริมเสรีภาพของสื่อ แต่สื่อปัจจุบันยังอยู่ภายใต้รัฐบาลและกองทัพ ควรจะต้องลดลงในระดับใดได้หรือไม่ คลื่นความถี่ที่อยู่ในอาณัติของรัฐบาลและกองทัพจะทำอย่างไรในอนาคต     กระบวนการปฏิรูปการเมืองจำเป็นต้องอาศัยสื่อที่เป็นอิสระในการเสนอข่าวตามข้อเท็จจริงมากกว่านี้ ตนเชื่อว่าปัญหานี้มีทางออก แต่ต้องเปลี่ยนปรัชญาความคิดของทั้งสองฝ่ายให้คล้ายคลึงกัน “การทุบหม้อข้าวโดยฉับพลันคงทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยควรมีจุดเริ่มต้น” นายอานันท์ย้ำ     รัฐธรรมนูญ ๑๕ ฉบับที่ผ่านมา เขียนโดยผู้มีอำนาจ แต่เมื่อ ๔ ปีก่อนเขียนโดยคนสามัญทำให้เกิดการตื่นตัว เพราะพลเรือนรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กระทั่งนักการเมืองบางคนที่คัดค้าน ยังต้องยอมจำนน แต่ตนกลัวว่าเป็นเพียงการซื้อเวลา ไม่ได้เปลี่ยนจิตใจเดิม เพราะรัฐธรรมนูญนี้ทำให้เขาเสียประโยชน์ ทำให้คอรัปชั่นยากขึ้น
  • ชี้เหตุการณ์เดือนตุลาบทเรียนสำคัญ
     ส่วนเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๔ ต.ค. ๒๕๑๖ และ ๖ ต.ค. ๒๕๑๙ คือจุดเริ่มต้นจุดพลิกผันของประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะ ๖ ต.ค. ๒๕๑๙ เป็นเหตุการณ์ที่สยดสยองและตนจะไม่มีวันลืม แต่เราต้องถามตัวเองว่าไม่ลืมเพราะอะไร     ส่วนตนไม่ลืมแต่ก็ไม่ใช่เพื่อการล้างแค้นหรืออาฆาตพยาบาท แต่ไม่ลืมเพราะถือเป็นประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของชาติไทย หากวิเคราะห์ให้ดีเราจะได้บทเรียน และเห็นความคิดอ่านของคนไทยบางกลุ่มอำนาจรัฐ ที่ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจโดยใช้วิธีทำลายกลุ่มคนหัวก้าวหน้า คนไทยต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันเสาร์ที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔
บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำแปล

บทความภาษาอังกฤษ ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ และ เดอะ เนชั่น
ฉบับวันที่ 25 พฤษภาคม 2553

“อนาคตร่วมกัน”
อานันท์ ปันยารชุน

     ผมเชื่อมาตลอดว่าบทพิสูจน์ธาตุแท้ของแต่ละคนคือดูว่าเขาสามารถรับมือและฟันฝ่าอุปสรรคความยากลำบากไปได้อย่างไร

     ผลพวงจากเหตุการณ์น่าสลดใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะพิสูจน์กับตัวเองและชาวโลกให้เห็นถึงธาตุแท้ของคนไทยที่มีความเข้มแข็ง มีความมุ่งมั่นที่จะได้มาซึ่งความเป็นธรรม การส่งเสริมความปรองดองแห่งชาติ และการสร้างสรรค์สังคมที่รวมทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

     ในความเป็นชาติ เราได้วนเวียนในวังวนแห่งความโกลาหลและสับสนวุ่นวายมานาน บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันหายใจลึกๆ และเรียกสติกลับคืนมา ให้มีความสมดุลและความพอดี ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับมาเน้นและส่งเสริมค่านิยมไทยที่สั่งสมมาแต่ช้านาน ค่านิยมที่ว่านี้คือ ความอดทนอดกลั้น การยึดทางสายกลาง และความเมตตากรุณา ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมประจำชาติของเราทั้งสิ้น

     เราควรหยุดชี้นิ้วกล่าวหากันอย่างไม่มีสติ การโยนความผิดใส่กันอย่างที่กำลังนิยมทำกันในขณะนี้ การมีอารมณ์อกุศลเช่นความโกรธแค้นและเกลียดชังมีแต่ความหายนะ เราจะต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้และเหนือสิ่งอื่นใดคือ แสวงหาความจริงให้ได้ การสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการดำเนินการตามครรลองของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา จะต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจังนับแต่นี้ไป

     นอกจากนั้น เรายังจำเป็นต้องเร่งกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติและสันติภาพที่ยั่งยืน คนไทยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาร่วมพูดคุยหารือกันโดยยอมรับและเคารพในจุดแตกต่าง ความสนใจ และค่านิยมของกันและกัน การยอมรับกันและการสำนึกผิด ของทุกฝ่ายสามารถนำไปสู่การให้อภัย ซึ่งเป็นกุญแจที่แท้จริงที่นำไปสู่การเยียวยาจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทุกคน

     เราจำต้องพยายามรีบปิดช่องว่างทางสังคมที่นับวันมีแต่ลึกและกว้างขึ้นทุกที โดยต้องมุ่งแก้ไขความยากจนในโครงสร้าง การกีดกันทางสังคม และความไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าเราจะมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่พอใจของผู้ประท้วงจำนวนไม่น้อยมีน้ำหนัก เราจึงต้องเร่งกำหนดมาตรการให้ครบถ้วนเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ต่อไปนี้ (1) ความไม่สมดุลของการกระจายรายได้ (2) ความสามารถที่ถูกลิดรอน และ (3) ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงและโอกา

     หากเราเพิกเฉย ไม่ยอมรับ ไม่แก้ไขข้อร้องเรียนเหล่านี้ บาดแผลที่กรีดลึกจากความรุนแรงในประวัติศาสตร์ไทยบทนี้ก็จะกลายเป็นแผลเปื่อยเน่า ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างแห่งความแปลกแยกกลายเป็นหุบเหวที่กว้างขึ้นกว่าเดิมอันจะนำไปสู่ความโกลาหลและความรุนแรงต่อไปอีก

     ประเทศของเราได้สูญเสียมากมายในครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในห้วงที่สำคัญยิ่งของกระบวนการพัฒนาประเทศ  ถ้าหากในอนาคตเรามองย้อนหลังไป ก็อาจมองว่าการที่พี่น้องที่ยากจนในชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองมากขึ้นนับเป็นก้าวที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับรู้ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมและรับฟังเสียงของกลุ่มสังคมเหล่านี้ ไม่ว่าในกระบวนการเลือกตั้งหรือกระบวนการตัดสินใจอื่นๆ

     ในความเป็นชาติ  เราได้ก้าวมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว  การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคตของประเทศชาติ และต้องมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์  

     ขอให้เราจงมาร่วมกันแปรวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาส เพื่อที่จะสร้างฉันทามติใหม่ทางการเมือง ให้มี “วาระของประชาชน”  เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่รวมทุกหมู่เหล่า สังคมที่มีความเท่าเทียมกัน  และสังคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับคนไทยทุกคน

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ใน ๔ ปีที่ผ่านมา
๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๔


ท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ท่านประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ท่านประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ท่านอดีตประธานรัฐสภา

ท่านอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

และท่านผู้มีเกียรติผู้เข้าร่วมการสัมมนาทุกท่าน

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มาจนจะครบ ๔ ปีเต็มในวันพรุ่งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้มา ทบทวนเจตนารมณ์เมื่อตอนยกร่างรัฐธรรมนูญกับการใช้รัฐธรรมนูญมาเกือบสี่ปีว่ามีความก้าวหน้า มีความสำเร็จ หรือมีปัญหา อุปสรรคใดบ้าง เพื่อเตรียมการไว้สำหรับการแก้ไขให้ดีขึ้นในปีหน้าซึ่งจะครบ ๕ ปี และรัฐธรรมนูญมาตราสุดท้ายก็ได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจเสนอความคิดเห็นต่อคณะรัฐมนตรี และต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจริเริ่มการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ว่า สมควรมีการปรับปรุงแก้ไขตัวรัฐธรรมนูญเอง หรือกฎหมายอื่นในประการใดบ้าง เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์หลักคือ การปฏิรูปการเมือง

ผมขอเน้นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นมิใช่ว่าจะแก้ไขอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เจตนารมณ์ของมาตรา ๓๓๖ อันเป็นมาตราสุดท้ายเป็นเจตนารมณ์ที่ชัดแจ้งว่า ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมให้ดีขึ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องแก้ไขจุดบกพร่องที่ขัดขวางการปฏิรูปการเมืองที่ทำให้การปฏิรูปล่าช้า หรือเบี่ยงเบนไป

ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะทำกันต่อไป เพื่อให้ถอยหลังกลับไปเหมือนก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการ “ถอยหลังเข้าคลอง” และขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญโดยตรง นอกจากนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้นต่อการปฏิรูปการเมือง จะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นการเดินสวนทางกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญโดยตรง นอกจากนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้นต่อการปฏิรูปการเมือง จะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นการเดินสวนทางกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญโดยตรง

ท่านผู้มีเกียรติครับ

เรายังคงจำเหตุการณ์เมื่อกว่า ๔ ปี ก่อนได้ว่า ประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง เพื่อปรับปรุงระบบการเมืองทั้งระบบให้ดีขึ้นโดยประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

การปฏิรูปการเมืองจึงเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองขึ้น รัฐธรรมนูญได้กำหนดโครงสร้างทางการเมือง และกระบวนการเมืองเสียใหม่ โดยมีมาตรการสำคัญ ๓ ประการ ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ

ประการแรก เปลี่ยน “การเมืองของนักการเมือง” ให้เป็น “การเมืองของพลเมือง”โดยส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองเพิ่มขึ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญต้องการสถาปนา “การเมืองภาคพลเมือง” ขึ้นคู่ไปกับ “การเมืองของนักการเมือง” นั่นเอง

ประการที่สอง รัฐธรรมนูญต้องการทำให้การเมือง “สุจริต” และ “โปร่งใส” เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา และความชอบธรรมในการใช้อำนาจ

ประการที่สาม รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้การเมือง “มีเสถียรภาพ” และ “มีประสิทธิภาพ” ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้มากขึ้น

เจตนารมณ์ทั้งสามประการนี้ ปรากฏอยู่ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญเองที่ว่า

“…ภายหลังจากนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดยมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมือง ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยได้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ”

ท่านที่เคารพครับ

หากเปรียบบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรของมาตรา ๑ ถึงมาตรา ๓๓๖ เหมือนร่างกายมนุษย์ เจตนารมณ์ ๓ ประการดังกล่าว เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองก็เหมือนวิญญาณ มนุษย์ที่มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตวิญญาณ คือมนุษย์ที่ตายแล้วฉันใด รัฐธรรมนูญที่มีแต่ตัวหนังสือเป็นบทมาตรา ต่าง ๆ ไม่มีเจตนารมณ์กำกับก็เหมือนตัวหนังสือที่หาความหมายไม่ได้ ใครจะเติมความหมายหรือตีความอย่างไรก็ได้

ด้วยเหตุนี้ การใช้รัฐธรรมนูญก็ดี การตีความรัฐธรรมนูญก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์เป็นสำคัญ การทำให้คนปราศจากจิตวิญญาณ ถือเป็นการฆ่าคนฉันใด การพรากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไปเสียจากเจตนารมณ์ ก็คือการล้มล้างรัฐธรรมนูญโดยไม่ต้องใช้อาวุธหรือกำลังฉันนั้น

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

หากเราหยิบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง แล้วตรวจสอบการใช้การตีความรัฐธรรม- นูญ ในช่วงเกือบ ๔ ปี ที่ผ่านมา เราก็จะพบทั้งความก้าวหน้าและปัญหา

สำหรับความก้าวหน้านั้นมีมากมายจนเกินกว่าจะนำมาพูดในเวลาจำกัดหากจะดูแต่ความก้าวหน้าหลัก ๆ เราจะพบว่า

ในเบื้องแรก การเมืองภาคพลเมืองเข้มแข็งขึ้นกว่าก่อนมีรัฐธรรมนูญมากดังจะเห็นได้ว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า ๕๐,๐๐๐ คนได้เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายป่าชุมชนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อรองรับสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมตามมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญในอันที่จะบำรุงรักษาและใช้ทรัพยากรป่าได้ ไม่ช้าเราก็คงจะได้ใช้กฎหมายที่ประชาชนริเริ่มเอง

นอกจากนั้น ประชาชนยังมีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสารของทางราชการเพิ่มขึ้น ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการแสดงความคิดเห็นและประชาพิจารณาในโครงการสำคัญ ๆ ของรัฐเพิ่มขึ้น ที่สำคัญก็คือประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้มีโอกาสเลือกผู้แทนของทุกภาคทุกกลุ่มในสังคมเข้ามาใน “สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เพื่อสะท้อนความต้องการและความคิดเห็นให้ผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองทราบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

แม้ระดับท้องถิ่นเอง การกระจายอำนาจไปให้องค์กรปกครองท้องถิ่นเพิ่มขึ้นตามรัฐธรรม-นูญ ก็เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกิจการท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ในประการต่อมา การป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเก่ามาก ดังจะเห็นได้จากการที่ ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ๙ คนใน ๑๐ คนที่ไม่ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน หรือ หนี้สิน หรือยื่นแต่เป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง ต้องพ้นจากตำแหน่ง หรือ ต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่ง ๕ ปี เหตุการณ์เช่นนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญ เร็ว ๆ นี้ กำลังจะมีการพิจารณาคดีอาญาของนักการเมืองโดยศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองต่อไป ขอเราจับตาดูให้ดี

ความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมืองก็มีมากขึ้นกว่าเก่า ดังจะเห็นได้จากการที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิเข้าขอข้อมูลทางราชการมากขึ้น ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ ก็ปรับตัวให้ข้อมูลแก่ประชาชนเพิ่มขึ้น

ยิ่งกว่านั้น การที่มีองค์กรตรวจสอบเพิ่มขึ้นถึง ๙ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง กกต. ปปช. ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เหล่านี้ ประชาชนก็ตรวจสอบภาครัฐได้อย่างทั่วถึง และมีช่องทางทำให้ความไม่เป็นธรรม หรือความไม่ชอบมาพากล หมดไปมากขึ้นกว่าในอดีตมาก

ในประการสุดท้าย แม้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งหลายครั้งแต่การทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง การซื้อเสียง ซึ่งเหมือนกับจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองไทยก่อนปี ๒๕๔๐ เพราะมีแต่การพูดถึง แต่ไม่มีการดำเนินการเอาผิด หรือแก้ปัญหาจริงจัง กลับได้รับการแก้ไขไประดับหนึ่งโดย กกต. ซึ่งเอาจริง

การหาเสียงซึ่งเดิมพูดถึงนโยบายน้อยมาก ก็เปลี่ยนมาเป็นการหาเสียงแข่งกันด้วยนโยบาย ซึ่งทำให้การเลือกตั้งมีลักษณะเป็นการเลือกนโยบายมากขึ้นอันจะส่งผลดีระยะยาวต่อการเมือง

รัฐบาลเองก็มีเสียงข้างมากในสภาท่วมทัน ไม่ต้องกังวลต่อปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างรัฐบาลเก่า ๆ ในอดีต และเราอาจได้เห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่อยู่ครบ ๔ ปี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ได้

รัฐสภาเองก็ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายหรือเรื่องอื่น การพิจรณาในสภาก็ไม่ยืดเยื้อยาวนานอย่างในอดีต

หากจะสรุปโดยภาพรวม ระบอบประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นกว่าเดิมมากทั้งการเมืองภาคพลเมือง การเมืองของนักการเมือง และ ความทุจริตโปร่งใสจนเราน่าภูมิใจว่า เราไปไกลกว่าประเทศในภูมิภาคนี้มากในทางการเมือง

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

ไม่มีอะไรที่มีแต่ความสำเร็จสมบูรณ์จนไม่มีที่ติ ในความสำเร็จก็ยังมีปัญหาซ่อนอยู่ รอเวลาที่เราต้องช่วยกันแก้ไขเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักของการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญให้จงได้

ปัญหาประการแรกที่ควรให้ความสำคัญก็คือ ความเข้มแข็งของพลเมืองจะเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัย ๔ ประการคือ

หนึ่ง ประชาชนต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นชมรม หรืออย่างอื่น เพื่อให้การต่อรอง กดดันทางการเมืองมีน้ำหนัก เราจะเห็นได้ว่าบางภาค การรวมตัวกันยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เช่นผู้บริโภคซึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ ชาวนาซึ่งทำนาและขายข้าว หากภาคเหล่านี้รวมตัวกันเข้มแข็งขึ้น เสียงก็จะดังกว่าเดิม อำนาจต่อรองก็จะเพิ่มขึ้น อย่าลืมว่าประชาธิปไตยในมิติหนึ่งก็คือ การสามารถทำให้ผู้ปกครองต้องฟังเรา

สอง การมีส่วนร่วมต้องอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญและสันติ จึงจะเป็นส่วนร่วมที่เหมาะสม ดังนั้น ผู้มีส่วนร่วมต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นด้วย เพราะเราไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวในสังคม ดังนั้น ส่วนร่วมที่นำไปสู่ความรุนแรง และการละเมิดกฎหมายจึงควรจะหมดไป และเปลี่ยนเป็นส่วนร่วมที่มีคุณภาพและชอบธรรม เพราะไม่ใช้ความรุนแรงแทน

สาม การมีส่วนร่วมต้องมีฐานอยู่บนความรู้ไม่ใช่อารมณ์ ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายวิชาการในมหาวิทยาลัยที่ต้องสนใจศึกษาวิจัยปัญหาของบ้านเมืองมากขึ้น และศึกษาอย่างเป็นกลางจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์อันเป็นเงินวิจัยแต่อย่างเดียว

สี่ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเปลี่ยนทัศนคติ ต้องรับการมีส่วนร่วมอย่างเต็มใจ เพราะการให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์จะทำให้ได้ข้อมูลและความคิดรอบด้าน ทำให้การตัดสินใจรอบคอบขึ้น การประชาพิจารณ์ที่ถูกต้องจึงยังต้องไม่ตัดสินใจก่อน การตัดสินใจก่อนแล้วไปพยายามชักจูงให้ประชาชนเห็นด้วยไม่ใช่ประชาพิจารณ์ แต่เป็นการประชาสัมพันธ์ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งขึ้นได้ หากผลกระทบโครงการดังกล่าวตกถึงประชาชน

ปัญหาประการต่อมาก็คือ การที่ผู้ที่เกี่ยวข้องยังคงมีทัศนคติและพฤติกรรมแบบเดิมเหมือนก่อนการปฏิรูบการเมือง ดังจะเห็นได้จากปัญหาการซื้อเสียงที่ยังไม่หมดไป การพูดและให้สัมภาษณ์ของนักการเมืองบางคนซึ่งไม่ได้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมไทย ข้าราชการเองก็ยังคงไม่ตื่นตัว ทำอย่างไรมาในอดีตก็ทำอย่างนั้นต่อไป สื่อมวลชนเองก็เสนอข่าวแบบ เก่า ๆ โดยเฉพาะเห็นการอภิปรายในสภา ซึ่งอาจมีเนื้อหาสาระดีกว่าเก่ามาก เป็นเรื่อง “จืดชืด” แต่ถ้าอภิปรายด่ากันก็อาจเป็นเรื่องตื่นเต้นน่าติดตาม ประชาชนบางส่วนก็ยังคงคิดแบบเดิมคือ “รอผู้นำ” ทั้ง ๆ ที่ในระบอบประชาธิปไตยเองนั้น ประชาชนต้องเป็นผู้นำและรัฐบาลต้องเป็นผู้ตามประชาชน

ทัศนคติ และพฤติกรรมเก่า ๆ แบบนี้คงจะต้องปรับปรุง หาไม่แล้วก็จะมีการปฏิรูปแต่ในรูปแบบ แต่เนื้อหาคือพฤติกรรมยังคงเป็นแบบเก่า ๆ ดังนั้น การปรับปรุงทัศนคติและพฤติกรรมอาจต้องเริ่มที่ฝ่ายการเมืองที่ต้องแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีทั้ง สำนึก และพฤติกรรม ที่จะต้องไม่เดินสวนทางกับการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะต้องมีทัศนคติประชาธิปไตยคือรับฟังผู้อื่น การ “รับฟัง” ไม่ใช่ “การเชื่อฟัง” คนที่รับฟังผู้อื่นมีแต่ได้กำไร ตรงกันข้ามกับคนที่ปิดกั้นโอกาสการรับฟัง ก็ย่อมมีแต่ขาดทุน เพราะแม้ทรราชที่สุดก็ต้องยังเงี่ยหูคอยฟังประชาชน

พฤติกรรมประการที่สองคือ ความโปร่งใสและความสุจริตต้องอยู่ในมโนสำนึกของนักการเมืองและข้าราชการ ตลอดจนบรรดาพ่อค้า นักธุรกิจทั้งหลาย สำหรับการเมืองกับข้าราชการมีคนพูดมามากแล้ว วันนี้จะขอเน้นที่นักธุรกิจซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหรือทำลายการปฏิรูปการเมืองได้

ท่านผู้มีเกียรติครับ

นักธุรกิจที่ดีย่อมต้องมีศีลธรรม การแสวงหากำไรจะต้องไม่เกิดจากการได้อภิสิทธิ์ เพราะได้สนับสนุนฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการ คอรัปชั่นจะมีแต่ผู้รับไม่ได้ ต้องมีผู้ให้ด้วย นักธุรกิจที่มีมโนสำนึกย่อมจะไม่แสวงอภิสิทธิ์หรือการผูกขาดโดยการใช้เงินสนับสนุนการเมืองหรือข้าราชการ แต่ที่ผ่านมา เราต้องยอมรับว่า “ธรรมาภิบาลธุรกิจ” เองมีปัญหาซึ่งส่งผลทำให้นักธุรกิจที่ไม่ดีฉวยโอกาสใช้เงินทองเพื่อให้ได้ซึ่งอภิสิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ย่อมทำลายการปฏิรูปการเมืองและธรรมาภิบาลโดยตรง ผมจึงขอเรียบร้องให้นักธุรกิจหันกลับมามีมโนสำนึกที่ถูกต้องต่อบ้านเมืองและสังคม

สำหรับสื่อมวลชนนั้น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ปลดปล่อยพันธะการถูกควบคุมโดยรัฐออกไป เพื่อให้สื่อมวลชนอิสระ สื่อมวลชนอิสระย่อมเสนอข่าวและความเห็นที่ถูกต้องและไม่เป็นฝักเป็นฝ่าย ซึ่งประชาชนจะได้ใช้วิจารณญาณอย่างถูกต้อง เสรีภาพของสื่อมวลชนจึงเป็นหัวใจของประชาธิปไตยเสรี

แต่ความอิสระออกจากรัฐนั้นย่อมไม่เพียงพอ สื่อมวลชนต้องอิสระออกจากนายทุนเจ้าของกิจการด้วย ความจริงในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้ชัดแจ้งในมาตรา ๔๑ ที่ว่า

“พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ

ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง”

เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นอิสระออกจากทุนและรัฐอย่างแท้จริง การรวมตัวของผู้สื่อข่าว คอลัมนิสต์จึงจำเป็น และจะต้องขอให้ออกกฎหมายอนุวัตการตามมาตรา ๔๑ โดยเร็ว เพื่อป้องกันการแทรกแซงทั้งจากทุนและรัฐ

แต่เสรีภาพก็ต้องควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ สื่อมวลชนก็ต้องรับผิดชอบตัวเองให้มากกว่าเดิม องค์กรวิชาชีพต้องเข้มแข็งพอจะควบคุมกันเอง และคุ้มครองสมาชิกจากการแทรกแซงของทุกฝ่ายในเรื่องนี้ แม้เราจะมีความพยายามดังกล่าวอยู่ก็ต้องยอมรับว่าองค์กรวิชาชีพนี้ยังไม่มีความเข้มแข็งอย่างแท้จริง และที่สำคัญคือเจ้าของกิจการยังมีบทบาทอย่างสูงอยู่ในองค์กรดังกล่าว

ดังนั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปฏิรูปสื่ออย่างจริงจัง เพราะความสำเร็จของการปฏิรูปการเมืองย่อมขึ้นอยู่กับสื่อที่เป็นอิสระ เป็นกลาง มีคุณภาพและความรับผิดชอบด้วย

ท่านที่เคารพครับ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้วันนี้ก็คือ การตีความรัฐธรรมนูญขององค์กรต่าง ๆ ต้องยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่พึงตีความไปในทางที่ให้กฎหมายไร้ผล หรือสวนทางกับการปฏิรูปการเมือง ดังเป็นข่าวฮือฮาในอดีตมาหลายครั้งหลายครา โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ กกต. และ ปปช. ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญของบ้านเมืองนั้น ต้องเป็นเสาหลักแห่งการปฏิรูปการเมืองให้ได้ ไม่พึงตีความหรือประพฤติการใด ๆ ที่จะสวนทางหรือทำลายความศรัทธาในการปฏิรูปการเมือง

อย่าลืมว่า ถ้าไม่มีการปฏิรูปการเมือง ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรเหล่านี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ดอกครับ เมื่อองค์กรเหล่านี้เกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนตั้งขึ้นและมอบอำนาจให้ จึงต้องใช้อำนาจนั้นรักษาเจตนารมณ์และความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญไว้ให้ดีที่สุด พฤติกรรมใดจะทำให้สงสัยหรือความเสื่อมศรัทธาต้องไม่กระทำ หากไม่ เจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือประชาชนอาจตรวจสอบท่านได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านต้องพิทักษ์การปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ทำตัว “เป็นรัฐธรรมนูญ” เสียเอง

ท่านผู้มีเกียรติครับ

การปฏิรูปการเมืองเริ่มเมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ และยังไม่จบสิ้นครับ หนทางยังอยู่อีกยาวไกลกว่าจะถึงเป้าหมาย แต่ถ้าเรา ประชาชนชาวไทยทุกคนช่วยกันผลักดัน การไปสู่เป้าหมายก็จะเร็วขึ้น ผมจึงขอเรียกร้องให้เรา – ท่าน ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงแห่งอำนาจสูงสุดช่วยกันพิทักษ์การปฏิรูปการเมือง และผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายโดยเร็ว ปีหน้า จะเป็นปีที่พิสูจน์ว่าคนไทย สังคมไทยจริงจังเพียงใดกับการปฏิรูปการเมือง เพราะเป็นปีที่จะมีการพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมากที่สุด โปรดระลึกว่า การพิจารณาใด ๆ ต้องพิจารณาภาพรวมและเป้าหมายการปฏิรูปการเมือง ไม่พึงแยกส่วนและการกระทำการใด ๆ อันเป็นการบั่นทอนหรือทำลายการปฏิรูป

ผมหวังว่า เราจะช่วยกันติดตามกระแสการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และพร้อมกับบอกทุกฝ่ายว่า เราต้องการการปฏิรูปการเมืองที่แท้จริง

สวัสดีครับ

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำบรรยายพิเศษในการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
โดย
นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
วันจันทร์ที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เวลา ๑๗.๐๐ น.
ณ ห้อง Meeting Room 1 - 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันที่ ๑๑ กันยายน เหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่เกิด ณ นครนิวยอร์ก และกรุงวอชิงตัน นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีใครคาดฝันหรือคาดคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เหตุการณ์ที่มีการก่อการร้ายแบบสยองขวัญ มีการก่อวินาศกรรมที่ทำให้คนเสียชีวิตนับพันคน มีการทำลายอาคารซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม และเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งทางด้านการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการจู่โจม และก่อให้เกิดการประหัตประหารชาวอเมริกันบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอเมริกา (สมัยคราวสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่อ่าว Pearl Harbor เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่เกาะ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นแผ่นดินใหญ่) เพราะฉะนั้นความตกใจ ความโกรธแค้น ความอาฆาตพยาบาทของคนอเมริกันซึ่งเป็นไปตามวิสัยของปุถุชนนั้น ก็ย่อมต้องมีและนับเป็นหน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะต้องพยายามสร้างกำลังใจ ปลอบขวัญ และก็สัญญาที่จะโต้ตอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาชาวโลกต่างก็ประจักษ์ชัดว่า การโต้ตอบของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นการโต้ตอบที่ไม่ถึงกับเป็นลักษณะที่จะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สามได้ กอปรกับเสียงเตือนจากกลุ่มประเทศพันธมิตร เสียงเตือนจากมิตรประเทศ และเสียงเตือนจากกลุ่มชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการใช้ระเบิดที่อัฟกานิสถานนั้นก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วสิ่งที่ชาวอเมริกันเรียกว่า "สงครามต่อสู้การก่อการร้าย" นั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่รูปแบบสงครามอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่เป็นการใช้คำพูดใช้คำว่า "War" เพื่อแทนการต่อสู้เพื่อทำลายล้างการก่อการร้าย และโครงสร้างการก่อการร้าย

"ผมอยากจะคิดว่าการทิ้งระเบิดอัฟกานิสถานนั้นก็คงจะมีไปอีกไม่นานนัก เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะแรงโต้ตอบและกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศมุสลิม และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่าคุณจะทิ้งระเบิดใส่ภูเขา กับก้อนหินไปได้นานแค่ใด"

ถึงแม้ว่าในขณะนี้รัฐบาลอเมริกันจะแถลงอยู่เสมอว่า สงครามการใช้ขีปนาวุธที่อัฟกานิสถานมิได้เป็นการแก้แค้น แต่เป็นเรื่องของการแสวงหาความยุติธรรม ซึ่งหลายฝ่ายอาจประจักษ์แก่ตัวเองแล้วว่าถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นเพียงกุศโลบายทางการทูตเท่านั้น เนื่องจากอัฟกานิสถานเป็นประเทศที่ไม่มีทั้งสรรพกำลังและยุทธปัจจัยที่จะต่อสู้กับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาได้ สงครามที่เกิดขึ้นนั้นจึงไม่ใช่สงครามที่ก่อขึ้นเพื่อสำแดงผลว่าแพ้หรือชนะ หากแต่เป็นสงครามเพื่อการโต้ตอบการก่อการร้ายที่แสดงออกถึงความเคียดแค้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นความพยาบาทในระดับหนึ่ง

ในส่วนของการดำเนินนโยบายเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกานั้น คาดว่าจะเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องและใช้เวลาหลายปี โดยในระยะแรกจะเริ่มต้นด้วยการจู่โจมด้วยขีปนาวุธควบคู่ไปกับการผลักดันให้มีการก่อตั้งรัฐบาลผสมในอัฟกานิสถาน ซึ่งรัฐบาลผสมอาจจะประกอบด้วยอดีตพระมหากษัตริย์ พันธมิตรฝ่ายเหนือ และหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามการติดตามที่จะทำลายล้างบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นตัวการในการก่อการร้ายอย่างนายบิน ลาเดน และเครือข่ายนั้น นับได้ว่าเป็นการดำเนินการในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินในอันที่จะปิดโอกาสการแสวงหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย และการเฝ้าระวังเครือข่ายผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงการสังเกตการณ์กลุ่มประเทศที่ยังคงให้ความช่วยเหลือหรือยังให้ที่หลบซ่อนแก่เครือข่ายผู้ก่อการร้าย ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจเป็นอย่างมากในระยะ ๖ เดือนถึง ๑ ปีแรก แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบดังกล่าวไม่ใช่ผลพวงอันเกิดจากการก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้าวันที่ ๑๑ กันยายนนั้น ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. ๒๕๔๔ อาจจะถดถอย อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ในลักษณะที่ต่ำหรือติดลบ ซึ่งเมื่อผนวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๑ กันยายน จึงก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจทันที

สิ่งซึ่งจะกลายเป็นผลกระทบในระยะยาวต่อไปนี้ก็คือ "ความไม่แน่นอน" ในหมู่นักธุรกิจและผู้ประกอบการต่างก็ทราบดีว่า "ความไม่แน่นอน" นับเป็นปัญหาสำคัญที่สุดปัญหาในการดำเนินธุรกิจ ความไม่แน่นอนว่าสงครามจะลุกลามหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ลุกลาม ความไม่แน่นอนว่าการต่อสู้เพื่อปราบปรามการก่อการร้ายนั้นจะยาวนานไปอีกเท่าไรและจะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นใดบ้าง จะมีการขยายขอบเขตการปฏิบัติการทางทหารไปยังประเทศอิรักและอิหร่านหรือไม่ และจะสามารถดำเนินการให้กระบวนการแสวงหาสันติภาพในตะวันออกกลางดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไร รวมทั้งการต่อสู้กับขบวนการผู้ก่อการร้ายในประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น IRA ในประเทศไอร์แลนด์ กลุ่มมุสลิม หรือกลุ่มแอลจีเรียนในประเทศฝรั่งเศส ซึ่ง "ความไม่แน่นอน" ในเรื่องดังกล่าวนั้นจะทำให้เรื่องการคาดการณ์ทางด้านธุรกิจ การวางแผน การลงทุน และการติดต่อค้าขายจะถดถอยลงในช่วง ๖ เดือนถึง ๑ ปีแรก

สำหรับลักษณะจำเพาะของระบบเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกานั้น นับได้ว่ามีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) ของอเมริกาอาจจะมีมูลค่ามากกว่าประเทศไทยนับหลายร้อยเท่า รัฐบาลอเมริกันได้มีการกำหนดนโยบายอย่างฉับพลันเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์วันที่ ๑๑ กันยายน ซึ่งได้กำหนดงบประมาณพิเศษเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามผลสัมฤทธิ์ของนโยบายดังกล่าวก็ยังคงขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญ "ความไม่แน่นอน" ซึ่งไม่มีผู้ใดจะสามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีการก่อการร้ายเกิดขึ้นอีก และ "ความไม่แน่นอน" นี้จะหยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจของประชาชนและนักธุรกิจต่อไปอีกยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนชาวอเมริกัน

สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทันทีก็คืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบิน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตและจำหน่ายเครื่องบินของบริษัทโบอิ้ง หรืออุตสาหกรรมการเดินทาง ซึ่งจะเห็นได้ว่าบริษัทการบินต่าง ๆ ทั้งในอเมริกา และยุโรป หรือแม้แต่สิงคโปร์ ต่างก็ได้รับการกระทบกระเทือนค่อนข้างรุนแรง ในช่วง ๒ - ๓ วันที่ผ่านมานั้น บริษัทการบินส่วนใหญ่ต่างก็ประกาศลดจำนวนเที่ยวบินลงถึงประมาณร้อยละ ๒๐ - ๓๐ จำนวนคนเดินทางก็ลดน้อยลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมโรงแรม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยทั่วไป

ปัญหาเรื่องน้ำมันก็นับเป็นปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้ในช่วงระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงก็ตาม แต่ก็ไม่มีเครื่องชี้บ่งใดที่สามารถระบุได้ว่าการลดราคาน้ำมันนั้นจะยังคงดำเนินต่อไปอีกนานเท่าใด เพราะมูลเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันลดลงนั้นเกิดขึ้นจากกฎของอุปทานและอุปสงค์ ซึ่งในช่วงที่ไม่มีความแน่นอน ไม่มีการลงทุน หรือไม่มีกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ความต้องการใช้น้ำมันก็ลดน้อยลง ซึ่งส่งผลให้การผลิตน้ำมันลดน้อยลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในภาพรวมของธุรกิจภาคพลังงานนั้น คาดว่าจะมีการเพิ่มต้นทุนการผลิตเพื่อนำเม็ดเงินไปเสริมสร้างและพัฒนามาตรการรักษาความปลอดภัยของท่อก๊าซ ท่อน้ำมัน และช่องทางการขนส่ง

นอกจากนี้ ผลกระทบอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้แก่ ความเป็นไปได้ที่อุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐอเมริกาอาจจะเรียกร้องให้มีมาตรการกีดกันเหล็กนำเข้าเพิ่มมากขึ้น อุตสาหกรรมการเดินเรือและการขนส่งก็คาดว่าจะได้รับการกระทบกระเทือนเช่นกัน อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นไม่ใช่เป็นผลกระทบในเชิงลบเพียงด้านเดียว เนื่องจากประเทศที่มีประชาชนชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ อินเดีย และมาเลเซียนั้น ความรู้สึกและทัศนคติของคู่ค้าในอเมริกาหรือยุโรปที่ประสงค์จะสั่งซื้อสินค้าจากกลุ่มประเทศดังกล่าวก็อาจลดน้อยลง เพราะเหตุว่าหากสงครามในอัฟกานิสถานยังคงยืดเยื้อและขยายวงกว้างออกไป ก็อาจเป็นไปได้ว่าชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศดังกล่าวจะเดินทางเข้าร่วมสงครามเพื่อช่วยเหลือชาติมุสลิมด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ประเทศมุสลิมเกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของขีดความสามารถการผลิตสินค้า และอาจสูญเสียความสามารถในการขนส่งสินค้าได้ในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่ง ณ จุดนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมของประเทศไทยอาจจะได้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โดยส่วนตัวแล้ว พบว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทย นับว่ามีจุดเด่นและปัจจัยสนับสนุนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในหลายแง่มุม อาทิ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่ถูกขนานนามว่าเป็น Convention City หรือเมืองแห่งการประชุมนั้น พบว่าคนส่วนใหญ่ที่เดินทางไปยังสิงคโปร์นั้นเป็นนักธุรกิจที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อเยี่ยมชมโบราณสถาน วัฒนธรรม หรือสิ่งสวยงามตามธรรมชาติแต่อย่างใด ซึ่งภายหลังจากการก่อวินาศกรรมที่สหรัฐอเมริกา ได้มีการยกเลิกการสำรองห้องพักที่สิงคโปร์เป็นจำนวนมาก โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสิงคโปร์มีการยกเลิกการประชุมใหญ่ที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมถึงสี่พันคน ในขณะที่ประเทศไทยนั้น นับได้ว่ามีผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากคนที่เดินทางมายังประเทศไทยมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อพักผ่อน หรือดำเนินธุรกิจ โดยนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่เดินทางมายังประเทศไทยมีจำนวนลดลงเพียงเล็กน้อย

"การทำตลาดที่ดีในเรื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะเป็นโอกาสที่ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเมืองไทยนั้นเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ผมยังนึกถึงศัพท์ที่พูดกันทั่วไปว่า no news is good news ซึ่งหมายความว่าข่าวส่วนใหญ่จะเป็นข่าวเลวทั้งนั้น ซึ่งถ้าเผื่อเราไม่มีข่าวอยู่ในโลกนี้ แสดงว่าเราเรียบร้อย ฉะนั้น Thailand is no news, Thailand is good news"

ปัญหาและผลกระทบที่เกิดกับประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีเหตุปัจจัยจากเหตุการณ์วันที่ ๑๑ กันยายนเพียงประการเดียว เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงสิ่งที่มาซ้ำเติมปัญหาที่ประเทศไทยสะสมอยู่ ดังนั้นการมองภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยจะต้องมองภาพก่อนวันที่ ๑๑ กันยายนด้วย ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ ๔ ปีก่อน ช่างที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินอันเป็นผลมาจากการลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจที่ไม่ได้เกี่ยวกับการผลิต นวัตกรรม และการตลาดโดยตรง เป็นการลงทุนชนิดที่เรียกว่า "ไม่ลืมหูลืมตา" ในเรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ใช่เรื่องของการค้าขายกับต่างประเทศและการผลิตผลิตภัณฑ์ หรือเรียกกันว่า non-traded item ซึ่งได้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทการเงิน โครงสร้างขั้นพื้นฐาน และโทรคมนาคม ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตส่วนเกินเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันอัตราส่วนการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยลดลงเหลือประมาณร้อยละ ๕๕ - ๖๐ ซึ่งเมื่อกำลังผลิตนั้นเกินความต้องการก็จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้น

ในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจประเภท non-traded item ๔ - ๕ รายการข้างต้นได้ดึงทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศไปสู่ภาคธุรกิจเหล่านั้นเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคลและเงินทุน ส่งผลให้เกิดการบิดเบือนในตลาดบุคลากร และตลาดอื่น ๆ เป็นอันมาก ในสมัยนั้นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต่างก็ทราบดีว่า การสรรหานักการเงินและบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญนับเป็นเรื่องยาก เนื่องจากบริษัทการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ และโทรคมนาคม ต่างก็เสนอผลตอบแทนการจ้างงานมากกว่าภาคอุตสาหกรรมถึง ๓ - ๔ เท่าตัว

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจการธนาคาร ทำให้ธนาคารส่วนใหญ่เร่งแสวงหาแนวทางการเพิ่มเงินทุนทั้งจากในและต่างประเทศ ระบบสินเชื่อในลักษณะไว้ใจกัน หรือในรูปแบบที่นักธุรกิจให้เครดิตแก่นักธุรกิจกันเองสูญหายไปหมดสิ้น ระบบการให้สินเชื่อทั้งในระบบธนาคารและนอกระบบธนาคารต่างก็หายไปอย่างฉับพลัน ธนาคารเพิ่มเงินทุนได้ มีเงินฝากมากมายแต่ก็ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ให้แก่ภาคธุรกิจ ไม่ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่ออย่างไรก็ไม่เป็นผล เนื่องจากธนาคารไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐบาล ธนาคารเป็นเจ้าของเงินและทรัพย์สินซึ่งต้องแสดงความรับผิดชอบต่อจำนวนเงินนั้นกับผู้ฝาก นอกจากนี้การปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานับเป็นการแก้ไขปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากเป็นการปรับในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหนี้สินเท่านั้น อาทิ ขยายเวลาการชำระ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย

สำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ได้ดำเนินการในการปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม ยังไม่มีการปรับปรุงการบริหารงานให้มีความโปร่งใสมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น และเป็นที่ไว้ใจของผู้ที่จะให้เงินทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของประเทศไทยนั้น เป็นภาคที่พึ่งพาเงินกู้จากธนาคารเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้มีเม็ดเงินอยู่ในระบบธนาคารมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถนำเม็ดเงินเหล่านั้นมาใช้เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ธุรกิจของตนได้ อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ประกอบการไม่มีโครงการใหม่ที่มีโอกาสและความเป็นไปได้มากพอที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้

สำหรับในเรื่องของการลงทุนนั้น ขณะนี้นักลงทุนแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในเรื่องของความไม่แน่ใจต่อปัจจัยต่าง ๆ ของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนและมีเงินทุนใหม่ที่ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยน้อยมาก และถึงแม้บริษัทข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทยจะมีการลงทุนเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนกับสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในเมืองไทยเมื่อ ๑๐ - ๑๕ ปีที่แล้ว ซึ่งมีเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่เมืองไทยถึงปีละกว่า ๑๐,๐๐๐ - ๑๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสมัยที่เรียกกันว่า "เศรษฐกิจฟองสบู่" ประเทศไทยมีการลงทุนโดยตรงเป็นจำนวนมาก ซึ่งมูลค่าการลงทุนอาจมากถึงร้อยละ ๓๐ - ๔๐ ของ GDP ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงเกินไป ในขณะที่ปัจจุบันมูลค่าการลงทุนอาจปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ ๑๐ ของ GDP เท่านั้น รัฐบาลในปัจจุบันพยายามที่จะคิดใหม่ ทำใหม่ แล้วก็มีการเริ่มดำเนินนโยบายในสิ่งที่รัฐบาลนี้เรียกว่าเป็นการเดินทางควบคู่กันไป คือการหาเงินทุนจากต่างประเทศควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถของกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่ง ณ เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่านโยบายที่เป็นการเดินทางขนานเส้นทางนั้นจะมีผลสัมฤทธิ์มากน้อยเพียงใด

"คำถามหนึ่งที่พวกเราทุกคนควรถามตัวเราเองก็คือว่า ทิศทางของประเทศไทยนั้นควรจะเดินไปทางไหน สิ่งที่ผมกำลังจะพูดนั้น ผมไม่ได้บอกว่าควรจะต้องเป็นทางนี้หรือทางนั้น แต่เป็นสิ่งที่อยากให้พวกท่านทั้งหลายไปนั่งคิดดู"

แนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ทฤษฎีหลัก คือทฤษฎีที่เริ่มต้นจากการที่เชื่อว่าวิกฤตเศรษฐกิจไทยนั้น ไม่ถึงกับร้ายแรงมากเกินไป เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ และประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะแก้ไขได้ด้วยตนเองโดยวิธีการของตัวเอง ในขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยข้อสงสัยที่ว่าประเทศไทยจะแก้ไขเศรษฐกิจได้ด้วยตนเองและโดยวิธีการของตัวเองได้หรือไม่ หรือจำเป็นจะต้องใช้เงินทุนจากต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมานั้น การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มักจะมุ่งเน้นไปยังภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่น่าจะเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อตลาดการส่งออกและนับเป็นการซ้ำเติมให้ปัญหาของประเทศไทยมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาภาพรวมการส่งออกของประเทศไทย พบว่าประเทศไทยยังอยู่ในฐานะที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านอยู่มาก คู่ค้ารายใหญ่ของประเทศไทยได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกของประเทศไทยคิดเป็นร้อยละประมาณ ๒๒ ๒๐ ๑๙ และ ๑๖ ตามลำดับ โดยจุดเด่นของสินค้าส่งออกจากประเทศไทยได้แก่ความหลากหลาย และยังมีสินค้าภาคการเกษตรร่วมอยู่ด้วย ซึ่งในกลุ่มสินค้าอาหารนั้นไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังเหตุการณ์วันที่ ๑๑ กันยายน ยังคงรักษาระดับการส่งออกได้เป็นอย่างดี อาที ไก่ กุ้ง ปู ปลา และข้าว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์นั้น ร้อยละ ๖๒ ของสินค้าขาออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวโยงกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งการส่งออกของสิงคโปร์ได้ปรับตัวลดลงมาเป็นเวลาหลายไตรมาสแล้ว สำหรับสัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม IT ของประเทศไทยนั้นมีสัดส่วนร้อยละ ๓๑ ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งร้อยละ ๓๑ ของประเทศไทยนั้นก็ไม่ใช่ร้อยละ ๓๑ ในแง่ของการผลิต เพราะส่วนใหญ่ไทยยังต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเพื่อนำมาประกอบและส่งออกอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นหากการส่งออกผลิตภัณฑ์ IT ของไทยลดลง สิ่งที่ไทยจะเสียหายก็คือค่าแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์และเกาะไต้หวันนั้นจะมีความเสียหายเป็นอย่างมาก เพราะประเทศดังกล่าวเป็นผู้ผลิตทั้งชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จรูปแล้ว จะเห็นได้จากการส่งออกในไตรมาสที่ ๓ ของสิงคโปร์ที่ปรับตัวลดลงร้อยละ ๖ และเป็นที่คาดการณ์กันว่าปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์จะถดถอยประมาณร้อยละ ๑ - ๒ ซึ่งไต้หวันก็มีสถานการณ์เช่นเดียวกับสิงคโปร์

"ผมพูดถึงการปฏิรูปอุตสาหกรรมในเมืองไทย และผมคิดว่าภาคเอกชนต้องเป็นผู้นำในเรื่องนี้ จะไปปล่อยให้รัฐบาลคิดใหม่ทำใหม่อยู่เรื่อยไม่ได้ เพราะยิ่งไปยุให้คิดใหม่ทำใหม่เขาก็ยิ่งคิดใหม่ทำใหม่ทุกวัน สิ่งที่เราต้องการก็คือคิดใหม่และทำให้เสร็จ คิดใหม่พร้อมกันหลาย ๆ เรื่องได้ แต่ต้องทำให้เสร็จซักเรื่องหนึ่ง สองเรื่อง หรือสามเรื่อง"

รัฐบาลในปัจจุบันนับเป็นรัฐบาลแรกของประเทศไทยที่พูดถึงนโยบายที่พยายามจะหาข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ แต่ที่ยังขาดไปก็คือการทำอะไรให้ครบจบกระบวนการ เนื่องจากการสร้างวิสัยทัศน์นั้น นับเป็นสิ่งที่ดีและให้ความหวังกับคน แต่สิ่งที่ยากก็คือการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ออกมาเป็นมาตรการและนโยบายที่เป็นรูปธรรม สามารถมีผลลัพธ์ได้ และสามารถประเมินผลได้ ซึ่งภายใน ๒ - ๓ เดือนภายหลังจากที่กำหนดวิสัยทัศน์แล้ว รัฐบาลควรจะเร่งดำเนินการกำหนดมาตรการและนโยบายให้เป็นรูปเป็นร่างด้วย ภาคเอกชนต้องริเริ่มในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างภาคธุรกิจของตนเอง และต้องนำหลักการดี ๆ ของธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลมาปรับใช้

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการสำรวจข้อคิดเห็นจากนักธุรกิจต่างประเทศ พบว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติสบายใจที่จะมาลงทุน ส่วนหนึ่งก็คือภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในส่วนรวมนั้นมีความหลากหลายของตลาดส่งออก เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร มีเสถียรภาพ และเป็นสังคมที่เปิด สังคมที่ให้เสรีภาพกับสื่อ สังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหรือความเห็นที่ขัดแย้ง ไม่มีปัญหาเชื้อชาติ ไม่มีปัญหาศาสนา ซึ่งถึงแม้จะมีปัญหาอยู่บ้างแต่ก็นับว่าเป็นปัญหาทั่ว ๆ ไปเหมือนอย่างที่นานาประเทศจะพึงมี

อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่ประสงค์จะลงทุนในประเทศไทยเมื่อช่วง ๑๐ ปีที่แล้วกับปัจจุบันนั้น มีความแตกต่างอยู่พอสมควร นักอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คงจำได้ดีว่าเมื่อช่วง ๑๐ ปีที่แล้วนั้น ธุรกิจจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ธนาคารต่างประเทศก็มาร้องขอให้กู้เงินเพิ่ม ซึ่งนักอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ก็ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวดอกเบี้ยในต่างประเทศมีอัตราที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยภายในประเทศ ส่งผลให้หนี้ภาคเอกชนมีมูลค่าสูงกว่าแปดสิบพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถึงแม้ปัจจุบันหนี้ภาคเอกชนจะปรับตัวลดลงค่อนข้างมากก็ตาม แต่ในความเป็นจริงนั้น หนี้ดังกล่าวนับว่าไม่ได้ลดลงซักเท่าใดเนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้รับภาระหนี้บางส่วนแทนเอกชน

การจะดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยนั้น ขึ้นอยู่กับความจริงจังของรัฐบาลในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ความชัดเจนที่รัฐบาลจะนำพาประเทศไปสู่ระบบสังคมเปิดหรือจะเป็นรัฐบาลที่เอาแต่ความคลั่งชาติ ความหลงชาติ มาเป็นเหตุผลกีดกันทางการค้า พ.ร.บ. ใหม่ที่ประกาศบังคับใช้ในเรื่องธุรกิจโทรคมนาคมอันมีสารัตถะถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นของต่างประเทศจากร้อยละ ๔๙ มาเป็นร้อยละ ๒๕ ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างออกไปยังผู้ลงทุนต่างประเทศ ความไม่ชอบมาพากลและพฤติกรรมของผู้ใช้อำนาจทางการเมืองและผู้ประกอบธุรกิจ การติดโยงกับธุรกิจผูกขาด ธุรกิจบางประเภทซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหากไม่มีการมอบเงินใต้โต๊ะหรือเหนือโต๊ะ ธุรกิจอันนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันธุรกิจโทรคมนาคมก็อยู่ในข่ายนี้ ส่งผลให้ผู้บริโภคโทรคมนาคมเป็นผู้ที่เสียเปรียบที่สุด ต่อไปหากมีการแปรเรื่องของสัญญาโทรคมนาคมตามแนวทางที่อาจจะเกิดขึ้น ผู้บริโภคจะไม่ได้รับอะไรเลย ในขณะที่รัฐจะสูญเสียรายได้กว่า ๒ - ๓ แสนล้านบาท โดยรวมแล้วผู้ลงทุนในปัจจุบันต่างก็ต้องการเห็นว่ารัฐบาลจะส่งสัญญาณที่แน่นอนว่าจะเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลที่จะเกิดขึ้นนั้น จะต้องเป็นธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนอย่างแท้จริง

"เราอาจจะบอกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกานั้น ต่อไปผลค่าตอบแทนของการลงทุนในอเมริกานั้นจะถดถอยลงไป เงินทุนหรือ equity นั้น จะไหลมาเทมาไปสู่ประเทศทั้งหลาย ประเทศไทยจะมานั่งฝันหวานคอยรับเงินอย่างเดียวไม่ได้ ใครเขาจะเอาเงินมาลงทุนหากพื้นฐานของการบริหารที่ดี ที่มีประสิทธิภาพ ที่ซื่อตรงต่อผู้ถือหุ้น ที่เงินไม่เข้ากระเป๋าตัวเอง มันยังไม่ปรากฏขึ้น"

ปีที่แล้วประเทศจีนมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ จีนเริ่มดำเนินการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ภาคเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาจีนได้ดำเนินการ privatize ไปแล้วเป็นมูลค่ามากกว่า ๒๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐฯ

"ผู้นำประเทศจีนทุกครั้งที่เจอกับผู้ลงทุน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินของอเมริกัน เขาจะพูดเสมอว่า เขาหลงทางมา ๕๐ ปี มัวแต่ไปตามอุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศ ซึ่งประสบความล้มเหลว แต่เขาอยากเห็นอีก ๕๐ ปีข้างหน้า จีนจะเลือกทางที่ถูก ว่าจีนจะเลือกใช้ระบบที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระบบนี้ทำให้ ๑. คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น ๒. ทำให้รายได้ของคนดีขึ้น ๓. ทำให้ผลิตผลของประชาชนดีขึ้น และ ๔. เป็นระบบที่เสริมสร้างนวัตกรรมของคน เป็นระบบที่สนับสนุนคนที่มีความรู้ เขาบอกเขาอยากเป็นอเมริกาในอีก ๕๐ ปีข้างหน้า"

สิ่งที่ผู้นำประเทศจีนกล่าวข้างต้นนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ แต่จากถ้อยแถลงดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณอันชัดเจนไปยังนักลงทุนชาวอเมริกันและชาวยุโรปว่า ประเทศจีนได้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง รวมทั้งพร้อมดำเนินการไปในทิศทางดังกล่าวอย่างเต็มที่ ณ วันนี้ประเทศจีนได้กำหนดทิศทางแล้ว หากประเทศไทยยังคงดำเนินการในลักษณะเหยียบเรือสองแคม ซึ่งด้านหนึ่งก็ระบุว่าไทยจะเปิดเสรีทางการค้า ในขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับชมเชยผู้นำประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ จะส่งผลให้นักลงทุนเกิดความสับสน และเมื่อเกิดความสับสนก็เกิดความไม่แน่ใจตามมา ซึ่งก็นำกลับมาสู่ตัวแปรสำคัญที่ระบุข้างต้นก็คือ "ความไม่แน่นอน" ซึ่งนับเป็นอุปสรรคของการลงทุน

รัฐบาลควรส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ด้วยการนำหลักของบรรษัทภิบาลมาใช้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าเงินที่นำมาลงทุนนั้นจะไม่เข้าไปสู่กระเป๋าของเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารบางคนเท่านั้น แต่จะเป็นการใช้เงินที่มีความโปร่งใส ที่มองถึงผลประโยชน์ของธุรกิจในส่วนรวม ซึ่งรัฐบาลควรจะมีมาตรการหลายด้านนอกเหนือไปจากการชี้นำเพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรจะอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม นำหลักธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลมาปรับใช้ในภาครัฐและภาคธุรกิจเพื่อสร้างให้เป็นจุดเด่นนอกเหนือไปจากการที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตย

"หากเงินทุนจากต่างประเทศไหลมายังประเทศไทย กิจกรรมทางด้านธุรกิจและเศรษฐกิจก็จะมีมากขึ้น โครงการดี ๆ จะมีมากขึ้น จะมีคุณภาพมากขึ้น และเมื่อถึงบัดนั้นแล้ว ธนาคารไทยก็จะปล่อยเงินเอง แต่สิ่งที่เราต้องรู้ก็คือว่าการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยนั้น ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเท่านั้น ไม่ใช่บริษัทแต่ละบริษัททำ บริษัทแต่ละภาคธุรกิจจะต้องทำรวมกัน อุตสาหกรรมเหล็กของเมืองไทยมีผู้ผลิตกว่า ๓๐ ราย ในขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กของประเทศญี่ปุ่นซึ่งใหญ่กว่าเรามากกลับมีผู้ผลิตรวมตัวกันเหลืออยู่ ๒ - ๓ รายเท่านั้น ทุกวันนี้คุณเปิดหนังสือพิมพ์ หรือรับชมรับฟังข่าวสารจาก CNN BBC จะได้ยินอยู่เสมอว่าธนาคารนั้นรวมตัวกับธนาคารนี้ บริษัทนั้นรวมตัวกับบริษัทนี้ มันไปในทางนั้นหมด ดังนั้นแล้วต่างคนต่างสู้ก็จะทำไม่ไหว และต่างคนต่างสู้ก็จะตายกันทั้งหมด แต่ใจผมยังเชื่อว่าเมืองไทยยังมีโอกาสอีกมาก ขอให้คิด ขอให้ทำ และก็ขอให้มีความเชื่อมั่นว่า จะทำอะไรนั้นอย่านึกถึงแต่กระเป๋าตัวเอง เพื่อนฝูง พรรคพวก แต่ขอให้นึกถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจนั้นทั้งหมด ธุรกิจเจริญ เจ้าสัวก็เจริญขึ้น หลงจู๊ก็เจริญขึ้น ผู้ถือหุ้นก็เจริญขึ้น เศรษฐกิจของประเทศก็จะเจริญขึ้น"

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง
ความพอดีของวิถีพัฒนาไทย
โดย
นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย / ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในการสัมมนาเรื่อง
“ความพอดีของวิถีพัฒนาไทย ในกระแสโลกาภิวัตน์”
จัดโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
ณ ห้องประชุม ๓ ศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ


ท่านผู้มีเกียรติ

การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันในเวทีโลกและเวทีระดับชาติกันมาร่วมทศวรรษแล้ว เวทีโลกได้สรุปเอาไว้ว่าหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นหลักการบนพื้นฐานของการประสานผลประโยชน์ ระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินไปด้วยกันได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่กันคนละขั้ว มิใช่ว่ามีการพัฒนาแล้วจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ได้ หรือมิใช่มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้วจะต้องไม่มีการพัฒนา

จากมูลฐานข้อเท็จจริงที่ว่า อารยธรรมของโลกมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และพัฒนาอยู่ตลอดมา อีกทั้งธรรมชาติของมนุษย์เรา มีสมองที่จะทำงานและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ และวิธีการผลิตใหม่ ซึ่งเราจะต้องยอมรับว่าในโลกของความเป็นจริง การพัฒนา วิวัฒนาการ จะหยุดยั้งไม่ได้และจะดำเนินต่อไป แต่ที่สำคัญคือจะต้องมีสติ

ในช่วง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา วิวัฒนาการได้ให้ความสำคัญต่อด้านสิ่งแวดล้อมน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เพราะแต่ละสังคมไปเพ่งเล็งอยู่ที่ความเจริญ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเติบโตของรายได้ประชาชาติ จนมาถึงจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อ ๓๐ - ๔๐ ปีที่แล้ว ที่มีการพูดถึงกันอย่างจริงจัง เป็นผลสืบเนื่องจากการที่อุตสาหกรรมและธุรกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว นำพาความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมมาสู่สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นบริษัทน้ำมัน บริษัทปิโตรเคมี และอื่น ๆ

ปัจจุบัน ปัญหานี้เพิ่มพูนทวีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะสังคมของโลกหนักไปทางด้านบริโภคนิยม และเป็นโลกของการแข่งขัน มีทั้งการแข่งขันเพื่อให้มีการพัฒนาขึ้น และแข่งขันเพื่อให้มีอำนาจเหนือกว่ากัน การแข่งขันประเภทหลังทำให้บางส่วนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดภายใต้กระแสที่เชี่ยวกราก เพราะเป็นการแข่งขันที่ไร้คุณธรรม นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบของผู้มีอำนาจกว่า เกิดความไร้ระเบียบของสังคมโลก เป็นชนวนไปสู่การต่อสู้ ประหัตประหาร แล้วยังก่อให้เกิดการทำลายล้างทั้งชีวิตมนุษย์ ระบบนิเวศ และระบบวัฒนธรรมอย่างรุนแรงและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หากเราปล่อยให้วิถีโลกยังดำเนินไปอย่างนี้ ก็ไม่ต้องมาพูดถึง “ความยั่งยืน” กันให้เสียเวลา จะประชุม Earth Summit อีกกี่ครั้งก็ตาม หรือมีวาระ Agenda อีกกี่ฉบับ ก็ไม่มีความหมาย และเวลาของโลก จะอยู่รอดให้เรามีการประชุมกันถึงอีกกี่สิบครั้งหรือไม่นั้น ผมไม่มั่นใจ

แต่สิ่งที่ผมมั่นใจก็คือ เราจะสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนสังคมเล็ก ๆ ของเรา ให้รอดพ้นจากกระแสของโลก ด้วยจุดยืนที่ตั้งมั่น และก้าวไปสู่วิถีของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ถ้าเราลงมือทำวันนี้และนาทีนี้

ผมไม่ได้ชี้นำให้เราเอาตัวรอดแบบที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมโลกโดยรวม ในความเป็นจริง เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็นสมาชิกของสังคมโลก และเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่ชาติมหาอำนาจที่จะไปชี้นำหรือควบคุมใครได้ นั่นจึงทำให้เราจำต้องเอาตัวเองออกมาให้พ้นกระแสของความรุนแรง วิถีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และความไร้ระเบียบของสังคมโลก เราจำเป็นต้องทำ และทำคนเดียวก็ไม่ได้ เราต้องแสวงหาพันธมิตรมาร่วมในขบวนการการอยู่รอดอย่างรับผิดชอบนี้ด้วยกัน

หากหันกลับมามองสังคมไทยของเราบ้าง ผมว่าตอนนี้เราไร้ระเบียบไม่แพ้สังคมโลกแล้ว มองลงไปสู่สังคมที่เล็กกว่า จนถึงระดับครอบครัว ท่านเห็นอะไรบ้าง สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือความเป็นธรรมชาติของคนที่อยู่ร่วมกันในสังคมระดับต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่าแม้แต่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ของเรา ก็ยังมีความหลากหลายรวมกันอยู่ แต่ความผาสุกก็เกิดขึ้นได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เราน่าจะคิดดู

สำหรับผมเองแล้ว ความผาสุกและสันติในสังคมจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากความเอื้ออาทรและการเคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเคารพในเรื่องของความคิด และพร้อมที่จะฟัง พร้อมที่จะได้ยิน และพร้อมที่จะหาทางออกร่วมกัน ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับวิถีการพัฒนาที่มีความพอดี และหากเกิดคำถามตามมาว่า ความพอดีอยู่ที่ไหน เป็นความพอดีของใคร ความพอดีของนักลงทุน เกษตรกร หรือคนยากจน ทุกท่านทราบดีว่า ความพอดีของแต่ละของแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของแต่ละกลุ่มคนหรือแต่ละประเทศ ก็ต้องมีวิถีและบริบทที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่สำคัญและจะลืมเลือนไปไม่ได้ ก็คือ ความพอดีของการพัฒนาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของทุนที่ตัวเองมี ไม่ใช่ทุนที่ไปยืมใครเขามา ไม่ใช่ทุนที่นำมาเข้าจากต่างประเทศ และไม่ได้หมายถึงทุนที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงทุนทั้งหมดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทุนทรัพยากร ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรคน ทุนทางปัญญา รวมทุนทางวัฒนธรรมและจารีตประเพณีด้วย

ที่ผ่านมา เราไม่ได้ประเมินทุนเหล่านี้อย่างละเอียด เราละเมิดความสำคัญของทุนบางอย่าง ทำให้เราพยายามก้าวกระโดดไปสู่ความมั่งคั่งโดยขาดความมั่นคง ผลที่ตามมาก็คือว่า เราประสบผลสำเร็จหรือความล้มเหลวในเรื่องนี้อย่างไร ถึงเวลาที่ต้องทบทวน แล้วใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่อนาคตที่น่าอยู่มากกว่านี้

และนอกจากนี้ วิถีการพัฒนาที่พอดี จะต้องสอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติ ความเป็นธรรมชาติ ก็คือ ความเป็นปรกติ ความเป็นธรรมดา

ความเป็นธรรมชาติจะต้องมีความหลากหลาย ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกาภิวัฒน์ที่กำลังลดทอนความหลากหลายของโลกในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทิศทางการพัฒนาหรือเรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นธรรมชาติจะต้องมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งทั้งหลาย มีการพึ่งพาอาศัย และมีความเป็นเอกภาพในความหลากหลาย เช่นเดียวกับการพัฒนา หากเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เราก็จะต้องให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับระบบนิเวศ ระบบวัฒนธรรม และจริยธรรมของสังคมด้วย

ความเป็นธรรมชาติจะต้องมีความสามารถที่จะจัดการกับตัวเองได้ ซึ่งปัจจุบัน ธรรมชาติพังไปมาก ก็เพราะน้ำมือมนุษย์ที่เข้าไปจัดการหรือไปยุ่งกับธรรมชาติจนเกินความจำเป็น และทำให้ธรรมชาติปรับตัวเองไม่ทัน อีกประการหนึ่งของความเป็นธรรมชาติ ก็คือ การเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การที่อ้างว่าต้องรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เหมือนเดิม จึงเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติ แต่ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือ การคงความสมดุลไว้ให้ได้

ฉะนั้น ทิศทางการพัฒนาไทยในอนาคต จะต้องสำรวจเพื่อรู้จักตัวเอง รู้ทุนของตัวเองให้มากขึ้น และดำเนินไปตามวิถีของธรรมชาติให้มากกว่าที่เป็นอยู่ และต้องเข้าใจว่า วิถีธรรมชาตินั้นมีวิถีการการเปลี่ยนแปลงของตัวมันเอง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะหยุดและไม่ก้าวต่อไปอีก

บนพื้นฐานแนวคิดข้างต้น เราจึงจะต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการพัฒนาประเทศให้มุ่งไปสู่ความมั่นคงมากกว่าความมั่งคั่ง มั่นคงในด้านเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับชาติ มั่นคงทางด้านจิตใจ ด้านวัฒนธรรม การเมือง และด้านนิเวศ การพัฒนาประเทศที่จะก่อให้เกิดความมั่นคงในทุกระดับได้นั้น สัมมาทัศนะของวิถีการดำเนินชีวิตระดับปัจเจกบุคคลจะต้องเกิดขึ้นก่อน

ทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากดำเนินวิถีชีวิตของตนจนเกินความพอดี ขัดแย้งกับความเป็นธรรมชาติ กระเสือกกระสนแข่งขัน ไขว่คว้าเพื่อบริโภคและครอบครองทรัพย์สินจนเกินความจำเป็น หาได้มีความพอเพียงในชีวิต หลายต่อหลายคนได้ทุ่มเทต่อการทำงานเพียงเพื่อให้เกิดความมั่งคั่ง แต่ชีวิตกลับขาดความมั่นคง แล้ว จะมีประโยชน์อะไร

ซ้ำร้าย วิถีการพัฒนาที่ไม่มีความเป็นธรรมชาติ มีการแข่งขันที่เอารัดเอาเปรียบ ไร้คุณธรรม และผูกขาด ทำให้สังคมเราไร้ระเบียบมากขึ้น สร้างความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันระหว่างบุคคลขยายมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น ระบบนิเวศเสื่อมโทรม จริยธรรมเสื่อมถอย และระบบครอบครัวล่มสลาย

เสียเวลาที่จะตั้งคำถามว่า สัมมาทัศนะของพวกเราและของผู้นำในสังคมไทยในเรื่องการพัฒนาเกิดแล้วจริงหรือ เพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว

ณ นาทีนี้ เราจะต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการพัฒนาแบบเดิม การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนถาวร ตามที่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้บันทึกไว้นั้น ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดจากชายขอบก่อนเสมอ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากศูนย์อำนาจแม้จะเกิดขึ้นมากครั้ง แต่ไม่มีความยั่งยืน เพราะฉะนั้น ผมจึงให้ความสำคัญกับพวกเราที่ทำงานในลักษณะชายขอบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสาธารณะ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรประชาชน ซึ่งจะต้องทำงานต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ และคงจะต้องทนฟังคำติเตียน หรือคำพูดที่ถากถางจากคนบางกลุ่มในสังคมไทยต่อไป

ผมมีความยินดี ที่ได้เห็นความห่วงใยของคนรุ่นหนุ่มสาว และได้รับรู้ถึงอุดมคติขององค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรประชาชนซึ่งถือเป็นความหวัง คนรุ่นนี้จะต้องต่อสู้กันอีกนาน ขออย่าย่อท้อ ควรผนึกกำลังกัน เพื่อจะได้มีพลังในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จุดประกายวิถีการพัฒนาเพื่อความมั่นคง บนพื้นฐานของความเป็นธรรมชาติดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และจะต้องยอมรับข้อเท็จจริงของโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา มีการวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ที่จะมีส่วนให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจมีความสอดคล้องกับการรักษาระบบนิเวศได้

สุดท้าย ผมขอฝากไว้ว่า หากประชาชนไม่ให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อกระบวนการพัฒนาประเทศ แต่กลับเรียกร้องถึงการมีส่วนร่วมโดยไม่รู้จักหน้าที่และมองเป็นองค์รวม ปล่อยให้เป็นเพียงภาระหน้าที่ของรัฐดำเนินการไปตามลำพัง ความคาดหวังที่จะได้เห็นการพัฒนาที่จะนำประเทศไปสู่ความมั่นคง เกิดความผาสุกและสันติของทุกกลุ่มคนในสังคม ก็ย่อมเกิดได้ยาก ในทางกลับกัน หากภาครัฐซึ่งพูดถึงการมีส่วนร่วมอยู่เสมอ บอกว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่กลับไม่ได้ยิน แสดงความไม่พอใจหรือไม่นำไปใช้ ก็ไร้ประโยชน์เช่นเดียวกัน

ฉะนั้น เราทั้งหลายจะต้องร่วมกันคิด แต่หากมีความเห็นที่แตกต่างกัน นั่นก็คือ ความเป็นธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้เพื่อหาทางออกร่วมกัน ในโลกของความจริงไม่มีใครได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ข้อยุตินั้นทุกคนต้องมีส่วนได้ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็น มีสติเพียงพอที่จะพยายามประสานผลประโยชน์ ซึ่งจะต้องไม่ทิ้งหลักการ รวมถึงคิดเพื่อหาทางออก และเมื่อได้ข้อยุติแล้วจะต้องช่วยกันทำ โดยต้องทำมากกว่าที่คิด การพัฒนาที่เราคาดหวังจึงจะเกิดขึ้นอย่างสัมฤทธิ์ผล

ผมขออวยพรให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และขอเปิดการสัมมนา ณ บัดนี้

ขอขอบคุณครับ

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำกล่าวเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๔ เรื่อง
“ยุทธศาสตร์การขจัดปัญหาความยากจน”
โดย คุณอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ร่วมจัดโดย มูลนิธิชัยพัฒนา
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สำนักงบประมาณ
และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ณ โรงแรม แอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จ.ชลบุรี
วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๔


ท่านผู้มีเกียรติ
ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า สภาพัฒน์ และสำนักงบประมาณ ได้ร่วมกันจัดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๔ เรื่อง “ยุทธศาสตร์การขจัดปัญหาความยากจน” ขึ้นในครั้งนี้

การที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐที่เป็นหน่วยงานหลัก อย่างสภาพัฒน์และสำนักงานงบประมาณจากภาคการวิจัย อย่างทีดีอาร์ไอ และจากองค์กรที่มีวัตถุประสงค์และผลงานแน่ชัดในการพัฒนาความกินดีอยู่ดีในชนบทและชุมชน อย่างมูลนิธิพัฒนาและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มาร่วมมือกันจัดการสัมมนาในครั้งนี้ ผมถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่ง เพราะปัญหาที่รุนแรงซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างปัญหาความยากจน หากปราศจากความร่วมมือไปในทิศทางเดียวและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันจากทุกภาคแล้ว ก็ยากที่จะแก้ไข หรือแม้แต่บรรเทาให้เบาบางลงได้ ความยากจนโดยตัวของมันเอง นำมาซึ่งความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ทำให้เกิดความหวาดกลัว ซึ่งเป็นภาวะของคนไร้อิสรภาพ อย่าเพียงแต่จะคิดว่าความยากจนจะนำมาซึ่งปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างอื่นเลย เพียงแต่การที่ประเทศของเรามีประชากรที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ก็ทำให้สังคมกัดกร่อนและไร้ดุลยภาพได้แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะลดจำนวนของผู้ที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ให้น้อยลงมากที่สุด

แต่เมื่อผมเริ่มชีวิตการทำงานเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ผมจำได้ว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย แต่ทำไม ในขณะที่ตัวเลขแสดงความยากจนของประเทศไทยโดยรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาคนยากคนจนยังคงรุนแรง ปัญหาคืออะไร และเราจะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดได้อย่างไร

ในเบื้องต้น ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ความยากจนในสมัยนี้ มีหน้าตาแตกต่างไปจากความยากจนที่คนรุ่นผม เคยรู้จักอยู่มาก เพราะเงื่อนไขทำให้จน หรือเงื่อนไขที่ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกแร้นแค้น อับจน และไร้หนทางนั้นซับซ้อนขึ้นมาก ในปัจจุบันคนที่ “จนเงิน” ก็มักจะถูกนำพาให้ “จนโอกาส” “จนความรู้” และ “จนวิถีชีวิต” ไปด้วย ในทางกลับกัน คนที่ “จนโอกาส” และ “จนความรู้” ก็มักจะกลายเป็นคนที่ “จนเงิน” ไปด้วยในที่สุด นี่ประเด็นที่หนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ ตลอดระยะเวลา ๔๐ ปีที่ผ่านมา เรามุ่งสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีความหวังว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะนำมาซึ่งรายได้ และการเพิ่มรายได้ก็จะช่วยลดความยากจน ซึ่งความคิดนี้ก็ไม่ผิด เพียงแต่ในกระบวนการดังกล่าว เราขาดการบริหารจัดการบางสิ่งบางอย่าง ทำให้ช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างมากขึ้น ยิ่งช่องว่างทางรายได้กว้าง การเจริญเติบโตของประเทศโดยรวมก็จะยิ่งช้า และขาดเสถียรภาพ โอกาสที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จะทำให้คนจนลืมตาอ้าปากได้ก็ยิ่งลดน้อยลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ถ้าช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจนห่างกันมาก ก็มักจะนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ทางสังคม เช่น ปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรง และปัญหาอาชญากรรม ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความยากจน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ ปัญหาความยากจนนั้น จะรอบด้านไปไม่ได้ หากไม่ได้พิจารณาเรื่องของช่องว่างทางโอกาสประกอบด้วย

เราจะลดช่องว่างทางรายได้ได้อย่างไร ประสบการณ์จากทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญคือ แนวนโยบายของรัฐครับ นโยบายของรัฐบาล รวมถึงทิศทางการพัฒนา การเพิ่มโอกาสและศักยภาพ ให้ผู้คนและสังคมของตน ตลอดจนการเพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ยากจน

ข้อสังเกตประการที่ ๓ แม้ว่านโยบายของรัฐจะสำคัญมากต่อการแก้ปัญหาความยากจน แต่การรอเพียงนโยบายหรือการดำเนินการของภาครัฐนั้นไม่เพียงพอ เพราะเท่ากับว่าเรายังรอคอยปัจจัยภายนอกอยู่ การขจัดปัญหาความยากจนจะต้องมองหลายระดับ ทั้งระดับบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความพยายามพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งในระดับชุมชนในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งและกระบวนการเรียนรู้ และในระดับนโยบายของรัฐ

ความพยายามและความร่วมมือกันในทั้ง ๓ ระดับ จากทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และที่สำคัญอย่างยิ่ง การฟังเสียงจากตนจนเอง เป็นกุญแจไปสู่ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความยากจนที่ปฏิบัติได้จริงและยั่งยืน

ในชีวิตผมไม่เคยรำคาญอะไรมากเท่าการแบ่งขั้วอย่างผิวเผิน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งขั้วในเชิงอุดมการณ์อย่างในอดีต หรือการแบ่งขั้วใด ๆ ในทศวรรษนี้ ผมเชื่อว่าการแบ่งขั้วที่รุนแรงที่สุด จะอยู่ที่การแบ่งแยกระหว่างคนรวยกับคนจน และไม่ใช่เพียงระหว่างคนรวยเงินกับคนจนเงินเท่านั้น แต่ระหว่างคนรวยโอกาสกับคนจนโอกาส คนรวยกับคนจนความรู้และกระบวนการเรียนรู้ และคนรวยวิถีชีวิตกับคนจนวิถีชีวิต ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องหาหนทางอย่างน้อย ๔ ประการ คือ

หนึ่ง ลดคนจนเงิน จะด้วยมาตรการการช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือการเสริมสร้างโอกาสในทางใดก็แล้วแต่ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ทำให้รายได้มีมากกว่ารายจ่ายและทำให้เงื่อนไขการเกิดรายได้หรือรายจ่ายนั้น ไม่ต้องเพิ่งพาเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว

สอง ตัดหรือบรรเทาความสัมพันธ์ระหว่าง “เงิน” “โอกาส” “ความรู้” และ “วิถีชีวิต” อย่าให้ความจนในรูปแบบหนึ่งต้องนำมาซึ่งหรือสะท้อนถึงความจนในรูปแบบอื่นไปด้วย

สาม สร้าง “โอกาส” “ความรู้” และ “วิถีชีวิต” ที่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและเพียงพอในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในลักษณะที่ไม่ต้องมีเงินเท่านั้นเป็นเงื่อนไขนำ

และประการสุดท้าย สร้างเงื่อนไขในสังคมที่จะทำให้ช่องว่างในสังคมลดน้อยลงให้มากที่สุดทั้งทางด้านเงินทอง รายได้ โอกาส ความรู้ และความสามารถในการมีวิถีชีวิตที่มีคุณภาพและพอเพียง

ผมเห็นว่า สาเหตุหลักประการหนึ่งของความยากจนในเมืองก็คือ ความยากจนในชนบท และสาเหตุใหญ่ของความยากจนในชนบท ก็คือ การขัดสนที่ทำกิน ภาวะเงื่อนไขในการทำมาหากินที่เปลี่ยนไป ทำให้คนจนที่มีแต่แรงงาน ต้องรับจ้างอย่างไม่มีแหล่งรายได้ที่แน่นอน ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง หลายส่วนต้องอพยพจากความเป็นคนจนในชนบทมาแสวงหาสภาพชีวิตที่ดีกว่าในเมือง เพียงเพื่อจะพบว่า การเป็นคนจนในเมืองมีข้อจำกัดอีกมากมายนัก ทำให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา

เราจะทำอย่างไรให้คนไทยทุกคน อย่างน้อยถึงไม่มีเงินก็มีที่ดิน มีสภาพแวดล้อมในการทำมาหากินที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างพออยู่พอกิน เราจะสร้างเงื่อนไขอย่างไรให้คนจนสามารถเพิ่งพาตนเองได้เขามีโอกาส ให้เขาอยู่ในสังคมนี้อย่างคนที่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่อย่างผู้ร้องขอและไม่ใช่อย่างขอทาน ให้เขามีความสามารถในการตั้งรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมั่นคงพอสมควร จริงอยู่ คนเราเกิดมามีความพร้อมไม่เท่ากันหรอกครับ แต่สังคมจะต้องทำให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน โอกาสที่จะแสวงหาความรู้ โอกาสที่จะแสวงหาโอกาสในชีวิต โอกาสที่จะร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจและร่วมมือลงปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าคนจนก็จะต้องไร้โอกาสหรือยากจนอยู่อย่างนั้นตลอดกาล เงื่อนไขเหล่านี้เราสร้างได้ และจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นในสังคมของเรา

ข้อสังเกตประการสุดท้าย ก็คือ ดังที่ท่านได้เห็นแล้วว่า ปัญหาความยากจนไม่สามารถแยกออกได้จากปัญหาอื่น ๆ ในสังคม เช่นเดียวกัน หัวข้อในการสัมมนาวิชาการประจำปีแต่ละปี ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันโดยเด็ดขาดได้ ในปี ๒๕๔๑ เราพูดกันถึงเรื่อง “จากวิกฤติสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ในปี ๒๕๔๒ เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” และเมื่อปีที่ผ่านมา เรื่อง “สังคมโปร่งใสไร้ทุจริต” การสร้างกระบวนการที่ต่อเนื่องเป็นวัตถุประสงค์ของผู้จักการสัมมนา เพื่อจุดหมายปลายทางเดียวกัน นั่นคือ การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สมาชิกในสังคมสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสันติสุข ในสังคมที่เป็นธรรม ที่ให้เกียรติและที่ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในชีวิต

วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการสัมมนาวิชาการประจำปี ก็คือ การสร้างเวทีเชื่อโยงให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นในห้องประชุม ที่ล็อบบี้โรงแรมหรือที่โต๊ะอาหาร เพื่อนำไปสู่แรงบันดาลใจในการแก้ปัญหาไปสู่ความรู้สึกผูกพันธ์ว่าเราไม่ได้แก้ปัญหาอยู่เพียงลำพัง แต่มีอีกหลายฝ่ายที่ทำหน้าที่ของตนอยู่ ผมคาดหวังว่าการสัมมนาของเราจะเป็นจุดเริ่มต้นและจุดต่อเนื่องของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำไปสู่ความร่วมมือในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป ดังนั้น ผมจึงตั้งความหวังไว้ว่า เมื่อเรากลับไปจากพัทยาในครั้งนี้ เราจะได้มาตรการ ได้เครือข่าย และได้วิธีการนำมาตรการและยุทธศาสตร์ที่ร่วมกันกำหนดขึ้นไปดำเนินการและปรับแต่งต่อไปอีก เพื่อนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด

ผมดีใจมากที่ได้ทราบว่า การสัมมนาครั้งนี้พยายามสะท้อนมุมมองจากคนจนและคนด้อยโอกาสให้มากที่สุด ได้มีการจัดทำวีดิทัศน์ และในขั้นตอนการเตรียมการสัมมนา ก็ได้สนับสนุนให้สมาชิกในชุมชนเป็นผู้วิจัยสถานการณ์ความยากจนในท้องที่เอง มีการจัดเวทีประชุมปฏิบัติการเพื่อรับฟังมุมมองจากตัวแทนคนจน ๒ ครั้ง และมีการจัดนักวิจัยไปศึกษาข้อมูลโดยการใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน ๑๐ หมู่บ้าน เป็นเวลา ๒ เดือน ดังที่ท่านจะได้รับฟังผลในช่วงเสียงสะท้อนจากคนจนในลำดับต่อไป สิ่งที่คนด้อยโอกาสในสังคมของเราต้องการก็คือคนฟังครับ ฟังในสิ่งที่เขาพูดจริง ๆ เพราะ ไม่มีใครฟังเขา เขาจึงต้องออกมาตามท้องถนน ออกมาประท้วง ซึ่งหลายครั้งก็จบลงด้วยความรุนแรงความแตกร้าว และความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันในสังคม ทำให้สายใยที่ถักทอความเป็นหนึ่งของสังคมบางเบาลงทุกที และถ้าสายใยนี้ขาดลงเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน ก็ไม่มีสังคมจะให้อยู่อย่างแน่นอน

ผมขอฝากข้อสังเกตต่าง ๆ ไว้เพียงเท่านี้ บัดนี้ ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๔

ขอบคุณครับ

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถานำ
เรื่อง
ปัญหาความร่ำรวยผิดปกติในสังคมไทย
โดย
ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน
วันจันทร์ที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
โรงแรมอโนมา

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาปาฐกถานำ เรื่อง “ปัญหาความร่ำรวยผิดปกติในสังคมไทย” ท่ามกลางความสนใจอย่างยิ่งของท่านผู้มีเกียรติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการป้องปรามการทุจริตอันเป็นที่มาของของความร่ำรวยผิดปกติในวันนี้

ความจริง เมื่อพูดถึงหัวข้อสัมมนา คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจผมก็คือ สังคมไทยเคยเห็นความร่ำรวยมหาศาลของนักการเมืองและข้าราชการเป็นปัญหาหรือไม่? หรือ ผู้จัดเวทีสัมมนาสาธารณะนี้เท่านั้นที่เห็นว่าเป็น “ปัญหา” และเป็น “ความผิดปกติ”?

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนจำนวนมากยังถือคติอันเป็นคำพังเพยไทยที่ว่า “มีเงินเขาก็นับว่าเป็นน้อง มีทองเขาก็นับว่าเป็นพี่”

ค่านิยมที่เห็นว่าเงินคือพระเจ้า ความร่ำรวยเป็นความดีงาม ที่สังคมยอมรับนับหน้าถือตานี่เองเป็นรากเหง้าสำคัญที่ทำให้คนที่มีโอกาสก็ต้องแสวงหาโอกาสให้ร่ำรวยขึ้นมาให้ได้ด้วยวิธีการทุกวิธี มิไยว่าวิธีการนั้นจะถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

ท่านผู้มีเกียรติครับ

นอกจากการเห็นความร่ำรวยเป็นความดีในตัวเอง โดยไม่ได้ตั้งคำถามถึงที่มาของความร่ำรวยแล้ว คนจำนวนมากยังเชื่อผิด ๆ ว่าการคอรัปชั่นบ้าง แต่ในขณะเดียวกันทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดี ดีกว่าการไม่คอรัปชั่น และโครงการต่าง ๆ ต้องหยุดชะงัก ดังที่มีผู้พูดให้เข้าหูอยู่เสมอว่า “กินบ้าง ไม่เป็นไร ถ้ามีผลงาน”

ทัศนคติผิด ๆ เช่นนี้ถูกถ่ายทอดไปยังนักธุรกิจจำนวนมากและประชาชนทั่วไป ดังจะเห็นได้จากผลการศึกษาของ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตรและคณะที่พบว่า “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” ที่ประชาชนให้เจ้าหน้าที่ของรับเป็น “สินน้ำใจ” ตอบแทนที่ให้บริการจดทะเบียนต่าง ๆ ไม่ถือเป็นการทุจริต ค่านิยมนี้เองทำให้เจ้าหน้าที่ระดับซี ๓ ซี ๔ ของกรมกรมหนึ่งแถวปากคลองตลาด มีเงินเก็บในลิ้นชักโต๊ะแต่ละคนเป็นเรือนแสน แต่เมื่อกรมดังกล่าวถูกขโมยขึ้นไปงัดแล้วกวาดเงินไป ก็ไม่มีข้าราชการคนใดกล้าแจ้งความว่าเงินในลิ้นชักตนหายไปกี่แสน ซึ่งแสดงว่า เจ้าหน้าที่รู้ดีว่า สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งถูกต้อง

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

ผมคงต้องย้ำอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่นี้ว่า การทุจริตอันเป็นที่มาของความร่ำรวยผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตแบบให้และรับค่าน้ำร้อนน้ำชา ซึ่งเป็นทุจริตระดับรากหญ้า หรือการทุจริตในโครงการใหญ่หลายล้านบาท มีผลเสียและทำลายสังคมทั้งสิ้น เพราะ

ประการแรก การตัดสินใจใช้อำนาจรัฐที่กฎหมายให้ไว้ ควรต้องตัดสินใจโดยดูข้อดีข้อเสียให้ถ่องแท้ แต่เมื่อเงินเข้ามามีบทบาท ย่อมทำให้การตัดสินใจผิดเพี้ยนไปจากที่ควรเป็น เพราะการอนุมัติ อนุญาต และให้สัมปทาน หรือสิทธินั้น ๆ ถูกอิทธิพลเงินสินบนเข้าครอบ ลองหลับตานึกภาพดูว่า ถ้ากรมป่าไม้ให้สัมปทานทำไม้ในป่าซึ่งควรต้องรักษาไว้เป็นต้นน้ำ การทุจริตนั้นก็สามารถทำลายป่าให้หมดไปได้จากประเทศไทย

ประการที่สอง การทุจริตและความร่ำรวยผิดปกติของผู้มีอำนาจ ย่อมส่งผลร้ายต่อประชาชนตาดำ ๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่ผู้ให้และผู้รับสินบนอาจไม่ได้รับผลร้ายโดยตรง เช่น การทุจริตในการก่อสร้างสะพาน ถนน หรืออาคาร ทำให้มาตรฐานของสิ่งเหล่านี้ต่ำลง เพราะใช้วัสดุและวิธีการที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น บางครั้งก็ร้ายถึงขนาดสิ่งเหล่านี้พังทลายลง เป็นเหตุให้ชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเสียไป

ประการที่สาม การทุจริตและความร่ำรวยผิดปกติ เป็นการฉกฉวยทรัพย์สินทั้งของรัฐและของประชาชนไปเป็นของส่วนตัว ดังจะเห็นได้จากการได้สัมปทานผูกขาดสาธารณูปโภคด้วยวิธีทุจริต ย่อมทำให้ผู้ให้สินบนนำค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปในการทุจริต มาบวกรวมเป็นต้นทุนและผลักภาระให้ประชาชนผู้ใช้บริการต้องใช้บริการราคาแพง ยิ่งกว่านั้น การเอาเงินที่ควรได้แก่รัฐมาเป็นของตัว ยังเป็นการเบียดบังประชาชนเจ้าของภาษีโดยตรง เป็นความผิดทั้งทางศาสนาและกฎหมาย โดยทางศาสนานั้นถือเป็นการลักทรัพย์ ส่วนทางกฎหมายก็ถือเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

ท่านที่เคารพครับ

การโกงราษฎร์ โกงหลวง และความร่ำรวยผิดปกติ แม้จะเกิดจากค่าน้ำร้อนน้ำชา ก็เป็นความผิด ความเลว ที่สังคมต้องช่วยกันป้องปราม

การป้องปรามนั้นต้องเริ่มที่ประชาชน ซึ่งจะต้องร่วมกันเปลี่ยนทัศนคติต่อการได้มาซึ่งเงินทองว่า ต้องได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง และโดยวิธีที่ถูกต้อง ต้องบูชาความสุจริต ความดีงามมากกว่าเงินตรา และที่สำคัญที่สุด ต้องตั้งข้อสงสัย และประนามความร่ำรวยที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า หาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงอย่างไร และร่วมมือกันกำจัดคนรวยผิดปกติเหล่านี้ให้หมด

สภาพบังคับทางสังคมเช่นนี้ จะทำให้คนโกงไม่กล้าโกง

นอกจากนั้น นักธุรกิจผู้ประกอบกิจการทั้งหลายก็ต้องมีจริยธรรมไม่หวังได้สัมปทาน หรือสิทธิต่าง ๆ โดยวิธีการให้สินบน หากผู้ใดประพฤติเข้าข่ายนี้ สังคมธุรกิจต้องร่วมกันประณาม ไม่คบค้าด้วย เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้แข่งขันอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์กติกา แต่เป็นพวกชอบชกใต้เข็มขัด บรรษัทภิบาล หรือที่เรียกว่า good corporate governance ต้องเกิดขึ้นเพื่อป้องกันนักฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจให้หมดไป

สื่อมวลชนเองก็ต้องทำหน้าที่ขุดคุ้ยความร่ำรวยผิดปกติของบุคคล ไม่พึงเอารายได้จากการโฆษณาและความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เกื้อกูลกันมากับผู้มีอำนาจมาบิดเบือนการนำเสนอข่าว การช่วยปกปิดความร่ำรวยผิดปกติหรือความทุจริตของผู้มีเงินและอำนาจต้องถือเป็นการผิดจรรยาบรรณหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอย่างร้ายแรง ถึงขั้นต้องถือว่าร่วมกันกับผู้นั้นกระทำความผิด

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

ความร่ำรวยผิดปกติและความทุจริตจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี “โอกาส”

โอกาสทุจริตนั้นเกิดจากปัจจัยสำคัญสองประการคือ การมีอำนาจใช้ดุลพินิจมากมายที่เรียกว่า discretion ซึ่งกฎหมายให้ไว้และการขาดความโปร่งใสในการใช้อำนาจ ตัวเราจะสังเกตพฤติกรรมทุจริตอันเป็นที่มาของความร่ำรวยผิดปกติของข้าราชการและนักการเมือง เราก็จะพบความจริงข้อนี้ได้ไม่ยาก เช่นในกรมศุลกากรซึ่งกฎหมายศุลกากรที่ล้าหลังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ไว้มากมาย ผู้ออกของต้องเสียเงินเป็นรายโต๊ะ ก็เพราะ “ดุลพินิจ” ที่มีล้นฟ้า และความไม่โปร่งใสในการปฏิบัติงาน แม้การอนุมัติโครงการใหญ่ ๆ ของฝ่ายการเมืองก็มีลักษณะเดียวกัน ดังนั้น จะขจัดต้นตอของความร่ำรวยผิดปกติ เราก็ต้องจำกัดดุลยพินิจของคนให้มากที่สุด

เพื่อการจำกัดดุลยพินิจนี้ ต้องเปลี่ยนวิธีการเขียนกฎหมายให้กฎหมายไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจผู้ใช้กฎหมายให้มากที่สุด เช่น กฎหมายต้องกำหนดเลยว่า ถ้ามีสถานการณ์หนึ่งเกิดขึ้น กฎเกณฑ์ที่จะใช้กันคือกฎเกณฑ์ใด ไม่ต้องให้คนมานั่งเอาใจข้าราชการหรือนักการเมือง หากดุลยพินิจลดลง การทุจริตก็จะลดลง เพราะความแน่นอนเกิดจากกฎหมายเอง ไม่ใช่เกิดจากใจผู้ใช้กฎหมาย ต้นทุนทางธุรกิจก็จะลดลง เพราะความไม่แน่นอนหมดไป

นอกจากนั้น การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยทำงานแทนมนุษย์ก็จะลดทุจริตได้ ดังเช่นที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการอนุมัติของออกจากด่านศุลกากรฟิลิปปินส์ ทำให้การทุจริตของเจ้าหน้าที่ตามโต๊ะต่าง ๆ หมดไป เพราะเครื่องจักรทุจริตไม่เป็น

ท่านผู้มีเกียรติครับ

การพูดถึงความร่ำรวยผิดปกติเฉย ๆ โดยไม่พูดถึงสาเหตุและการหาทางขจัดสาเหตุ ก็เหมือนการบ่นเกี่ยวกับอาการป่วยไข้โดยไม่รักษาสมุฏฐานของโรค ดังนั้น ในวันนี้ ผมจึงขอเชิญชวนให้เราได้ใช้เวลาในการหาสาเหตุอันเป็นสมุฏฐานของโรคร่ำรวยผิดปกติ และหาวิธีรักษาให้สาเหตุนั้นหายไปได้

ผมเชื่อว่า ถ้าเราร่วมมือกันทั้งสังคม ไม่เฉพาะปล่อยให้องค์กรตรวจสอบอย่าง ปปช. หรือ คตง. ต้องทำหน้าที่ฝ่ายเดียวเท่านั้น เราจึงจะขจัดความร่ำรวยผิดปกติได้

ขอบคุณครับ

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง
ภาคีท้องถิ่น: ขีดความสามารถเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ
โดย
นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย / ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในการประชุมวิชาการประจำปี ๒๕๔๕ ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ตามที่ทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญได้ให้หลักการและแนวทางเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นไว้ชัดเจน ไม่ว่าเรื่องของการจัดบริการสาธารณะ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการจัดทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายในการบริหารจัดการ และให้มีอำนาจหน้าที่เป็นของตนเอง รัฐจะเป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่าที่จำเป็นภายในกรอบของกฎหมายเท่านั้น ซึ่งขณะนี้มี พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ได้กำหนดหลักการอย่างกว้าง ๆ ของการกระจายอำนาจเอาไว้ และได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อแปลงหลักการนี้ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง โดยตั้งเป้าไว้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้นตอน รวมทั้งค่อย ๆ เรียนรู้และปรับตัวกันไป ตามขีดความสามารถของท้องถิ่น

อย่างที่ ดร.ไพจิตร เอื้อทวีกุล ได้กล่าวถึงกรอบแผนการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ๕ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๙ ไว้ว่า กรอบแผนฯ นี้เป็นแผนระดับชาติ แต่ใช้เป็นแนวทางระดับท้องถิ่นในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี โดยมีที่มาจากกระบวนการการมีส่วนร่วมที่ทุกภาคีได้มารับรู้ วิจารณ์ เสนอแนะ และให้ข้อคิดเห็น ซึ่งภาคีที่ว่านี้ก็มาจากท้องถิ่นด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ท้องถิ่น คือใคร เพื่อจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ใครคือผู้ที่ต้องรับช่วงอำนาจที่ถ่ายโอนลงไป และจะต้องสร้างขีดความสามารถให้กับกลุ่มใด ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะบางมาตราของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ ก็จะพบว่าท้องถิ่นก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างเช่น อบจ. อบต. เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งกรอบกฎหมายและแผนฯ ก็ได้กำหนดไว้เช่นนั้นด้วย จึงทำให้อำนาจทั้งหลายทั้งปวงที่รัฐได้กระจายหรือถ่ายโอนลงไป ไปหยุดอยู่ที่หน่วยงานเหล่านั้นเท่านั้น

ผมจึงอยากให้เราเปิดใจให้กว้าง และพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ แล้วจะพบว่า แท้จริงแล้วเป้าหมายของการกระจายอำนาจก็คือ กระจายลงไปให้ถึงระดับล่างจริง ๆ ซึ่งนั่นก็หมายถึงประชาชนและชุมชนท้องถิ่นโดยรวม รัฐธรรมนูญไม่ได้มีจุดประสงค์หรือความต้องการให้แยกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกจากประชาชน หรือแยกประชาชนออกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น จะต้องมองว่า “ท้องถิ่น” เป็นพื้นที่ ที่มีคนอาศัยอยู่ มีทรัพยากร มีวัฒนธรรม มีภูมิปัญญา มีจิตวิญญาณและความเป็นชุมชนที่เป็นเรื่องเฉพาะของท้องถิ่น โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบเพียงส่วนหนึ่ง นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราจะพูดกันในวันนี้ ถึงเรื่องการมีส่วนร่วม และการสร้างขีดความสามารถ หรือการสร้างความพร้อมให้กับท้องถิ่นนั้น จะต้องมองให้ครอบคลุมถึงสิ่งที่ผมได้กล่าวไป

แต่ก็น่าเสียดายว่า ปัจจุบันเราหลงประเด็นไปจำกัดอยู่เฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วละเลยภาคประชาชน หรือ ยังคิดแยกส่วนกันอยู่ โดยไปหลงคิดในด้านหนึ่งว่าการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องของประชาชนเท่านั้น และประชาชนมีหน้าที่ต้องมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ ส่วนอีกด้านหนึ่ง เรื่องการสร้างขีดความสามารถเป็นเรื่องเฉพาะขององค์กรปกครองฯ ชาวบ้านไม่เกี่ยว จึงทำให้เห็นว่าการฝึกอบรมแต่ละครั้งจะมีแต่ อบต. เทศบาล ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยชาวบ้านไม่ได้มีโอกาสที่เรียนรู้หรือรับรู้เท่า ๆ กัน ซึ่งถ้าแต่ละองค์ประกอบของสังคม มีความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากันหรือไม่ตรงกันแล้ว การประชุมปรึกษาหารือเรื่องใด ๆ ก็จะตกลงกันได้ยาก และการหาข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้นั้นก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย

ในช่วงของการเปลี่ยนถ่านอำนาจสู่ท้องถิ่นในขณะนี้ ผมจึงอยากให้ความสำคัญกับทุกฝ่าย ซึ่งขอเรียกว่า “ภาคีท้องถิ่น” หมายถึง ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคเอกชนอันรวมไปถึงภาคธุรกิจด้วย ได้ให้เข้ามาปรึกษาหารือและทำงานร่วมกัน โดยจะปล่อยให้เป็นเพียงภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเดียวเช่นเมื่อก่อนคงไม่ได้

การมีส่วนร่วมของภาคีท้องถิ่น ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างกลไกการคานอำนาจและตรวจสอบการบริหารจัดการของภาครัฐทั้งจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเอง และจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็งและขีดความสามารถของท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย ดังนั้น การสร้างขีดความสามารถของภาคีท้องถิ่นจึงต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น ทั้งนี้ ก็เพื่อรองรับและตามให้ทันกับการกระจายอำนาจซึ่งได้เกิดขึ้นล่วงหน้าไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้กระจายลงไปพร้อมกันกับอำนาจมีอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ คือ ภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอยู่ที่การใช้อำนาจในการบริหารงบประมาณของท้องถิ่น โดยมองข้ามทั้งภารกิจ สิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางสังคม อัตรากำลังและขีดความสามารถของบุคลากรท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่ได้วิตกกังวลเกินขอบเขต แต่เราท่านก็ทราบสถานการณ์กันดีอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร

แล้วจะยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก เมื่อทราบว่าในขณะนี้ได้มีถ่ายโอนภารกิจและได้จัดสรรงบประมาณลงไปสู่ท้องถิ่นแล้ว แต่การกระจายบุคลากร ตามลงไปยังมีอุปสรรและไม่เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้จะด้วยเหตุผลของการขาดแรงจูงใจหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งนี้ก็ได้ทำให้การบริหารภารกิจและงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บางภารกิจยังต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงพอสงควร และต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคนิคเฉพาะทาง จึงยังจำเป็นต้องพึงพาส่วนกลางอยู่ เช่น เรื่องของการจัดการทัพยากรน้ำทั้งลุ่มน้ำ การอนุรักษ์โบราณสถาน เช่น อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การบำบัดน้ำเสียจากชุมชนเมือง เป็นต้น แต่ถ้าหากเข้าใจไม่ตรงกันในประเด็นบทบาทและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย แต่ละองค์กร แต่ละภาคี ข้าราชการส่วนกลางก็อาจจะเข้าไปก้าวก่ายหรือไปมีผลได้ผลเสียเกินไปต่อการตัดสินใจของท้องถิ่นได้

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จะกลายเป็นการเลี้ยงลูกไม่ให้โต และการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่น ก็จะยังไม่สัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมของรัฐธรรมนูญ เพราะการเลี้ยงลูกให้โตและทำงานได้เองนั้น ต้องอาศัยการให้ความรู้และฝึกทักษะอย่างค่อยเป็นค่อยไป แบบที่เราเรียนจากอนุบาลไปสู่ประถมฯ มัธยมฯ และมหาวิทยาลัย อย่างไรก็อย่างนั้น

ดังนั้น การสร้างขีดความสามารถของท้องถิ่น จึงเป็นทั้งเหตุและผลของการกระจาย อำนาจ และจำเป็นจะต้องเร่งให้มีขึ้นด้วยความจำเป็นเร่งด่วน ๓ ประการ

ประการแรก เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่กล่าวแล้วว่า ขณะนี้ได้มีแผนปฏิบัติการการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณไปสู่ท้องถิ่นแล้ว ดังนั้น ท้องถิ่นต้องมีความสามารถในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดผลในทางปฏิบัติได้มากที่สุด

ประการที่สอง เพื่อให้การตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดเป็นรูปธรรมและผลได้จริง โดยภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ต้องสนับสนุนการทำงานในภาคประชาสังคมและภาคีต่าง ๆ ให้สามารถเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐท้องถิ่นมากขึ้น และ

ประการที่สาม เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นมีศักยภาพที่จะสามารถตัดสินใจ และนำพาท้องถิ่นไปสู่ความน่าอยู่ และการเพิ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและตลอดไป

ถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะกำลังคิดไปถึงการปฏิบัติ ว่าจะทำได้อย่างไร ผมไม่อยากให้ท่านคิดอะไรที่ซับซ้อนและเริ่มต้นได้ยาก แต่อยากให้เรามองสิ่งที่เรามี เราขาด และเราเป็นอยู่ ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่เรากำลังขาด คือ ขาดความเข้าใจและขาดการปรับเปลี่ยนวิธีคิด สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นก่อนเป็นอับดับแรก รัฐต้องเปลี่ยนจาก “รัฐผู้ปกครอง” หรือ “รัฐผู้จัดหา” มาเป็น “รัฐผู้สนับสนุนและส่งเสริมสร้างขีดความสามารถให้ท้องถิ่น” ซึ่งทำได้หลายทาง ทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การฝึกอบรม และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม

ในขณะเดียวกัน ท้องถิ่นเองก็ต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้รอรับ” มาเป็น “ผู้เรียนรู้” เพื่อการพัฒนาและเพิ่งตนเอง ต้องขวนขวายที่จะรู้สิทธิ รู้หน้าที่ที่พึงมีพึงได้ รวมทั้งต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างรูปแบบและกลไกตรวจสอบการทำงานของภาครัฐขึ้นมาให้ได้ การเรียนรู้ของท้องถิ่นและภาคประชาชนในลักษณะนี้ มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วว่า สามารถสร้างพลังได้อย่างเข้มแข็ง เช่น กลุ่มฮักเมืองน่าน จังหวัดน่าน ที่ได้รับรางวัลองค์กรดีเด่นด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นการรวมตัวกันเองของภาคีท้องถิ่น เพื่อทำกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด ก็ได้มีการรวมตัวกันต่อสู้กับนายทุนที่บุกรุกป่าชายเลนจนสำเร็จ และได้จัดการป่าบริเวณนั้นไว้เป็นป่าสำหรับชุมชน การสร้างพลังเช่นนี้จะเป็นกลไกหนึ่งที่เข้าไปถ่วงดุลอำนาจการบริหารงานของภาครัฐได้ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการตรวจสอบเพื่อลดโอกาสการคอรัปชั่นในระดับท้องถิ่น ซึ่งต้องขอโทษที่จะพูดว่าประเด็นหลังนี้อาจเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

สำหรับการปรับเปลี่ยนให้เกิดการสัมฤทธิ์ผลนั้น จะต้องมาจากการปรับวิธีคิดหรือทัศนคติทั้งหมด ตลอดทั้งกระบวนการ ไม่ใช่ปรับแต่เพียงรูปแบบหรือเพียงเปลือกนอก จุดสำคัญคือ การปฏิรูปวิธีคิดให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของสังคม ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของกลไกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ และ พรบ. การกระจายอำนาจฯ ซึ่งทั้ง ๓ กลไกได้เน้นสาระสำคัญของการเมืองภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และบทบาทของท้องถิ่น ซึ่งผมยังมองไม่เห็นว่าการปฏิรูประบบราชการแบบที่กำลังทำกันอยู่ จะเชื่อมโยงมาสู่สิ่งเหล่านี้ได้มากน้องสักเท่าไร เพราะนอกจากจะทำให้เกิดโครงสร้างระบบข้าราชการใหม่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนกว่าเดิมแล้ว ยังน่าเป็นห่วงว่า โครงสร้างใหม่นี้ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการคานอำนาจ และการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ซึ่งก็ยิ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจมากกว่าการกระจาย อำนาจมากขึ้นไปอีก

สำหรับผม ผมอยากเห็นรัฐที่เล็ก มีความคล่องตัว และใกล้ชิดประชาชน มีกระบวนการปรึกษาหารือ รับฟังความคิดเห็น เป็นรัฐของประชาชน ไม่ใช่รัฐของนักการเมือง และหากจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปใด ๆ ก็จะต้องมาจากการระดมสติปัญญาของคนในสังคม ไม่ใช่เรื่องเฉพาะฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายข้าราชการเท่านั้น

ท้ายสุด ผมขอพูดถึงเรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย ก็คือ ความเป็นปัจเจกของท้องถิ่น ที่ต่างคนต่างอยู่ เอาแต่เพียงท้องถิ่นของตนอยู่รอด ขาดการเกื้อกูลต่อท้องถิ่นอื่น ๆ โดยเฉพาะท้องถิ่นที่เล็กกว่า และไม่ได้มองถึงภาพเป็นองค์กรรวม ด้วยการเอาเหตุผลของท้องถิ่นเป็นใหญ่ โดยไม่สนใจต่อประโยชน์โดยส่วนรวมของประเทศ ผมอยากให้พวกเราใช้ปัญญาและตั้งสติที่จะฟังและคิด โดยตระหนักว่าในโลกของความจริงไม่มีใครได้เต็มร้อย แต่ในข้อยุตินั้นทุกคนต้องมีส่วนได้ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฝ่ายมีความรู้ความเข้าใจ มีปัญญา มีสติเพียงพอที่จะวิเคราะห์และสังเคราะห์ในภาพกว้างและเป็นองค์ภาพรวมได้ดีพอ จนสามารถประสานประโยชน์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดได้อย่างไร ทั้งนี้จะต้องไม่ทิ้งหลักการและความถูกต้อง

เรื่องนี้มีความสำคัญมากสำหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเรื่องของป่าไม้ ลุ่มน้ำ ชายฝั่ง ขยะ หรืออื่น ๆ ล้วนเป็นประเด็นคาบเกี่ยวที่ส่งผลกระทบกันและกันระหว่างท้องถิ่นหรืออาจจะเป็นประเด็นร่วมของภูมิภาคหรือของโลกเลยทีเดียว ในบางกรณีจึงจะทำหรือพิจารณาเฉพาะข้อมูลท้องถิ่นแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ บอกจากนี้ การแยกความเป็นท้องถิ่นออกจากความเป็นรัฐ จะทำให้ประเทศขาดความเป็นเอกภาพ เราคงไม่ต้องการเห็นภาวะท้องถิ่นเข้มแข็ง แต่ประเทศชาติอ่อนแอเกิดขึ้นในประเทศของเรา

อย่างไรก็ตาม ผมขอเน้นว่า ผมยังให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถให้แก่ภาคีท้องถิ่น เพื่อไปหนุนให้การกระจายอำนาจสามารถเกิดประสิทธิผลได้จริง และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมในวันนี้จะมีส่วนช่วยในการสร้างความรู้และมุมมองที่ถูกต้อง ในเรื่องการกระจาย อำนาจการจัดการสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม และการสร้างขีดความสามารถของท้องถิ่น ทั้งในภาคเมืองและชนบท ให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมได้หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้เกิดพหุภาคีที่สามารเข้ามาช่วยกันสร้างสรรค์สังคมของเราให้ยั่งยืนและน่าอยู่ยิ่งขึ้นต่อไป

ขอบคุณครับ

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

บทบาทของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกับสังคมไทย
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานสภาที่ปรึกษาฯ
วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๕
ณ หอประชุมคุรุสภา ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพฯ

๑. ภาพรวมของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
     สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นองค์กรซึ่งเพิ่งจะเริ่มจัดตั้งขึ้นใหม่องค์กรหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ให้เป็นองค์กรอิสระ แต่องค์กรนี้ก็ควรเป็นองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งที่ปราศจากการครอบงำทางความคิด องค์กรนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วอย่างน้อย ๑๐ เดือน นับตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นวันที่ประกาศความเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ทั้ง ๙๙ คนมาจากฐานอาชีพที่ต่างกัน จากภาคการผลิตด้านการเกษตร ๑๖ คน จากด้านอุตสาหกรรม ๑๗ คน จากด้านบริการ ๑๗ คน จากด้านสังคม ๑๙ คน จากด้านฐานทรัพยากร ๑๖ คน และจากผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๔ คน ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายรู้จักสภาที่ปรึกษาฯ บ้างแล้ว ผลงานของสภาที่ปรึกษาฯ นั้น ก็มีพอประมาณกับระยะเวลาที่ผ่านไป ผลงานที่เป็นหน้าที่โดยตรงของสภาที่ปรึกษาฯ ชิ้นแรกสุดก็คือ การให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้ร่าง แผนพัฒนาฯ แต่ละฉบับใช้ในการพัฒนาประเทศเป็นระยะเวลา ๕ ปี แต่สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ มีอายุการทำงานเพียง ๓ ปีเท่านั้น พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาฯ ฉบับแรกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้คือ พระราชบัญญัติฯ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ บัญญัติหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ ในมาตราที่ ๑๐ ข้อ ๒ ให้เข้ามาทำหน้าที่ให้ความเห็นต่อแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ พอดี ในช่วงเวลานั้นพวกเรามีเวลาน้อยมากในการพิจารณาให้ความเห็นต่อแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ เรามีเวลาพิจารณาเพียงเดือนกว่า ๆ เท่านั้นเอง เนื่องจากแผนฯ ๙ ต้องประกาศใช้ในเดือนตุลาคม ๒๕๔๔ ในช่วงนั้นเราไม่ได้ประชาสัมพันธ์หรือให้ข่าวให้เป็นที่ครึกโครม เพราะเราไม่ต้องการบีบคั้นรัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม และไม่ต้องการสร้างภาพเช่นกัน กฎหมายบัญญัติให้เราเป็นเพียงที่ปรึกษาฯ ซึ่งไม่มีอำนาจต่อรองผลประโยชน์ใด ๆ ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง เจตนารมณ์นั้นต้องการให้เราเป็นกระจกสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ให้กับรัฐบาล สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมและประเทศชาติ ผมเคยบอกกับสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ว่า พวกเราจะเป็นสภาจิ้งจกที่คอยทักรัฐบาล ให้เดินให้ถูกทาง และจะเป็นสภาจิ้งจกที่คอยทักตัวเราเองและประชาชนด้วย

๒. ความเป็นมาของสภาที่ปรึกษาฯ
     สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ หมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๙ หมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้กว้างมาก ตั้งแต่มาตรา ๗๑ – ๘๙ นั้นครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการทหาร เช่น มาตรา ๗๑ ครอบคลุมการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ มาตรา ๗๒ ครอบคลุมด้านการทหารและการป้องกันประเทศ เป็นต้น ดังนั้น สิ่งที่ควรอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษานั้นควรจะเป็นมาตราที่ ๗๖ ถึง ๘๗ เท่านั้น แม้กระนั้น ผมก็ไม่เห็นด้วยว่า สภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมีสมาชิกเพียง ๙๙ คน จะสามารถทำทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วในมาตรา ๗๖ – ๘๗ ได้ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นก็คือ สภาที่ปรึกษาฯ เพิ่งจะเริ่มจัดตั้งขึ้นได้ไม่นาน ความพร้อมในด้านต่าง ๆ ยังมีไม่เต็มที่ ไม่ควรจะทำในสิ่งที่เกินกำลัง ควรจะค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป นอกจากภาระหน้าที่ ต่อเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศชาติแล้ว ภาระหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ ชุดนี้ซึ่งเป็นชุดแรกที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ จะต้องพิจารณาวางกรอบและแนวทางการทำงานให้กับชุดต่อ ๆ ไป ด้วย
     สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ มาจากการสรรหาในหมวด ๑ มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ กระบวนการสรรหาไม่เหมือนกับการสรรหาในคณะกรรมการชุดอื่น ๆ และยังมีหลายขั้นตอนอีกด้วย กล่าวคือ

๑. ต้องมีคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมาจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๒๑ คน
๒. คณะกรรมการสรรหา จะต้องกำหนดกฎเกณฑ์การสรรหาให้ได้ตามที่พระราชบัญญัติบัญญัติเอาไว้ ซึ่งมีรายละเอียดมาก
๓. ต้องมีคณะอนุกรรมการสรรหา ซึ่งคัดเลือกมาโดยคณะกรรมการสรรหาอีก ๖ คณะ คณะละ ๑๒ คน ซึ่งแต่ละคณะ ต้องเกี่ยวข้องกับด้านต่าง ๆ ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ เช่น อนุกรรมการการผลิตด้านการเกษตร อนุกรรมการการผลิตด้านการอุตสาหกรรม และอนุกรรมการการผลิตด้านการบริการ เป็นต้น
๔. คณะอนุกรรมการแต่ละคณะ ต้องคัดเลือกบุคคลจำนวนไม่น้อยกว่า ๓ เท่า ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ จากผู้สมัครจากองค์กรต่าง ๆ
๕. บุคคลที่คัดเลือกมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ เท่านี้ จะต้องมาคิดเลือกกันเองอีกครั้งหนึ่ง ให้ได้สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ตามจำนวนในท้ายพระราชบัญญัติ เช่น จากภาคการผลิตด้านการเกษตร ๑๖ คน จากภาคการผลิตด้านอุตสาหกรรม ๑๗ คน จากภาคการผลิตด้านการบริการ ๑๗ คน เป็นต้น
ซึ่งวิธีการสรรหานั้น ท่านสามารถอ่านรายละเอียดได้ในพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาฯ ที่ได้แจกไปแล้วตอนลงทะเบียน

ส่วนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้ที่จะสมัตรเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ นั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตราที่ ๗ ดังนี้

๑. ต้องมีสัญชาติไทย
๒. ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี คนวิกลจริต ฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ
๓. ต้องไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง

๓. อำนาจหน้าที่
พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาฯ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ ให้เป็นองค์กรสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจและสังคม โดยมิใช่เป็นองค์กรเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของบุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใด ไว้ในหมวด ๒ มาตรา ๑๐ ถึง มาตรา ๑๗ ดังนี้

๓.๑ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (มาตรา ๑๐)
๓.๒ ให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่นตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา ๑๐)
๓.๓ ให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในกรณีที่คณะรัฐมนตรีส่งเรื่องให้สภาที่ปรึกษาฯ พิจารณาให้คำปรึกษา (มาตรา ๑๒)
๓.๔ สภาที่ปรึกษาฯ สามารถจัดทำรายงานการศึกษาเรื่องที่เห็นสมควรกำหนดเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และจัดทำรายงานประจำปี เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไปได้ (มาตรา ๑๓)

     เมื่อสภาที่ปรึกษาฯ ได้เสนอข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีจัดทำรายงานผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี และให้เปิดเผยต่อสาธารณชนทราบด้วย (มาตรา ๑๗)

     ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลตอบรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาฯ ตามกระบวนการราชการเท่านั้น แต่ยังไม่ได้จัดทำรายงานผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีเปิดเผยต่อสาธารณชน เช่น เรื่องแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ นั้น คณะรัฐมนตรีได้นำความคิดเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ ไปปรับแผนที่สภาพัฒน์ร่างมาแล้ว หรือเรื่องความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ ก็ส่งเรื่องไปให้กระทรวงเกษตรฯ และกฤษฎีกาพิจารณาปรับปรุงตามความเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ เท่านั้น ยังไม่ได้จัดทำรายงานผลการพิจารณาและการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีเปิดเผยต่อสาธารณชนเลย

๔. บทบาทต่อสังคมไทย

๔.๑ การเชื่อมความสัมพันธ์กับเครือข่าย จากความเป็นมาในเรื่องการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ จะเห็นได้ว่า การทำงานของสภาที่ปรึกษาฯ จำเป็นต้องเชื่อมความสัมพันธ์กับเครือข่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรที่ส่งสมาชิกสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ เพื่อทำงานประสานกันในการสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาลเข้าใจปัญหา ความต้องการ และแนวทางแก้ปัญหาของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เพราะประชาชนเท่านั้นที่จะรู้และเข้าใจปัญหาและความต้องการของตนเอง และเป็นไปได้ด้วยว่า ประชาชนรู้และเข้าใจแนวทางแก้ไขปัญหาของตนเองด้วย หากเขาเหล่านั้น ได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นกันมาอย่างดีแล้วในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ของตนเอง การแก้ไขปัญหานั้นจึงจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาจากฝ่ายราชการเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น การที่ภาคประชาชนได้เข้ามาร่วมระดมความคิดเห็นนั้นตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ได้เพิ่มเติมมาตราสำคัญมาตราหนึ่งซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีตที่ผ่านมา นั่นคือมาตรา ๗๖ ที่ให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ

ในฐานะที่เป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับปีปัจจุบัน ขอยืนยันว่า ก่อนจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปีปัจจุบันนั้น ได้มีการแบ่งเป็นคณะทำงานต่าง ๆ ทำการศึกษาเป็นเรื่องเป็นราวเป็นอย่างดีแล้ว พยายามอุดช่องโหว่ในอดีตที่ผิดพลาด และแก้ไขให้ดีขึ้น ส่วนสภาที่ปรึกษาฯ นั้น เกิดขึ้นจากการถกปัญหาในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะต้องมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะทางด้านสังคม ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ซึ่งผิดกับด้านเศรษฐกิจที่มีมากมายหลายหน่วยงาน

แต่การที่รัฐธรรมนูญหมวด ๕ มาตรา ๘๙ กำหนดให้มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาฯ และให้ดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพึงระวังสำหรับสภาที่ปรึกษาฯ มาก เนื่องจากเป็นองค์กรใหม่ตามที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น และการที่มีสมาชิกเพียง ๙๙ คน และส่วนใหญ่ก็มีอาชีพหลักด้วยกันทั้งนั้น จะมีเวลามากน้อยขนาดไหนที่จะพิจารณาให้ความเห็นในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกว้างมาก และทรัพยากรต่าง ๆ ก็มีขีดจำกัด ผมไม่คิดว่าสภาที่ปรึกษาฯ จะทำได้ทุกเรื่อง คงต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เรื่องใดที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม หรือต่อนโยบายโดยรวมของประเทศ เราก็จะพิจารณาดำเนินการทันที

๔.๒ กรณีข้อร้องเรียนต่าง ๆ สภาที่ปรึกษาฯ จะไม่พิจารณาข้อร้องเรียนทุกเรื่องที่เสนอมา เนื่องจากข้อจำกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะข้อร้องเรียนใดก็ตามที่มีเจ้าภาพอยู่แล้ว สภาที่ปรึกษาฯ จะไม่ไปทำซ้ำซ้อนกับหน่วยงานนั้น ๆ อีก แต่ถ้าส่งมา เราก็จะส่งข้อร้องเรียนนั้นไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงให้ และขอเรียนว่าข้อร้องเรียนใดก็ตามที่ไม่กระทบต่อนโยบายโดยรวมของประเทศ สภาที่ปรึกษาฯ ก็จะไม่พิจารณา และไม่ส่งข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรีเช่นกัน

ถ้าเราไม่มีข้อกำหนดในการทำเช่นนี้ ข้อร้องเรียนต่าง ๆ ก็อาจจะเข้ามามาก ซึ่งอาจเป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลกลุ่มเล็ก ๆ ที่สาระสำคัญไม่กระทบต่อภาพโดยรวมของสังคมหรือนโยบายโดยรวมของประเทศ หรืออาจเป็นเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งเสียผลประโยชน์ในกลุ่มตน แล้วใช้เวทีของสภาที่ปรึกษาฯ เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องผลประโยชน์ การตั้งสภาที่ปรึกษาฯ ก็จะไม่เกิดประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในที่สุดสภาที่ปรึกษาฯ ก็จะไม่มีเวลาทำงานอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ตรงกันข้าม หากเรื่องราวใดก็ตามที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติ และประชาชนส่วนรวมแล้ว สภาที่ปรึกษาฯ จะไม่ชักช้าที่จะดำเนินการเรื่องนั้นทันทีเช่นกัน

วิธีการดำเนินการในกรณีข้อร้องเรียนของสภาที่ปรึกษาฯ นั้น เราจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ จะกี่คนก็แล้วแต่สมัครใจ ดำเนินการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายมาให้ข้อมูล และถ้าจำเป็นก็จะจัดสัมมนาเพื่อให้เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุด ผลจะออกมาอย่างไรนั้น ก็จะเสนอเข้าคณะทำงานกิจการสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมีผมเป็นประธาน มีรองประธานสภาที่ปรึกษาฯ ทั้ง ๒ ท่าน มีประธานคณะทำงานทุกคณะ และมีตัวแทนจากสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมาจากทุกฐานอาชีพตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติอีก ๑๒ คน และเสนอเข้าสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมีสมาชิก ๙๙ คน เป็นลำดับถัดไป เพื่อพิจารณาร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง จึงจะถือเป็นความถูกต้องและชอบธรรม

๔.๓ ในด้านเศรษฐกิจและสังคม ข้อร้องเรียนบางเรื่อง เราจะมอบหมายให้คณะทำงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณา ซึ่งมีทั้งหมด ๑๑ คณะ เป็นคณะทำงานประจำสภาที่ปรึกษาฯ คณะทำงานทั้ง ๑๑ คณะที่ตั้งขึ้นนั้น ก็เพื่อให้ครอบคลุมนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครอบคลุมนโยบายเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่

๑. คณะทำงานกิจการสภาที่ปรึกษาฯ
๒. คณะทำงานการเกษตรและสหกรณ์
๓. คณะทำงานเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม
๔. คณะทำงานบริการ และการท่องเที่ยว
๕. คณะทำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน
๖. คณะทำงานศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
๗. คณะทำงานสาธารณสุข และการพัฒนาคุณภาพชีวิต
๘. คณะทำงานแรงงานและสวัสดิการสังคม
๙. คณะทำงานสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองผู้บริโภค
๑๐. คณะทำงานความสัมพันธ์กับเครือข่ายภาคประชาชน
๑๑. คณะทำงานติดตามและศึกษาปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ

     นอกจากนั้นยังตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นอีกเป็นระยะ ๆ ตามความจำเป็น ขณะนี้มีทั้งหมด ๑๘ คณะด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น คณะทำงานศึกษาและติดตามการดำเนินงานเขื่อนทดน้ำบางปะกง คณะทำงานศึกษาและอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง เป็นต้น ซึ่งคณะทำงานศึกษาและติดตามการดำเนินงานเขื่อนทดน้ำบางปะกงนั้น ได้รับความสนใจจามหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ลงข่าวติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน และได้ทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงพสกนิกรในลุ่มน้ำบางปะกง และมีรับสั่งให้ท่านนายกรัฐมนตรีดำเนินการเพื่อช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งท่านนายกฯ ก็ได้เดินทางไปดูพื้นที่ด้วยตัวเอง และสั่งให้จังหวัดฉะเชิงเทราดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ลุล่วงภายใน ๓ เดือน นับตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๕ ซึ่งบัดนี้ก็ครบกำหนดเวลาตามที่ท่านนายกฯ ให้แล้ว ทางจัดหวัดฉะเชิงเทราก็ได้สรุปผลการพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวส่งไปให้ท่านนายกฯ แล้ว ซึ่งเท่าที่ทราบนั้น เขื่อนดังกล่าวคงต้องปล่อยให้เป็นอนุสาวรีย์ให้อนุชนรุ่นหลังดูเป็นอุทาหรณ์ และเป็นอนุสาวรีย์ไว้เตือนสติผู้ที่เกี่ยวข้องให้พึงระวังสังวรก่อนทำการสร้างเขื่อนอันต่อ ๆ ไปด้วย เช่น เขื่อนท่าจีน ผลที่เกิดขึ้นครั้งนี้น่าจะกลายเป็นผลดีต่อนโยบายโดยรวมต่อมาว่า หากจะสร้างเขื่อนใด ๆ ก็ตามขึ้นอีกในอนาคต กรมชลประทานหรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตควรทำการศึกษาให้ถ่องแท้ถึงผลดีและผลเสียของการสร้างเขื่อนเสียก่อน ไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วค่อยหาทางแก้ไขปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

๔.๔ ในด้านการเกษตร เรื่องหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือเรื่องการเกษตร เพราะการเกษตรเป็นอาชีพของคนไทยมานาน ด้วยสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่เหมาะสม พืชพันธุ์ธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ และประชากรกว่าร้อยละ ๕๐ ของประเทศที่ยังยึดอาชีพการเกษตรเป็นอาชีพหลัก

เหตุการณ์ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่าอาชีพการเกษตรเป็นที่พึ่งของคนไทยและเป็นที่พึ่งในยามยากเสมอ นั่นคือ คนงานจำนวนมากที่ถูกปลดออกจากงาน รวมทั้งเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่จำต้องทิ้งนาทิ้งไร่ไปขายแรงงานในโรงงานต่าง ๆ ไปทำมาหากินในต่างถิ่น ได้ทยอยเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองกลับไปยังชีพการเกษตรตามที่ตนเองถนัด ในขณะนั้นอัตราการขยายตัวของการส่งออกลดลงอย่างมาก สินค้าอุตสาหกรรมที่เคยส่งออกได้มากและเป็นอันดับต้น ๆ กลับส่งออกได้ลดลง และลดลงอย่างมาก แต่สินค้าเกษตรกลับส่งออกได้ และส่งออกได้มากขึ้นด้วย การที่เศรษฐกิจในขณะนั้นที่ยังมีอัตราการขยายตัวอยู่เล็กน้อยได้ ก็เพราะผลพวงของสินค้าเกษตรนั่นเอง รัฐและหน่วยงานวางแผนของประเทศ ตลอดจนประชาชนคนไทยทุกคน จึงตระหนักดีถึงความสำคัญของสินค้าเกษตร และหันมาสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตร และการใช้วัตถุจากสินค้าเกษตรให้มากขึ้น โดยการปรับโครงสร้าง การผลิตใหม่ เน้นอุตสาหกรรมการเกษตรให้มากขึ้น

นี่คือความสำคัญของการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษไทย จะเกิดอะไรขึ้นเราก็ยังใช้ผืนดิน ผืนป่า และผืนน้ำ ทำมาหากินเพื่อยังชีพอยู่ได้ ทรัพย์สมบัติ ที่ปู่ ย่า ตา ยาย ทิ้งไว้ให้ สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ก็มีกิน ท้องอิ่ม แถมมีความสุขที่ไม่ต้องทนกับมลภาวะหรือมลพิษในกรุง ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้แก่ผู้เฒ่า ลูก ๆ หลาน ๆ ได้อยู่พร้อมหน้า พร้อมตากัน

ที่น่าเสียดายก็คือ อาชีพการเกษตรยังพัฒนาไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร ที่ผ่านมาเกษตรกรยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ตรงกันข้าม ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งยากจนลงเรื่อย ๆ จำนวนหนี้สินก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่เกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และอาชีพการเกษตรก็ทำให้คนไทย และประเทศชาติดำรงคงอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงประเทศชาติอื่นด้วย ไม่ว่าใครจะทำสงครามกับใคร ใครจะก่อวินาศกรรมประเทศใคร ประเทศไทยเราก็มีข้าวกิน ไม่ต้องเดือดร้อน

องค์การอาหารโลก หรือ FAO นั้นได้ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยรวมทั้งอาเซียนเป็นศูนย์กลางอาหารโลก นั่นย่อมชัดเจนแล้วว่า ทรัพยากรธรรมชาติของเขากำลังจะหมดไปและต้องแสวงหาทรัพยากรแหล่งใหม่ในโลกว่าอยู่ที่ใดบ้าง และในที่สุดก็พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ ความอุดมสมบูรณ์ของโลกอยู่ที่นี่ ยิ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า เราจะต้องหวงแหนทรัพยากรของเรา ต้องรวมแรงร่วมใจกันดูแลทรัพยากร ซึ่งขณะนี้มีอยู่ค่อนข้างจำกัดลงไปทุกทีให้ดี อย่าให้ใครมาทำลาย หรือแย่งชิงไปได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ ข้อมูลที่ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ข้อมูลนั้นยืนยันว่า สหรัฐอเมริกา สามารถควบคุมอัตราการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของประชากรได้ดี เพราะขณะนี้มีประชากรเพียงร้อยละ ๕ ของโลก แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า การบริโภคทรัพยากรของสหรัฐอเมริกาจากแหล่งอื่นนอกประเทศนั้นคิดเป็นทรัพยากรของโลกทั้งหมดถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังใช้พลังงานทั้งหมดของโลกสูงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาจึงได้ทำการแสวงหาทรัพยากรไปทั่วโลกอย่างทุกวันนี้

๔.๕ สนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในด้านนโยบายการผลิต การค้า การลงทุนนั้น ก็ควรพยายามใช้นโยบายพึ่งพาตนเอง แนวทางการพัฒนาต้องไม่พัฒนาตามแบบอย่างประเทศอื่น ก่อนจะใช้แบบการพัฒนาของใครก็ตาม ก็ควรจะพินิจพิเคราะห์ให้รอบคอบและถ่องแท้เสียก่อน จะอย่างไรก็แล้วแต่ การพัฒนาของสังคมไทยเรานั้น ไม่ควรลืมด้านการเกษตรอย่างเด็ดขาด

การเกษตรโดยทั่วไปต้องอาศัยพื้นดิน ผืนป่า และผืนน้ำ เป็นลำดับแรก อาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และอาศัยสามัญสำนึกที่ดีต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และประเทศชาติเป็นลำดับถัดมา ทุกอย่างต้องอาศัยพึ่งพิงซึ่งกันและกัน ความเจริญยั่งยืนจึงดำรงอยู่ได้ตลอดไป ความเห็นแก่ตัวของคนคนหนึ่งอาจทำลายหลาย ๆ สิ่งในสังคมได้ และความยั่งยืนก็จะไม่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้เลย หากมีคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ และที่สำคัญต้องช่วยกันระมัดระวังอาชญากรทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศด้วย

ในเรื่องความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนั้น มีความสำคัญไม่น้อย แต่ถ้าใช้มากและใช้อย่างผิด ๆ ก่อให้เกิดผลร้าย ๆ ตามมาได้เช่นกัน เช่น การใช้ยาฆ่าแมลง การใช้ปุ๋ยเคมี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่า มนุษย์ทำลายธรรมชาติและทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเองโดยไม่รู้ตัว สารพิษที่ตกค้างในพืช ผัก ผลไม้ เป็นผลของการใช้สารเคมีอย่างเห็นได้ชัดเจน มนุษย์จึงหันมาสนับสนุนและรณรงค์ให้ทำการผลิตโดยวิธีธรรมชาติมากขึ้น เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยคอก แทนการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งถ้าคิดให้ดีแล้ว จะเห็นว่าปุ๋ยเคมีนั้น ไทยจะต้องนำเข่าจากต่างประเทศในราคาสูง ผลก็คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงตามไปด้วย ราคาสินค้าก็ย่อมสูงตาม และในที่สุดการแข่งขันทางการค้าของไทยก็จะสู้ประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ นี่จึงนำไปสู่ความคิดที่จะทำการผลิตแบบพึ่งพาตนเอง พึ่งพาสิ่งที่มีอยู่แล้วภายในประเทศ นั่นคือ การทำเศรษฐกิจแบบพอเพียง

ตัวอย่างอีกอันซึ่งมนุษย์ทำลายธรรมชาติและทำร้ายสิ่งแวดล้อมของตัวเองก็คือ การทำให้แม่น้ำลำคลองเน่าเสีย ซึ่งเกิดจากการกระทำของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตด้านการเกษตร ซึ่งเกิดจากการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง หรือเกิดจากมูลของสุกร ที่ได้ไหลลงไปในแม่น้ำลำคลอง ภาคอุตสาหกรรม ที่ถ่ายเทของเสียจากการผลิตซึ่งมีสารพิษต่าง ๆ ภาคบริการ หรือแม้แต่ภาคประชาชน ที่ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง ผลที่ตามมานั้นทุกคนทราบดีและประจักษ์กับสายตาตนเองแล้ว ทั้งแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง หรือแม่น้ำอื่น ๆ นั้นเน่าเสีย บางแห่งใช้การไม่ได้ ซึ่งผิดกับแต่ก่อนที่ยังใช้กิน ใช้อาบ ใช้สารพัดประโยชน์ สามารถจับกุ้ง ตกปลาได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีอีกแล้ว ต้องกินกุ้งเลี้ยง ปลาเลี้ยง หรือกินจากสัตว์น้ำทะเลเท่านั้น ซึ่งนับวันจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ และยิ่งการจับนั้นไม่ปรานีหรือละเว้นการจับสัตว์น้ำตัวเล็ก ๆ หรือกำลังมีไข่ด้วยแล้ว โอกาสที่จะมีสัตว์น้ำเอาไว้กินอย่างยั่งยืนนั่น ก็ยิ่งน้อยลงเป็นเงาตามตัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นประโยชน์ของการพึ่งพาตนเอง ทางเล็งเห็นถึงความพอเพียงมาหลายนานนับสิบ ๆ ปี ทรงให้ความสำคัญกับการเกษตรมาโดยตลอด ทรงทำการทดลองการเกษตรด้วยตนเอง ใช้พื้นที่ในเขตพระราชฐานคือวังสวนจิตรฯ เพื่อทำการทดลอง ทั้งการทำนา การเลี้ยงโคนม เป็นต้น ทรงค้นคิดเทคโนโลยีสารพัดเพื่อตอบสนองต่อการผลิตด้านการเกษตร เช่น ทำฝนเทียม นำประโยชน์ของหญ้าแพรกมาใช้ประโยชน์พื่อการป้องกันดินและเป็นแนวป้องกันการไหลไปโดยเปล่าประโยชน์ของน้ำ การคิดหาแนวทางป้องกันน้ำท่วมโดยให้ทำโครงการแก้มลิง เป็นต้น ทรงเตือนสติคนไทยอยู่เสมอให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ ทรงเล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของน้ำ ทรงเตือนสติให้ทุกคนเห็นประโยชน์ของผืนป่าและอย่าทำลายผืนป่า อย่าทำลายแหล่งน้ำสะอาด เพราะเราต้องอาศัยเพื่อกิน เพื่อใช้ เพื่อทำการเกษตร เพื่อการอุตสาหกรรม และอื่น ๆ อีกนานัปการดังที่กล่าวมาแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจในพระองค์ท่าน ปฏิบัติตามพระกระแสรับสั่งและดำเนินตามรอยพระบาท แม้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็ยังแปลความกันไปต่าง ๆ นานา

บัดนี้ ทุกคนเริ่มมองเห็นและประจักษ์ชัดว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" มีความสำคัญเพียงใด แม้แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ ก็ได้นำปรัชญานี้มาบรรจุไว้ในแผนพัฒนาฯ ด้วยเป็นต้น ซึ่งแผนดังกล่าวนี้ ได้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นจากสภาที่ปรึกษาฯ ก่อนประกาศใช้แล้ว ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายสภาที่ปรึกษาฯ ยังขาดเพียงขั้นตอนในการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติเท่านั้นว่า กระทรวงเกษตรฯ จะแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติได้ดีเพียงใด ได้ผลเป็นรูปธรรมหรือไม่ ซึ่งในขั้นตอนของการร่าง "แผนพัฒนาการเกษตร" ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ นั้น สภาที่ปรึกษาฯ ก็มิได้ละเลยเช่นกัน สภาที่ปรึกษาฯ โดยคณะทำงานการเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาให้ความเห็นเช่นกัน

นอกจากนี้ยังได้ให้ความสำคัญต่อร่างกฎหมายอีกหลายฉบับ ได้แก่ร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ร่างพระราชบัญญัติการประมง ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร ร่างพระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชน แต่ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์การเกษตร รวมทั้งการได้มีการให้ความเห็นในเรื่องของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรหลังพักชำระหนี้ ส่วนร่างกฎหมายอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้วและไม่ได้เสนอ ครม. นั้นเพราะไม่มีความเห็นเพิ่มเติมจากที่ร่างไว้แล้ว จึงไม่ส่งความเห็นใด ๆ ไป

นี่เป็นเพียงผลงานส่วนหนึ่งที่สภาที่ปรึกษาฯ ได้ทำผ่านมาแล้ว นอกจากนั้นสภาที่ปรึกษาฯ ยังได้ให้ความเห็นในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม เช่น การแปรสัญญาโทรคมนาคม นโยบายการบินพาณิชย์กับการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ การจ้างเหมา (turn key) ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงวงแหวงกาญจนาภิเษกด้านใต้ นโยบายแรงงานต่างด้าว และอื่น ๆ อีก รวมทั้งกำลังดำเนินการในเรื่องข้อร้องเรียนของผู้ค้าปลีกรายย่อย ข้อร้องเรียนเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร เป็นต้น

การจัดสัมมนาครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เป้าหมายสำคัญก็คือ การรวบรวมปัญหา ความต้องการ และแนวทางแก้ปัญหาของเกษตรกรเพื่อการกำหนดแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนจากภาคการเกษตรโดยตรง ซึ่งได้รวบรวมมาจากทุกภาคของประเทศแล้วในการจัดสัมมนาที่ผ่านมา คือที่จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น พัทลุง และนครนายก ปัญหาส่วนใหญ่ก็มีความคล้ายกันในหลักการ ซึ่งมีอยู่ ๘ ปัญหาคือ

๑. ปัญหาการขาดที่ดินทำกิน

๒. ปัญหาการจัดการน้ำเพื่อการผลิต

๓. ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร

๔. ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

๕. ปัญหาการสหกรณ์

๖. ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

๗. ปัญหาประมงชายฝั่ง

๘. ปัญหาการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการพัฒนา

ปัญหาทั้ง ๘ ประการนี้เป็นปัญหาหลักที่จะต้องสรุปให้เป็นรูปธรรมในการสัมมนาครั้งนี้ และแน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาจะต้องใช้หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ทุกคนยอมรับและตระหนักแล้วว่า จะพาให้ประเทศชาติไปได้ตลอดรอดฝั่ง จะทำให้การพัฒนาการเกษตรมีความยั่งยืนได้ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายประการ ปัจจัยประการสำคัญคือมนุษย์นั่นเอง มนุษย์ต้องอยู่คู่กับทรัพยากรธรรมชาติ หากไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์ก็อยู่ไม่ได้ มนุษย์จึงต้องมีสามัญสำนึกในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มีใช้ได้ตลอดไปจนถึงชั้นลูกชั้นหลาน ไม่ว่าทรัพยากรนั้นจะเป็นดิน น้ำ ป่าไม้ หรือแร่ธาตุใด ๆ ก็ตาม

การพัฒนาประเทศที่ผ่านมานั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศใด ๆ ในโลกนี้ มักจะมุ่งการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก และการพัฒนาเศรษฐกิจก็มักอาศัยการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวมักทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีของโลกตะวันตก แต่ปัจจุบันมนุษย์เริ่มเชื่อแล้วว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นไม่ควรทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพราะการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมก็จะย้อนกลับมาทำลายตัวมนุษย์เองนั่นแหละ

ท่านพระธรรมปิฎกท่านเขียนข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรในหนังสือดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจมากคือ ป่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญของโลก ป่านั้นหมดไปปีละ ๑๐๕ ล้านไร่ พื้นที่เพาะปลูกกลายเป็นทะเลทรายปีละ ๓๖ ล้านไร่ พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช สูญไปปีละประมาณ ๕,๐๐๐ ชนิด เพราะป่าถูกทำลาย มีอุทกภัยหรือน้ำท่วมบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้น พร้อมกับเกิดภาวะขาดแคลนน้ำบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นด้วย เนื่องจาน้ำเหือดหาย แม่น้ำและแหล่งน้ำทั้งหลายแห้งไป หรือมีปริมาณน้อยลง มีภัยแล้งมากขึ้น

นอกจากนั้นการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง (ตั้งสติ) อย่างประเทศที่เจริญแล้วในซีกโลกตะวันตก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความเจริญมากทางภาคอุตสาหกรรม ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมก็ย่อมมีมาก ขยะก็มาก ไม่มีที่เผาทำลายขยะ จึงบรรทุกใส่เรือแล่นไปทั่วน่านน้ำมหาสมุทรเพื่อหาที่ทิ้งในประเทศอื่น นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่แสดงถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่เอาของเสียไปทิ้งที่บ้านเมืองคนอื่น นี่คือตัวอย่างที่ไม่เพียงสร้างปัญหาให้บ้านเมืองตนเองเท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาให้กับชาวโลกอีกด้วย

นี่เป็นตัวอย่างของการพัฒนาทางด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีผลตามมามากมายในด้านสังคม ทำให้ด้านจิตใจเสื่อมทราม ในที่สุดมนุษย์ก็เริ่มจะมองเห็นแล้วว่า วิถีการพัฒนาที่ผ่านนั้นไม่ถูกต้องและไม่ถูกทาง พวกที่มองเห็นปัญหาดังกล่าวนี้อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุคนั้นเกิดฮิปปี้ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ฮิปปี้เหล่านี้หันมาใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ ธรรมชาติมากจนกลายเป็นหลุดโลกไป ซึ่งไม่ใช่วิธีทางที่ถูกต้อง ขาดความพอดี เพราะมันไม่ใช่วิถีชีวิตที่เดินทางสายกลาง

ตัวอย่างอีกอันหนึ่งซึ่งเป็นผลพวงของการพัฒนาทางด้านวัตถุเพียงด้านเดียวก็คือ สถิติการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แม้แต่ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน สถิติการฆ่าตัวตามก็สูงขึ้นด้วย กล่าวคือสูงขึ้นจาก ๓,๖๐๒ คน ในปี ๒๕๓๔ เป็น ๕,๑๘๙ คนในปี ๒๕๔๓ หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๔.๐๖

การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น เราเน้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก กล่าวคือ มุ่งเน้นการขยายตัวในภาคการผลิตด้านต่าง ๆ ซึ่งมักพูดถึงการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติขยายตัวเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ ขยายตัวสูงถึง ๒ หลัก ซึ่งเป็นผลมาจาการขยายตัวของการส่งออก โดยเฉพาะของสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งทุกคนก็จะดีใจและภูมิใจ แต่ผลที่ตามมาเป็นอย่างไรทุกคนคงซาบซึ้งดีแล้ว เพราะในที่สุดการพัฒนาก็ต้องเปลี่ยนโฉมหน้ามาเน้นด้านการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ผมไม่ได้ตำหนิว่า ที่ผ่านมาแล้วนั้น รัฐบาลไม่ดี หรือสภาพัฒน์ไม่ดี วางแผนผิดพลาดหมด ผมเองเคยรับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี เคยเป็นรัฐบาลมาด้วยสมัยหนึ่งเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้วต้องยอมรับว่าในยุคสมัยนั้น การวางแผนการพัฒนาเขาก็มองสภาวการณ์ในขณะนั้นว่าต้องเน้นการพัฒนาไปในด้านใด เมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นมาแล้วพอสมควรจึงจะเห็นชัดเจนว่าการวางแผนที่ผ่านมานั้นจะต้องเน้นสิ่งใด ไม่ควรเลียนแบบการพัฒนาของประเทศใด ขณะนี้ทุกคนตระหนักดีแล้วว่า การวางแผนการพัฒนานั้นไม่ใช่มองไปไกลแค่ ๕ ปี อย่างที่เคยปฏิบัติมาแล้ว แต่ต้องมองให้ไกลไปถึง ๒๐ ปีหรือมากกว่านั้น และต้องวางแผนโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

๕. สรุป

ในการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาฯ ในระยะต่อไปนั้น สภาที่ปรึกษาฯ ยังยึดหลักการดำเนินงานภายใต้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามหมวด ๕ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ โดยจะดำเนินการในเรื่องที่มีผลกระทบต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ และจะดำเนินการในเรื่องที่ยังไม่มีเจ้าภาพเท่านั้น เพื่อไม่ให้ดำเนินการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐองค์กรอื่น การดำเนินการของสภาที่ปรึกษาฯ นั้น อาจจะดำเนินการเองตามลำพัง หรือร่วมมือกับองค์กรอื่นก็ได้ เช่น เรื่องความยากจน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยก็ให้ความสนใจศึกษาไว้บ้างแล้วซึ่งเป็นส่วนของนักวิชาการ และเรื่องนี้ยังไม่มีเจ้าภาพที่เป็นหน่วยงานราชการเข้ามาดูแลอย่างเป็นองค์รวม สภาที่ปรึกษาฯ ก็จะเข้ามาดำเนินการโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนด้วย การสัมมนาครั้งนี้ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการรวบรวมปัญหา และหาแนวทางแก้ไขปัญหาของประชาชนส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาความยากจนของประชาชนไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนที่ได้รวบรวมไว้แล้วเท่านั้น ยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการ เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องสาธารณสุข เรื่องสวัสดิการของคนงาน เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น และการจะธำรงรักษาความเป็นไทยให้คงอยู่ตลอดไปด้วยแล้ว ก็ต้องรักษาและอนุรักษ์สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาเรื่อง
"๕ ปี แห่งการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญ"
โดย
ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน
๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๕


ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

วันนี้เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยตรารัฐ-ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ประกาศใช้ นับแต่นั้นถึงวันนี้ ครบ ๕ ปีบริบูรณ์ จึงนับเป็นวาระที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะได้มาทบทวนการใช้บังคับรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกขนานนามว่า "รัฐ-ธรรมนูญฉบับประชาชน" ฉบับนี้ การที่สถาบันพระปกเกล้าและชมรม ส.ส.ร. ร่วมกันจัดแสดงปาฐกถาโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนี้ในเวลานั้น จึงเหมาะแก่กาลสมัยเป็นอย่างยิ่ง

ท่านผู้มีเกียรติครับ

ก่อนอื่น ผมใคร่ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเข้าใจบางประการ ในการประเมินการใช้บังคับรัฐธรรมนูญนี้ เพราะหลายปีที่ผ่านมา เราคงได้ยินการกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามแก้ไขจนกว่าจะครบ ๕ ปีหลังประกาศใช้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญมาตราสุดท้าย คือ มาตรา ๓๓๖ บัญญัติแต่เพียงว่า

"เมื่อครบห้าปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะตุลา-การศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีอำนาจทำรายงานเสนอความเห็นต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่นได้"

ซึ่งไม่ได้หมายความว่าห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดเลย ว่ากันอันที่จริง โดยหลัก เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ก็อาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะไม่มีมาตราใดห้ามแก้ไขเอาไว้เลย มาตรา ๓๓๖ เพียงแต่ให้อำนาจ ก.ก.ต. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. ทำความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้ไปครบ ๕ ปี เพื่อให้มีการสำรวจตรวจตราว่า ๕ ปีที่ผ่านมา มีปัญหาหรืออุปสรรคใดอันเกิดจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญบ้างเท่านั้น แม้กระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ๓ หน่วยงานดังกล่าว จะต้องเสนอขอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น หากทั้ง ๓ หน่วยงานเห็นว่าทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำต้องทำความเห็นให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด ดังนั้น การที่มีข่าวว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าไม่จำต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจริเริ่มการแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๑๓ จะริเริ่มเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมิได้ ในทางตรงกันข้าม ๒ หน่วยงานหลังนี้ มีอำนาจตามรัฐธรรม-นูญที่จะเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม การ "มีอำนาจ" เป็นเรื่องหนึ่ง แต่จะ "ใช้อำนาจ" ที่มีอยู่หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้จะมีอำนาจ แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังไม่สมควรใช้อำนาจเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ก็เป็นสิ่งที่กระทำได้พอ ๆ กับการที่คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมที่จะเสนอขอแก้ไขได้ตามมาตรา ๓๑๓ กล่าวโดยสรุปก็คือ ดุลพินิจในการเลือก "เรื่อง" ที่จะแก้ไข และ "เวลา" ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อยู่ที่คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา แต่การใช้ดุลพินิจนั้นจะเหมาะสม สมควร หรือไม่สมควรประการใด เรา-ท่าน ทั้งหลายที่ประชุมอยู่ที่นี่และรับชมรับฟังอยู่ทางบ้าน ย่อมมีสิทธิอิสระที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะเรามีส่วนร่วมช่วยกันให้รัฐธรรมนูญนี้เกิดขึ้นมาเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว

ท่านที่เคารพครับ

สำหรับผม การจะพิจารณาว่าสมควรและถึงเวลาหรือยัง ที่จะแก้รัฐธรรมนูญนั้น เราจำต้อง "เหลียวหลัง" ไปแลดูการใช้รัฐธรรมนูญในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ว่าเป็นอย่างไร ก่อนที่จะ "แลหน้า" ไปในอนาคตว่า เราต้องการให้สิ่งใดเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น และการไม่เกิดขึ้น เพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้สิ่งที่เราประสงค์จะให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นเช่นนี้ เราก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าสิ่งที่เราต้องการให้เกิด เกิดขึ้นแล้วก็ดี หรือไม่เกิดก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นเพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคไม่ให้เกิด เราก็ไม่จำต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรม-นูญไม่ใช่สาเหตุแห่งปัญหา เราต้องกลับมาทบทวนว่า อะไรคือรากแห่งปัญหาและแก้ที่จุดนั้น

ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ

เมื่อเหลียวหลังไปแล ๕ ปีที่ผ่านมา เราจะพบข้อเท็จจริงว่า แม้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ จะมีผลใช้บังคับแล้ว ตามช่วงเวลาต่าง ๆ กัน เริ่มตั้งแต่บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ อันเป็นวันครบวาระของวุฒิสภาชุดเดิมที่มาจากการแต่งตั้ง เป็นผลให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดแรก เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๓ อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาดังกล่าว บทบัญญัติว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีก็ยังไม่มีผลใช้บังคับทุกมาตรา เพราะสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรียังเป็นชุดเดิมตามบทเฉพาะกาล ดังนั้น ในช่วงนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีควบกันได้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นไปแบบเดิมตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่า เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาผู้แทนราษฎรใหม่และคณะรัฐมนตรีใหม่ จึงเริ่มใช้บังคับในอายุของรัฐบาลนี้

พอถึงจุดนี้ เรา-ท่าน ก็นึกว่า รัฐธรรมนูญคงใช้ครบทุกมาตราแล้ว

แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่! จวบจนบัดนี้ ยังมีรัฐธรรมนูญหลายมาตราที่ยังไม่มีในทางปฏิบัติเลย จนแม้ในเวลาที่พูดอยู่นี้

หากสำรวจตรวจตราให้ดี เราสามารถจัดกลุ่มบทบัญญัติที่ยังไม่มีผลเป็น ๒ กลุ่ม ตามสาเหตุที่ทำให้ไม่มีผล

กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่มีบทเฉพาะกาลหน่วงเวลาไว้ว่า ให้ใช้บังคับเมื่อครบ ๕ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ บทบัญญัติในส่วนนี้อยู่ในมาตรา ๓๓๕ (๓) (๕) และ (๖) อันได้แก่

การบังคับให้รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายจากนักเรียน ตามมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง
การบังคับให้การนั่งพิจารณาคดีของศาล ต้องครบองค์คณะตามมาตรา ๒๓๖
การให้การจับกุม คุมขังคน ต้องมีหมายศาล และต้องนำตัวไปศาลภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่ผู้ถูกจับไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ตามมาตรา ๒๓๗
การจ่ายสำนวนคดีให้ศาลตามกฎหมาย และการโยกย้ายผู้พิพากษา ต้องได้รีบความยินยอมจากผู้พิพากษา เพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีของศาลตามมาตรา ๒๔๙ วรรคสามและวรรคห้า
การให้การเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน หรือลงโทษผู้พิพากษาต้องผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการของแต่ละชั้นศาล ก่อนที่ ก.ต. จะพิจารณาได้ ตามมาตรา ๒๗๓ วรรคสอง
บทบัญญัติเหล่านี้เพิ่งมีผลใช้บังคับวันนี้ครับ วันที่เรากำลังยืนพูดกันอยู่นี้

ที่รัฐธรรมนูญให้เวลาถึง ๕ ปี ในบทเฉพาะกาลในเรื่องเหล่านี้ ก็เพื่อเหตุ ๒ ประการ

ประการแรก เพื่อให้รัฐบาลเตรียมการให้พร้อม เพราะต้องใช้เงินมาก โดยเฉพาะการให้การศึกษาฟรี ๑๒ ปี ต้องให้เวลารัฐบาลเตรียมหาเงิน และวางรูปแบบการจัดการศึกษาฟรีโดยเหมาะสม ไม่ทำลายคุณภาพของโรงเรียนที่จัดการเรียนดีอยู่แล้วลงให้ด้อยคุณภาพ แต่ให้ยกระดับโรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยมีข้อจำกัด ได้พัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น

ประการที่สอง เพื่อให้ศาล อัยการ และตำรวจ ซึ่งเคยชินกับแบบแผนในการดำเนินคดีเดิม ๆ มาเป็นร้อยปี ต้องเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีทำงาน ให้ประสานกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคู่ความในคดี ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ

ด้วยเหตุนี้ ในวันนี้ เราจึงไม่สามารถประเมินผลการใช้บังคับบทบัญญัติที่เพิ่งมีผลในวันนี้ได้ เราคงต้องให้เวลาอีกระยะหนึ่ง แล้วปีหน้า เราจึงมาประเมินผลกันอีกที

อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ ผมมีข้อสังเกตว่า รัฐพร้อมแค่ไหนในการเตรียมการ? ผมไม่แน่ใจ เท่าที่ทราบอย่างน้อย ๒ เรื่องมีปัญหาเรื่องความพร้อม ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญให้เวลานานถึง ๕ ปี เรื่องแรก ก็คือเรื่องการให้การศึกษา ๑๒ ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จนวันนี้ เวลานี้ ยังไม่แน่ว่ารัฐจะดำเนินการอย่างไร ไม่มีการแถลง หรือชี้แจงใด ๆ จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ปัญหาจะตามมาในตอนเปิดเทอมนี้ว่า ถ้าผู้ปกครองนักเรียนประถมหรือมัธยมไม่ยอมชำระค่าเล่าเรียน แต่โรงเรียนยังเรียกเก็บอยู่ ผู้ปกครองอาจนำคดีไปสู่ศาลปกครอง หรือไปร้องยังผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผลจะเป็นเช่นใด? นี่คือบททดสอบบทแรกของการปฏิรูประบบราชการ

เรื่องที่สองคือ เรื่องการออกหมายจับของตำรวจ ซึ่งเท่าที่ทราบมาก็คือ ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๗ ยังไม่ออกใช้บังคับ เมื่อเป็นเช่นนี้ ในวันนี้ ตำรวจ อัยการ และศาลก็ต้องใช้มาตรา ๒๓๗ ทันที โดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมาย เท่าที่ผมทราบมา ทางศาลยุติธรรมโดยประธานศาลฎีกาได้เตรียมการโดยออกแนวทาง ให้ผู้พิพากษาดำเนินการตามมาตรา ๒๓๗ ไว้แล้ว ปัญหาอยู่ที่ตำรวจ ซึ่งมีอำนาจจับและมีจำนวนกว่า ๒ แสนคน ได้ทราบแล้วหรือไม่ว่า จะต้องปฏิบัติอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยผู้ร้ายให้ลอยนวลโดยอ้างว่าจับไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง หากเกิดความเสียหายขึ้นใครรับผิดชอบ? และรับผิดชอบอย่างไร? เพราะรัฐธรรมนูญให้เวลาเตรียมการมานานถึง ๕ ปีแล้ว

ท่านที่เคารพครับ

คนที่ชอบกินแกงร้อน ต้องถูกแกงลวกปากจนพองฉันใด การไม่เตรียมการให้พร้อม ทั้งที่มีเวลาถึง ๕ ปี ก็ย่อมต้องส่งผลเช่นนั้นต่อผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง ขอแต่เพียงอย่าให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองและพลเมืองเท่านั้นแหละครับ

ที่กล่าวมานั้น เป็นบทบัญญัติกลุ่มแรกที่มีผลใช้ในวันนี้เพราะบทเฉพาะกาลให้เวลาเตรียมตัว แต่บทบัญญัติอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้มีเวลากำกับไว้ครับว่าจะต้องดำเนินการเมื่อใด

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

บทบัญญัติกลุ่มที่ ๒ ซึ่งไม่มีบทเฉพาะกาลหน่วงเวลาใช้บังคับเอาไว้ จะทำเมื่อใด รัฐก็ทำได้ทันที ตั้งแต่วันแรกที่รัฐธรรมนูญใช้ คือ บทบัญญัติต่อไปนี้ครับ

เรื่องแรก คือ เรื่องตามมาตรา ๔๐ ซึ่งให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ซึ่งกฎหมายออกใช้บังคับแล้วภายใน ๓ ปี ตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๓๕ (๒) แต่จนบัดนี้ยังไม่มี กสช. และ กทช. มาดูแลตามมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีทีท่าว่าองค์กรทั้ง ๒ จะเกิดเมื่อใด คำถามก็คือใครรับผิดชอบ? รัฐบาล หรือ ศาลปกครอง หรือ วุฒิสภา?

เรื่องที่สองคือ กรณีตามมาตรา ๔๑ ซึ่งรัฐธรรมนูญให้หลักประกันแก่ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างของเอกชน และของรัฐในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ให้มีเสรีภาพ และอิสรภาพออกจากเจ้าของสื่อ เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า แม้จะปลดปล่อยสื่อออกจากการควบคุมของรัฐแล้วก็ตาม ก็ยังต้องปลดปล่อยผู้สื่อข่าวและคอลัมนิสต์ออกจากเจ้าของกิจการซึ่งเป็นเอกชนด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลและความคิดเห็นที่แท้จริงของคนในวิชาชีพ หลักการนี้สำคัญมาก เพราะสื่อมวลชนเป็นสื่อกลางความเข้าใจของคนในสังคม และเสรีภาพดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่สร้างทางเลือก (choices) ให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม จนบัดนี้ ก็ยังไม่มีกฎหมายปลดปล่อยผู้สื่อข่าวและคอลัมนิสต์ออกจากเจ้าของกิจการเอกชน ผลก็คือเขาเหล่านั้นส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในอำนาจครอบงำนำชักของนายจ้าง

เรื่องที่สามคือ การที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ที่จะร่วมในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ตามมาตรา ๔๖ ซึ่งต้องมีกฎหมายมากำหนดรายละเอียด เวลานี้ร่างกฎหมายป่าชุมชนที่ประชาชน ๕๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อเสนอ ก็ยังอยู่ในคณะกรรมาธิการร่วมของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ยังไม่ทราบแน่ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าใด เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเวลาไว้ ผลก็คือชุมชนท้องถิ่นทั้งหลายก็ยังไม่อาจใช้สิทธิตามมาตรานี้ได้

ในเรื่องนี้ ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เมื่อร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสภากลับแก้ไขหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่ไม่อาจกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นจากการที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองหลักการของกฎหมายไว้อย่างแจ้งชัด ในมาตรา ๑๗๑ และมาตรา ๑๗๗ ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่จะให้วุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร กลับแก้ไขหลักการของกฎหมาย เสมือนหนึ่งกลายเป็นผู้เริ่มเสนอกฎหมายเสียเอง อันที่จริง ถ้าดูให้ดีจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญไม่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนกับ ส.ส. เสนอกฎหมายได้ ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะรัฐธรรมนูญต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาตรวจสอบ ทำหน้าที่แต่งตั้งองค์กรอิสระ และถอดถอนผู้ทุจริตคิดมิชอบ แต่ให้ ส.ส. เสนอกฎหมายได้ เพราะสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาอันเป็นรากฐานของการบริหารราชการแผ่นดิน จึงให้อำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี อภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อให้รัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บริหาร พ้นตำแหน่งได้ รวมทั้งเสนอกฎหมาย และพิจารณางบประมาณ ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องมือบริหารของรัฐบาลทั้งสิ้น

สังเกตให้ดีเถอะครับ เขาไม่ต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสภาอันเป็นรากฐานของการบริหาร เขาจึงห้ามสมาชิกวุฒิสภาเป็นรัฐมนตรี และแม้ลาออกถ้าไม่ครบ ๑ ปี รัฐธรรมนูญก็ยังห้ามเป็นรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารอยู่ดี รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจวุฒิสภาตัดงบประมาณ แม้แต่สลึงเดียว ให้เพียงอำนาจรับหรือไม่รับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเท่านั้น เพราะเขาไม่ต้องการให้วุฒิสภาไปยุ่มย่ามกับการบริหาร ซึ่งจะซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎร

ดังนั้น การที่วุฒิสภาทำเกินอำนาจ ด้วยการแก้หลักการของกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว จึงเป็นการผิดหน้าที่ ผิดฝาผิดตัว ทำให้ผู้ตรวจสอบกลายเป็นผู้บริหารเสียเอง ถ้าเป็นเช่นนี้ ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบผู้ตรวจสอบเล่า?

เรื่องที่สี่คือ การออกกฎหมายคืนอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐเวนคืนมาแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ รัฐธรรมนูญกำหนดให้คืนให้เจ้าของ หรือทายาทตามที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา ๔๘ วรรคสุดท้าย แต่ยังไม่มีกฎหมายในเรื่องนี้

เรื่องที่ห้าก็คือ กรณีตามมาตรา ๕๓ ที่รัฐต้องออกกฎหมายมาคุ้มครองเด็กและเยาวชน และบุคคลในครอบครัว จากการใช้ความรุนแรงก็ดี หรือกำหนดให้รัฐต้องเลี้ยงดู และให้การศึกษาอบรมแก่เด็กและเยาวชนที่ไม่มีผู้ดูแล ตามที่กฎหมายบัญญัติ จนบัดนี้ก็ยังไม่มีกฎหมาย

เรื่องที่หกคือ การที่รัฐต้องช่วยเหลือคนชราอายุเกิน ๖๐ ปี ที่ไม่มีรายได้ ตามมาตรา ๕๔ ก็ยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดในเรื่องนี้

เรื่องที่เจ็ดคือ กรณีที่มาตรา ๕๕ ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องให้ความช่วยเหลือ และจัดสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ให้ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ก็ยังไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมครบถ้วน

เรื่องที่แปดคือ กรณีตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งให้สิทธิบุคคลที่จะร่วมกับรัฐและชุมชน ในการบำรุงรักษา และได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีกฎหมายมารองรับ

เรื่องที่เก้าคือ กรณีตามมาตรา ๕๖ วรรคสอง ที่กำหนดให้ต้องมีกฎหมายออกมาก่อตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความเห็นต่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในโครงการขนาดใหญ่ ก็ยังไม่มีใครทราบว่าไปถึงไหนแล้ว แต่ที่แน่ที่สุดก็คือ เวลานี้ยังไม่มีการตรากฎหมายดังกล่าว

เรื่องที่สิบคือ เรื่ององค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๕๗ กำหนดให้ต้องมีขึ้น เพื่อให้ความเห็นในการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ยังไม่มีกฎหมายจัดตั้ง

เรื่องที่สิบเอ็ดคือ กรณีตามมาตรา ๕๙ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการรับฟ้งความคิดเห็นของประชาชน ก็ยังหามีกฎหมายไม่ คงใช้อยู่แต่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประชาพิจารณ์ ซึ่งมีปัญหามากมาย

เรื่องที่สิบสองคือ การให้ประชาชนมีสิทธิร้องทุกข์ และการแจ้งผลการพิจารณาในเวลาอันควร ตามมาตรา ๖๑ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันกับการร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีกฎหมายมารองรับ

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

ความจริง ผมยังจาระไนเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติได้อีกมาก แต่เนื่องจากเวลาจำกัด ขอจาระไนไว้แค่นี้

ปัญหาจึงมีว่า เรื่องทั้งหมดนี้ใครเป็นเจ้าภาพ? ใครต้องรับผิดชอบ? และต้องดำเนินการภายในเวลาใด? ถ้าไม่ดำเนินการผลจะเป็นอย่างไร?

ในปัญหาแรกนั้น ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องต่าง ๆ ต้องเป็นเจ้าภาพอยู่ โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหน่วยงานเหล่านั้นมีหน้าที่โดยตรงตามกฎหมายอยู่ เช่น เรื่องคุ้มครองผู้บริโภค ก็มีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ เรื่องสิ่งแวดล้อม ก็มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบ แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์เดิม การศึกษา ก็อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาล โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คงต้องรับผิดชอบในภาพรวม ในการกำกับให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

สำหรับเรื่องเวลานั้น แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ อย่างที่กำหนดเรื่องต่าง ๆ ไว้ในมาตรา ๓๓๔ หรือ ๓๓๕ ที่มีเวลาแน่นอนก็ตาม คงต้องใช้หลักทั่วไปว่ารัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการภายในเวลาอันสมควร สำหรับผม เวลา ๕ ปี นั้น ยาวพอแก่การคิด การเตรียมตัว เตรียมการ หากยังไม่เริ่มเลย ก็ดูจะเป็นปัญหาว่า ละเลย ไม่เอาใจใส่ หากได้ดำเนินการไปมากแล้ว เช่น ร่างกฎหมายเสร็จแล้ว เตรียมการแล้ว คงต้องรีบเร่ง ให้เกิดผลขึ้นโดยเร็ว

ความล่าช้าเกินควรในเรื่องการประสาทความยุติธรรมมีสุภาษิตว่า "ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือการปฏิเสธความยุติธรรม" (Justice delayed, justice denied) ฉันใด การดำเนินการล่าช้าเกินควรโดยไม่ใส่ใจ คือ การปฏิเสธไม่ดำเนินการฉันนั้น

ในเรื่องนี้ ถ้ามีคดีขึ้นศาลในต่างประเทศ ศาลต่างประเทศ เช่นศาลฝรั่งเศสหรือเยอรมัน จะพิพากษาให้รัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ประชาชนเพราะความล่าช้า ความจริงก็น่าจะลองดำเนินคดีในศาลปกครองได้ เพราะกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองเปิดโอกาสไว้ในมาตรา ๙ (๓) ให้ประชาชนผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้หาก "ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร"

ท่านผู้มีเกียรติครับ

ผมไม่ประสงค์จะยุให้คนเป็นความกัน แต่ถ้าจำเป็นก็คงต้องเชื่อสุภาษิตที่ว่า "ไม่มีเสรีภาพใด ที่ได้มาโดยไม่ทวงถาม"

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ

๕ ปีของการใช้รัฐธรรมนูญผ่านไป เราได้เห็นบทบัญญัติส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง และกระบวนการทางการเมือง พัฒนาไปในทิศทางที่รัฐธรรมนูญต้องการแล้ว แม้จะยังไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ผลเชิงโครงสร้างและกระบวนการได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การเมืองภาคพลเมืองเข้มแข็งขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ได้เสนอร่างกฎหมายตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ ๓ ฉบับ ได้เข้าชื่อกันถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐธรรมนูญ ได้เสนอข้อคิดความเห็นและคัดค้านสิ่งที่ไม่เห็นด้วยตามสิทธิของเขา สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับนี้

ในส่วนการเมืองของนักการเมืองเอง พัฒนาการ ๕ ปี ที่ผ่านมาก็ไปในทิศทางที่รัฐธรรมนูญประสงค์ แม้จะยังไม่เกิดขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ตามที่ผู้ร่างคาดหวัง เราได้เห็นรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาด ซึ่งไม่เคยมีมาในระบอบประชาธิปไตยไทยในรอบ ๗๐ ปี เว้นแต่ช่วงเผด็จการ เราได้เห็นการใช้นโยบายหาเสียง แทนที่จะมีแต่ความนิยมในตัวคน หรือลงคะแนนโดยอามิสสินจ้าง เราได้เห็นนายกรัฐมนตรีที่มีความเข้มแข็งและมีภาวะการนำสูง เราได้เห็นการตรวจสอบทางการเมืองที่เข้มข้นจากวุฒิสภา เราได้ประจักษ์ถึงการตรวจสอบทางกฎหมายที่เข้มแข็งขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ องค์กร

ท่านผู้มีเกียรติครับ

สิ่งเหล่านี้มีขึ้นได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่เรา-ท่านมีส่วนผลักดันมาวันนี้ แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะยังไม่ "ทันใจ" เราบ้าง ซึ่งก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ ทวงถามกันไป ให้เกิดสิ่งที่เรา "ถูกใจ" ให้มากที่สุด แต่เราก็อาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ "เห็นใจ" และ "เข้าใจ" ประชาชนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ผมคิดว่า ใน ๕ ปี ต่อไปข้างหน้า เรา-ท่าน ต้องถือเป็นหน้าที่ ที่จะติดตามให้รัฐธรรมนูญเกิดผลให้ครบถ้วนทุกมาตรา และเมื่อเวลานั้นมาถึง เราจึงสามารถประเมินผลการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

หน้าที่นี้ไม่มีบัญญัติไว้ที่ใดในรัฐธรรมนูญ แต่เป็นหน้าที่ที่ "หัวใจ" ของเราต้องกำหนดขึ้นมาเอง

สวัสดีครับ

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถา
เรื่อง
"ก้าวต่อไปของการปฏิรูปการเมืองไทย"
โดย
นายอานันท์ ปันยารชุน
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔


         ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านผู้มีเกียรติทั้งชาวต่างประเทศ และชาวไทยที่เคารพทุกท่าน

          สามวันที่ผ่านมา ท่านทั้งหลายได้ใช้เวลาทบทวนการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในแง่มุมต่าง ๆ อย่างละเอียดทุกแง่ ทุกมุม ทั้งยังเปรียบเทียบกับประสบการณ์จากต่างประเทศ ที่มีการปฏิรูปการเมืองเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนั้นเป็นการ "เหลียวหลัง" ไปสำรวจพัฒนาการของการเมืองไทย ๕ ปี หลังการใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนช่วยกันทำขึ้น

          วันนี้ เป็นวันที่เราสมควรจะมา "แลหน้า" ไปในอนาคตว่าก้าวต่อไปของการปฏิรูปการเมืองไทยควรไปในทิศทางใด? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ การปฏิรูปการเมืองไม่ใช่การกระทำที่เสร็จไปครั้งเดียวด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่การปฏิรูปการเมืองเป็น "กระบวนการ" ที่อาจเริ่มขึ้นด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็จริงอยู่ แต่กระบวนการนั้นคงต้องพัฒนาไป จนถึงจุดที่การเมืองสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของพลเมืองได้อย่างทันท่วงที

          ท่านผู้มีเกียรติครับ

          ระบอบการเมือง ก็คือ ระบบการบริหารสังคมที่เรียกว่ารัฐ ระบอบการเมืองจึงเป็นระบบการตัดสินใจแทนรัฐ ในนามรัฐ และมีผลผูกพันให้คนในสังคมรัฐนั้นต้องทำตาม

          วันนี้ ถ้าประธานาธิบดีบุช ตัดสินใจบุกอิรักแทนสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันทุกคนก็ต้องรับผลแห่งการตัดสินใจ ที่ประธานาธิบดีได้ทำในนามสังคมรัฐอเมริกัน และผูกพันคนอเมริกันทุกคน

          เช่นเดียวกัน วันพรุ่งนี้ ถ้ารัฐบาลไทยตัดสินใจขึ้นภาษีเงินได้ หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เราทุกคนก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น

          ระบอบการเมือง ซึ่งเป็นระบบการบริหารและตัดสินใจแทนสังคมรัฐ จึงมีความสำคัญต่อชะตาและอนาคตของคนทุกคนในสังคมรัฐนั้น ด้วยเหตุดังนี้แหละ ที่นักปรัชญาคนสำคัญของโลก ตั่งแต่ยุคก่อนพุทธกาลในอินเดียและในจีน เรื่อยมาจนถึงยุคกรีก ตลอดมาถึงยุคกลาง และยุคใหม่ในยุโรป ใช้เวลาศึกษาและเขียนหนังสือปรัชญาหลายร้อยเล่มเกี่ยวกับการเมืองเพื่อแสวงหารูปแบบที่ดีที่สุดของระบอบการเมือง ที่สร้างความผาสุกอย่างแท้จริง ให้คนทุกคนที่อยู่รวมกันเป็นสังคมรัฐนั้น

          การที่เราทั้งหลายมาพูดถึง "ก้าวต่อไปของการปฏิรูปการเมือง" ก็คือการมาแสวงหาแนวทางร่วมกัน เพื่อให้ระบอบการเมืองรับใช้พลเมืองได้อย่างดีที่สุด

          เป้าหมายและหัวใจของการเมืองก็คือ "พลเมือง" การปฏิรูปการเมืองเองก็มีเป้าหมายสำคัญ ๓ ประการ คือ

          ประการแรก การเพิ่มอำนาจให้พลเมือง ด้วยการขยายสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคในระบอบการเมือง และการเพิ่มส่วนร่วมของพลเมืองในการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น โดยเชื่อว่า ส่วนร่วมของทุกส่วนในสังคม จะนำมาซึ่งการจัดสรรทรัพยากรซึ่งมีจัดอย่างสมดุลและเป็นธรรม และจะส่งผลให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ว่านั้นมีความยั่งยืน

          ประการที่สอง การทำให้การเมืองมีความโปร่งใส เพิ่มความสุจริต ลดการทุจริตอันทำให้การตัดสินใจในเรื่องสาธารณกิจทั้งหลายผิดเพี้ยนไปจากความถูกต้องที่ตวรจะเป็นและไม่ได้ตอบสนองประโยชน์ของมหาชนอย่างแท้จริง เพราะมีสินบนเข้ามาเกี่ยวข้อง

          ประการที่สาม การทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งนี้ เพื่อให้ระบอบการเมืองสามารถแก้ปัญหาของบ้านเมืองและพลเมืองได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างแท้จริง

          ท่านผู้มีเกียรติครับ

          เจตนารมณ์ทั้งสามประการของรัฐธรรมนูญ ต่างมุ่งให้ระบอบการเมืองสามารถรับใช้ และสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

          สามวันที่ผ่านมา ท่านทั้งหลายได้ทุ่มเทกำลังสมองศึกษา วิเคราะห์ กลไกต่าง ๆ ที่รัฐ-ธรรมนูญสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดผลตามเจตนารมณ์ทั้งสามประการ กลไกเหล่านี้จำเป็นและมีความสำคัญยิ่งก็จริงอยู่ เพราะเป็น "วิธีการ" ทำให้การเมืองไทยรับใช้พลเมืองไทยได้ดีที่สุด แต่ถึงจำเป็น ก็ไม่เพียงพอ เราคงยังต้องถามคำถาม ที่ลึกลงไปกว่า "กลไก" อันเป็นเพียง "วิธีการ" ในการปฏิรูปการเมืองว่าระบอบการเมืองไทยที่ได้ปฏิรูปแล้ว ได้สร้างความผาสุกอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นแก่คนไทยส่วนใหญ่หรือยัง คำถามนี้ ไม่ใช่คำถามเชิงวิธีการอีกต่อไป แต่เป็นคำถามที่ต้องการวัดผลสัมฤทธิ์ของระบอบการเมืองหลังการปฏิรูปว่า ได้บรรลุ "เป้าหมาย" หลัก คือการสร้างความผาสุกอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นแก่คนไทยทุกคน หรือส่วนใหญ่หรือยัง

          ถ้าคำตอบคือ ใช่ ก็แสดงว่าการปฏิรูปการเมืองได้บรรลุผลอย่างแท้จริง คือมีความสำเร็จทั้ง "เป้าหมาย" ของการปฏิรูปการเมืองและความสำเร็จในการใช้ "กลไก" อันเป็น "วิธีการ"

          แต่ถ้าคำตอบคือ ยัง ระบอบการเมืองภายหลังการปฏิรูปยังไม่บรรลุการทำให้คนส่วนใหญ่มีความผาสุกอย่างแท้จริง ก็แสดงว่าการปฏิรูปการเมืองยังไม่บรรลุผล เรา-ท่าน ก็คงจะต้องร่วมกันผลักดันกระบวนการนี้ต่อไป

          ในเรื่องนี้ ผมใคร่ขอยกสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจสังคมในช่วง ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ ซึ่งมีความว่า

          "... ถึงแม้ว่าการพัฒนาประเทศจะบรรลุเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่กิจกรรมและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจก็ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รายได้ต่อหัวของคนไทยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีรายได้ต่อหัวต่ำที่สุดประมาณ ๑๒ เท่า กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรกมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๕๔ ในปี ๒๕๓๑ เป็นร้อยละ ๕๙ ในปี ๒๕๓๕ ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่ำสุดมีสัดส่วนรายได้ลดลงจากร้อยละ ๔.๖ ในปี ๒๕๓๑ เหลือเพียงร้อยละ ๓.๙ ในปี ๒๕๓๕ ช่องว่างระหว่างรายได้และโอกาสที่ได้รับจากผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคนไทยส่วนใหญ่และการพัฒนาประเทศในระยะยาว ..."

          ท่านที่เคารพครับ

          การที่คนส่วนใหญ่ ในสังคมไทยยังยากจน ในขณะที่คนส่วนน้อยมีความเป็นอยู่ที่ดี จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้หรือ? เพราะถ้าประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนจริง ประชาชนส่วนใหญ่ก็ย่อมต้องได้ประโยชน์จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมโดยระบอบการเมือง ไม่ใช่ประชาชนส่วนน้อยได้ประโยชน์เพราะคำว่า "ประชา-ชน" ในอมตวาจาของอับราฮัม ลินคอล์น ย่อมหมายถึงประชาชนทั้งหมด หรือส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนส่วนน้อย

          ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านครับ

          "ประชาธิปไตยทางการเมือง" เป็นเพียงวิธีการบริหารบ้านเมืองเพื่อให้เกิด "ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม" อันเป็นความเท่าเทียมกันของประชาชนส่วนใหญ่ในโอกาสที่จะพัฒนา ความเป็นมนุษย์ได้เต็มศักยภาพ

          จะมีประโยชน์อันใดที่จะรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ ในเมื่อคนจนที่ไร้การศึกษา พูดจาอะไรก็ไม่น่าฟังเท่าคนฐานะดี การศึกษาสูงอย่างท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ คนจนจึงมีสิทธิแต่ไม่มีเสียง ไม่มีเสียงเพราะเสียงของเขาไม่ดังพอที่สื่อมวลชนจะสนใจ ไม่ดังพอที่จะทำให้ผู้มีอำนาจให้ความสำคัญ

          ความจน ความไม่รู้ การไร้เสียง หรือเสียงไม่ดังพอ จึงควบคู่ไปกับสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรม-นูญรับรองไว้ แต่ก็เป็นเพียงสิทธิเสรีภาพในกฎหมายที่เป็นตัวหนังสือ ในขณะที่โอกาสที่จะใช้สิทธิ เสรีภาพเหล่านั้น คนจนมีน้อยกว่าคนมีฐานะดี ยิ่งกว่านั้นคนจนยังต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่น และนี่ก็จะเป็นที่มาของวัฒนธรรมอุปถัมภ์ในสังคมการเมืองไทย และวัฒนธรรมอุปถัมภ์ก็เป็นที่มาของการซื้อสิทธิ์-ขายเสียง อันทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปไตยทางการเมือง ให้หมดความชอบธรรมลง

          การทำให้เกิดประชาธิปไตยโดยทางเศรษฐกิจและสังคมด้วยการยกระดับคนส่วนใหญ่ให้ลืมตา อ้าปาก มีทั้งสิทธิ และมีทั้งเสียงอย่างแท้จริง ไม่ต้องพึ่ง ไม่ต้องพิงใคร นอกจากตัวเราเอง จำต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม และเป็นเป้าหมายของประชาธิปไตยทางการเมือง และการปฏิรูปการเมือง

          ดังนั้นการที่สถาบันพระปกเกล้า กำหนดให้การประชุมวิชาการประจำปีหน้าเป็นเรื่อง “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม : คนจนกับการพัฒนาประชาธิปไตย” จึงเป็นการเหมาะสม อย่างยิ่ง เพราะนี่ก็คือ ทิศทางที่การปฏิรูปการเมืองควรจะต้องพยายามให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

          เมื่อเกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้นกับคนหมู่มากของบ้านเมืองแล้ว สิ่งนี้ก็จะหันกลับมาส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมือง ให้มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง

          ท่านผู้มีเกียรติครับ

          เมื่อเราได้ประเมิน “เป้าหมาย” ของการเมือง หลังการปฏิรูปแล้วว่า ยังไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมได้ และเรา-ท่าน มีหน้าที่ต้องช่วยกันผลักดันต่อไป

          เราน่าจะหันมาประเมิน “กลไก” อันเป็น “วิธีการ” ที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดขึ้นเพื่อการปฏิรูปการเมืองด้วย

          อันที่จริง ตลอด ๓ วันนี้ ท่านทั้งหลายก็ได้ประเมินแล้ว เสียงจากการประเมินในการประชุมวิชาการครั้งนี้ ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวปัญหา ตรงกันข้าม ในภาพรวมแล้ว รัฐธรรมนูญนี้ดีที่สุดเท่าที่มีมา ๑๖ ฉบับ ตรงที่สร้างอำนาจให้พลเมือง มากกว่าการเพิ่มอำนาจให้นักการเมือง แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นปัญหาการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่สมบูรณ์อยู่ ดังที่ผมได้เคยชี้ให้เห็นแล้วว่า ยังไม่มีกฎหมายสำคัญ ๆ อีกประมาณเกือบ ๒๐ ฉบับ มารองรับหลักการในรัฐธรรมนูญให้เกิดผลขึ้นอย่างจริงจัง

          ปัญหาบางส่วนเป็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูก ปัญหาอีกจำนวนหนึ่งเป็นปัญหาทัศนคติของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นปัญหาการใช้และการตีความรัฐธรรม-นูญหรือกฎหมาย อันเนื่องจากการขาดคุณสมบัติที่เหมาะสมของผู้ที่อยู่ในองค์กรที่ใช้ และตีความรัฐ-ธรรมนูญเหล่านั้น

          สิ่งเหล่านี้ อาจต้องแก้ไข ปรับเปลี่ยนตามวิถี และครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งสมควรกระทำโดยเร็วต่อไป

          แต่ที่น่าพิจารณาในวันนี้ก็คือ เริ่มมีเสียงมาจากองค์กรทางการเมือง ที่มีอำนาจริเริ่มการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อท่านเหล่านั้น อาทิเช่น การแก้มาตรา ๑๐๗ (๔) ที่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ๙๐ วันเป็นอย่างน้อย จึงจะลงสมัครรับเลือกตั้งได้ หรือการแก้มาตรา ๑๐๗ (๓) ให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ไม่ต้องจบปริญญาตรีเป็นต้น

          คำถามที่เกิดขึ้น จึงมีว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขอย้ำว่าอาจกระทำได้นั้น จะแก้ไขเรื่องใด? จะแก้ไขเพื่อใคร? และจะแก้ไขอย่างไร?

          ทั้งสามคำถามนี้ จะต้องมีคำตอบ

          สำหรับคำถามที่ว่า จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องใดนั้น มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับคำถามที่ว่า จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร แต่ความจริงแล้ว ก่อนที่จะตอบคำถามว่า จะแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องใดนั้น ผู้คิดจะแก้ จะต้องทราบเจตนารมณ์ และความเป็นมาของกลไก หรือวิธีการต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญร่างไว้ให้ครบถ้วนเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาศึกษาว่า กลไกหรือวิธีการที่วางนั้น ก่อให้เกิดปัญหาแก่การปฏิรูปการเมืองหรือไม่ ถ้าก่อให้เกิดปัญหาแก่การปฏิรูปการเมือง เราก็ต้องปรับกลไกเหล่านั้น โดยการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้ากลไกเหล่านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาแก่การปฏิรูปการเมือง แต่เป็นปัญหาสำหรับนักการเมือง ก็ต้องมาพิจารณาว่า ถ้าเช่นนั้น จะแก้หรือไม่? ถ้าแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้น ๆ แล้ว ผลที่ตามมาคืออะไร?

          เช่น ถ้าจะแก้มาตรา ๑๐๗ (๔) ที่ต้องการให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ถึง ๙๐ วัน ก็เพื่อป้องกันการ "ย้ายพรรค" ในระหว่างการประกาศให้มีการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการ "ประมูลตัว" ผู้สมัคร ซึ่งจะมีผลต่อเสถียรภาพของพรรคการเมืองประการหนึ่ง และจะมีผลโดยตรง ต่อระบบการซื้อเสียง ขายสิทธิของผู้สมัคร และพรรคการเมืองอีกประการหนึ่ง หากแก้ไขมาตรานี้ เปิดโอกาสให้สังกัดพรรคในเวลาที่สั้น ก็จะเกิดการ "ประมูลตัว" ผู้สมัคร และการ "ต่อรอง" ระหว่างผู้ถูกประมูลตัว กับพรรคการเมืองเดิมที่สังกัดอยู่ และพรรคการเมืองใหม่ที่มาประมูลตัว ซึ่งการต่อรองเหล่านี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ผลประโยชน์ต่อประชาชน แต่อยู่ที่ผลประโยชน์ที่ผู้ถูกประมูลจะได้ การแก้ไขเช่นนี้ คงไม่ใช้เพื่อปฏิรูปการเมือง แต่เป็นการแก้เพื่อตอบสนองความต้องการของนักการเมือง

          ส่วนคำถามที่สองที่ว่า "แก้เพื่อใคร?" ก็ชัดแจ้งอยู่ในตัวเองว่า ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น เป็นการแก้เพื่อ "พลเมืองทั้งหมดหรือส่วนใหญ่" อันเป็นหัวใจของการเมืองแล้ว ก็สมควรที่จะแก้ไขให้พล-เมืองได้ประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น เป็นไปเพื่อตัวแทนที่ประชาชนพลเมืองเลือกตั้งเข้าไป มิได้เป็นไปเพื่อตัวการหรือพลเมืองแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ก็ไม่ใช่การแก้ไขให้เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองที่ดีขึ้น แต่เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมือง ซึ่งร้ายกว่านั้น อาจเป็นการแก้ไขให้ทำลายการปฏิรูปการเมืองเลยก็ได้

          ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

          ตอนที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๓๔ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ก็เนื่องมาจากแนวความคิดที่ว่า นักการเมืองผู้ถูกปฏิรูป ไม่อาจปฏิรูปตัวเองได้ เพราะมีส่วนได้เสียเอง ดังคำกล่าวของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่ว่า "จงอย่าให้ผู้รับเหมาเขียนสเป็กเอง" ด้วยเหตุนี้ จึงต้องให้สภาร่างรัฐธรรม-นูญ ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในฐานะนักการเมือง มาเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญ

          มาบัดนี้ เราจะให้ตัวแทนแก้กฎเกณฑ์เพื่อประโยชน์ของตัวแทนเอง โดยไม่ฟังเสียงตัวการ หรือประชาชนเลยหรือ?

          สำหรับคำถามสุดท้ายที่ว่า จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอย่างไร? นั้น คำตอบคงมีได้ ๒ นัย

          นัยแรก เป็นคำตอบตามตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑๓ ซึ่งให้อำนาจคณะรัฐมนตรี หรือ ส.ส. จำนวน ๑ ใน ๕ ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ หรือ ๑ ใน ๕ ของ ๕๐๐ คน หรือ ส.ส. และ ส.ว. ร่วมกัน จำนวน ๑ ใน ๕ ของจำนวน ส.ส. และ ส.ว. ทั้งหมด ๗๐๐ คน เป็นผู้เสนอขอแก้ไขเพิ่มเติม โดยให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน และต้องใช้มติเกินครึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภา ๗๐๐ คน ในวาระที่ ๑ และวาระที่ ๓ การแก้ไขเพิ่มเติมจึงกระทำได้

          นี่เป็นการตอบตามตัวบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญ

          นัยที่สอง เป็นคำตอบที่ไม่ได้เขียนไว้โดยตรงในรัฐธรรมนูญ แต่เกี่ยวด้วยความชอบธรรมทางการเมือง

          ท่านทั้งหลายคงจำได้ดีว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ ซึ่งก่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๑ เตรส วรรคสามว่า

          "ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ"

          มาตรานี้เองเป็นหลักให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง ไม่เคยมีมาก่อน จนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกขนานนามว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"

          แม้ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยืนยันว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ "คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ"

          เมื่อเป็นเช่นนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็จะต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญเช่นเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะประชาชนพลเมืองเป็นตัวการ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยดังปรากฏตามความตอนต้นของมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ..." ดังนั้น การแก้ไขกติกาสูงสุดในการบริหารสังคมรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับชะตา อนาคตของพลเมืองทุกคน ผู้แทนปวงชนที่แท้จริงย่อมต้องกลับไปถามตัวการ คือ ประชาชนซึ่งเลือกตนเข้ามา

          ท่านผู้มีเกียรติครับ

          การกลับไปถามประชาชนดีที่สุดนั้น ก็คือการใช้กระบวนการออกเสียงประชามติตามมาตรา ๒๑๔ ของรัฐธรรมนูญนั่นเอง เพื่อขอปรึกษาความเห็นของประชาชน ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา ๒๑๔ กำหนดระยะเวลาไว้ให้ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สามารถแสดงความคิดเห็น ให้ประชาชนฟังได้โดยเท่าเทียมกัน ในระยะเวลาไม่น้องกว่า ๙๐ วัน และไม่เกิน ๑๒๐ วัน

          การขอประชามติซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๔ กำหนดให้มีผลเป็นเพียงการให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีก็จริง แต่น้ำหนักและความชอบธรรมที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเห็นชอบด้วย ได้รับการยอมรับ และมีความมั่นคงเช่นเดียวกับตอนร่างรัฐ-ธรรมนูญ

          ความจริง ก่อนปี ๒๕๔๐ กลไกการใช้ประชามติในเรื่องสำคัญเช่นนี้ไม่มีกำหนดไว้แต่เมื่อมีกลไกนี้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ประกอบกับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๗๖ ก็กำหนดให้ "รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การ ตัดสินใจทางการเมือง ..." ก็สมควรที่รัฐบาล และรัฐสภาจะใช้กลไกที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ในมาตรา ๒๑๔ ปรึกษาหารือประชาชนอย่างเป็นทางการ

          ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

          ผู้แทนที่แท้จริงของปวงชน ย่อมไม่รังเกียจปวงชนหรอกครับ ดังนั้น ผมเชื่อว่ารัฐสภาจะดำเนินการใด ๆ ต่อรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ

          ท่านผู้เข้าสัมมนาทุกท่านครับ

          ๕ ปีแห่งความพยายามปฏิรูปการเมืองได้ผ่านไปแล้ว ๕ ปีนี้ เป็น ๕ ปี ที่สังคมไทยและคนไทย ได้เรียนรู้ และลิ้มรสของสองสิ่งที่ดูเหมือนจะสวนกัน กล่าวคือ คนไทยลิ้มลองความหวานของ เสรีภาพ และส่วนร่วมทางการเมืองที่เปิดขึ้นอย่างมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ลิ้มรสความขมของวิกฤตทางเศรษฐกิจ

          บทสังเคราะห์ของประสบการณ์หวาน-ขม นี้ย่อมอยู่ที่ เรา-ท่าน จะกำหนดทิศทางของสังคมไทย และการเมืองไทยให้ก้าวไปทางใด สำหรับผมแล้ว คิดว่า การปฏิรูปการเมือง เพื่อให้ประชาธิปไตยทางการเมือง สามารถสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง น่าจะเป็นบทสังเคราะห์ประสบการณ์หวาน-ขม ดังกล่าวให้กลายเป็นประสบการณ์หวาน-หวานได้ เมื่อเกิดประชาธิปไตยทางการเมือง และประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้นอย่างแท้จริง และเมื่อนั้นแหละที่การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจะรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้คำว่า "ความยั่งยืนที่แท้จริง"

          ขอบคุณและสวัสดีครับ

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

แนวปาฐกถาพิเศษของ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
เรื่อง “บทบาทภาคธุรกิจเอกชนกับปัญหาคอร์รัปชัน”
ในการเสวนาระหว่างภาคธุรกิจเอกชนและสำนักงานป.ป.ช.
วันจันทร์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖
ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

ท่านผู้มีเกียรติ

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญให้มาพูดกับท่านผู้มีเกียรติในการเสวนาระหว่างภาคธุรกิจเอกชนกับคณะกรรมการและผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. เรื่อง “บทบาทภาคธุรกิจเอกชนกับปัญหาคอร์รัปชัน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลซึ่งอยู่ในภาคธุรกิจเอกชนได้ให้ความสำคัญของปัญหาการทุจริตที่เป็นปัญหาระดับชาติ มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเป็นการระดมความคิดเห็นในการร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอีกด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะหยิบยกมาพูดคุยกัน ด้วยภารกิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งถือกำเนิดมาจากรัฐธรรมนูญที่เราเรียกว่าฉบับประชาชนมุ่งเน้นในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านการทุจริต และการเสริมสร้างทัศนคติค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งการเสวนาในวันนี้นับเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นที่จะร่วมกันต่อต้านการทุจริตนั่นเอง

ท่านที่เคารพ ดังที่ผมได้เรียนไว้ตอนต้นแล้วว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติและประชาชน ถ้าผู้ให้และผู้รับสมยอมซึ่งกันและกันย่อมเป็นการส่งเสริม สนับสนุน เหมือนมะเร็งร้ายที่ค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมไปในที่สุด แล้วถ้าปล่อยให้ลุกลามต่อไปจนยากที่จะเยียวยารักษาแล้ว ประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะตกอยู่ในสถานะลำบาก ด้วยพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนบางกลุ่มที่คอยจ้องฉกฉวยแสวงหาโอกาสเอาประโยชน์ใส่ตน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน รวมกระทั่งรัฐบาล การคอร์รัปชันทำลายสิทธิที่พึงมี ความเสมอภาคหายไป ความยากจนเพิ่มขึ้น ความร่ำรวยตกอยู่กับกลุ่มคนที่มีอำนาจและโอกาส การใช้ทรัพยากรเบี่ยงเบน รายได้ลดแต่รายจ่ายกลับเพิ่ม สวนทางกับคุณภาพของชีวิตที่ตกต่ำลง การลงทุนทั้งภายในและข้ามชาติก็ลดลงเช่นกัน ที่น่าเศร้าใจหลายคนคิดว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องธรรมดา รับได้ สูญสิ้นทั้งคุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรม นับเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ต่อการพัฒนาคนและพัฒนาชาติ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยของเราไม่มีคอร์รัปชัน หรือปลอดคอร์รัปชัน เราต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง และร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาให้จงได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ดีมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่และอาชีพการงาน ให้ความสำคัญที่จะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชัน ดังเช่นพวกท่านที่อยู่ในที่นี้ยังมีอีกมากมาย และนี่จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะผลักดันให้งานป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้เป็นอย่างดี ถ้าทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องของเรา

เมื่อมีการจัดอันดับประเทศที่มีคอร์รัปชันมากที่สุด ประเทศไทยของเรามักจะอยู่ในอันดับต้น ๆ เกือบทุกครั้ง ปัญหานี้จะเกี่ยวโยงกับภาพลักษณ์ของประเทศโดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ หนีไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านธุรกิจการค้าที่จะต้องถดถอยตามไปด้วย การทำธุรกิจค้าขายสินค้าคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่เพื่อให้คงซึ่งความอยู่รอดก็มีการวิ่งเต้น มีการเสนอคอมมิชชัน มีค่าน้ำร้อนน้ำชา ผลสุดท้ายมาบวกรวมเป็นราคาต้นทุนที่ผลักให้ผู้บริโภคคือประชาชนอย่างเราต้องซื้อสินค้าในราคาแพง ผมเชื่อว่าท่านที่ประกอบธุรกิจนอกจากเป็นผู้ประกอบการแล้วท่านก็เป็นผู้บริโภคด้วย แล้วพวกเราก็ตกอยู่ในวงจรน่ารังเกียจนี้ด้วยโดยปริยาย

อีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ก็คือ ความยุ่งยากสลับซับซ้อนของระบบราชการที่มีรูรั่วเปิดช่องโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้สุจริตสะดวกในการติดต่อประสานงาน การอนุญาตหรือเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลยพินิจให้ละเว้นการปฏิบัติตามระเบียบ แบบแผนของรัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือจัดสรรทรัพยากร ผลประโยชน์ด้วยความไม่เป็นธรรม ตลอดจนสนับสนุนให้ประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย หากประสานผลประโยชน์ลงตัวระหว่างกันแล้ว คอร์รัปชันจะคงอยู่กับเราตลอดไป การทุจริตเป็นนิสัยทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ หากร่วมมือกันปิดกั้นผู้สุจริตที่ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนไม่ให้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก และคอยจ้องหาช่องว่างและโอกาสเพื่อเอารัดเอาเปรียบตักตวงผลประโยชน์โดยมิได้คำนึงว่าตัวเองจะเป็นผู้ที่ทำให้ระบบของสังคมเสียหายร้ายแรงอย่างไร ในไม่ช้าผู้ประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตก็จะอยู่ในสภาพเสียเปรียบคู่แข่งขัน มิอาจทานกระแสอยู่ได้ จะพากันหมดกำลังใจ และจำนวนจะลดน้อยไปจากสังคม ผู้ทุจริตคือผู้ชนะ ชนะบนความพ่ายแพ้ของประชาชน และประเทศชาติ

สังคมไทยนอกจากไม่เข้มงวด เอาจริงเอาจัง อย่างตรงไปตรงมาแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้บังคับใช้กฎหมายยังหย่อนยานในเรื่องของการบังคับใช้ เลือกที่จะบังคับใช้กับผู้ใด เมื่อใดก็ได้ เพราะไม่มีการควบคุมตรวจสอบ จึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ปัญหาเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดระเบียบวินัยมักจะถูกมองข้ามไปเป็นอย่างมาก จนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อให้เกิดพฤติกรรมเคยชิน ผู้ที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายไม่เกรงกลัว และเพิกเฉยที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง เพราะรู้ว่าสามารถทำให้เกิดการยกเว้น ไม่ใช้บังคับกับตนได้ ผลเสียหายที่ถูกสั่งสมมาเป็นเวลานานอาจทำให้ถึงจุดวิกฤติ และเมื่อนั้นประเทศชาติอาจย่อยยับไปได้ในที่สุด ด้วยกฎหมายอาจมีปัญหาหรือช่องว่างบ้าง อาจล้าสมัยไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันบ้าง แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ตัวบุคคลที่มีอำนาจในการใช้กฎหมาย ซึ่งสามารถใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง นอกจากไม่พัฒนาแล้วยังใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง รวมไปถึงวิธีและกระบวนการที่จะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายก็ยังไม่โปร่งใสและชอบธรรม ที่จะนำไปสู่สังคมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่พึงประสงค์ด้วยส่วนลึกของจิตสำนึกที่รู้ผิดชอบชั่วดีได้ ระบบอุปถัมภ์ และระบบคุณธรรมที่พูดกันมาทุกยุคทุกสมัยยังคงมีการรักพี่เสียดายน้อง ลูบหน้าปะจมูกกันอยู่

ฉะนั้น ไม่ว่าจะด้วยระบบของราชการที่เอื้ออำนวยต่อการคอร์รัปชัน หรือการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดจากตัวผู้ใช้กฎหมาย จำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไข จำเป็นจะต้องมีบทลงโทษอย่างเด็ดขาดและจริงจัง จำเป็นที่สังคมจะต้องมีส่วนร่วมในการเฝ้ามอง บนพื้นฐานความเสมอภาคในสิทธิของมนุษยชน มีส่วนรับรู้และแสดงจุดยืนของความพอใจหรือไม่พอใจจากผลของการกระทำและโทษที่ได้รับ หวังเพียงแต่ว่าในอนาคต แนวโน้มที่ดีเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น และได้รับการรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ ชักจูงกันไปในทางที่ถูกต้องดีงาม รวมพลังกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบและหันมายกย่องส่งเสริมผู้ประพฤติปฏิบัติชอบให้เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้บริหารบ้านเมืองของเราในปัจจุบันจะประกาศตนเป็นศัตรูกับการคอร์รัปชัน ประกาศการกวาดล้างผู้มีอิทธิพล แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า คนที่คอร์รัปชัน คนที่มีอิทธิพลนั้น มีอยู่ในทุกฝ่ายของกลุ่มการเมือง รวมทั้งในฝ่ายรัฐบาลด้วย ดังนั้นการปราบปรามของรัฐบาล จะทำอย่างเสมอภาค จริงใจแค่ไหน อย่างไรนั้น การกระทำและเวลาจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลต้องการทำจริงหรือเพียงแค่หาเสียงหรือต้องการสลายพลังของฝ่ายตรงข้าม เพื่อความมั่นคงของตนเองเท่านั้น

ในส่วนของการเสวนาในวันนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งผมได้เรียนมาแล้ว ผมต้องขอร้องท่านผู้มีเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจเอกชน ให้ช่วยกันเสนอข้อคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา เป็นหูเป็นตา ป้องกันในส่วนนี้ ถ้าปราศจากความร่วมมือของพี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจเอกชนแล้ว ย่อมจะไม่สามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปได้ นอกจากนี้บทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งของภาคธุรกิจเอกชนที่ประกอบการค้าขายสินค้าผลิตภัณฑ์ และการบริการ ย่อมจะต้องมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ หากผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวคำนึงถึงการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสริมสร้างทัศนคติค่านิยมในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต สนับสนุนยกย่องคุณค่าของคนดี ก็จะเป็นการส่งเสริมให้สังคมของเรามุ่งไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง

การไม่สนับสนุนและไม่เข้าร่วมวงจรเลวร้ายของการทุจริต รวมทั้งการเป็นหูเป็นตา ชี้ช่องเบาะแส อาจจะถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มอิทธิพลอันจะเป็นผลสะท้อนในทางลบต่อกิจการธุรกิจการค้านั้น ดูเหมือนว่าเราต้องการผู้กล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง กล้าที่จะยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าที่จะเป็นตัวแทนของสังคมโดยส่วนรวมที่จะจรรโลงประเทศชาติให้มั่นคงถาวร กล้าที่จะรักษาซึ่งแผ่นดินเกิดไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัย ผู้มีอิทธิพลจะยิ่งใหญ่สักเพียงใด ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้ ถ้าพลังประชาชนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวที่จะต่อต้านและต่อสู้ด้วยเหตุและผล

ผมยังเชื่อมั่นว่าปัญหาคอร์รัปชันนี้เกิดจากบุคคลบางกลุ่มเท่านั้นที่ยังไม่สามารถควบคุมความต้องการและความพอเพียงส่วนตนได้ ปัญหานี้จะต้องอาศัยคุณธรรมและจริยธรรมเข้ามาเป็นตัวกำหนดแนวทางในการดำเนินชีวิตควบคู่ไปด้วยอย่างเหนียวแน่น ต้องหยั่งรากลึงลงไปในบุคคลตั้งแต่แรกเกิด ในสถาบันครอบครัวและต่อเนื่องไปในสถาบันการศึกษา และสถาบันอาชีพการงานต่าง ๆ อย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยจะต้องถือเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติที่จะต้องดำเนินการอย่างชัดเจนและจริงจังให้ได้ผลเป็นรูปธรรม องค์กรของรัฐและเอกชนทุกภาคส่วน รวมทั้งองค์กรอิสระจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง อย่างน้อยอยากจะขอให้คำพูดที่มีมาอย่างยาวนานที่ว่า “ค่าน้ำร้อน น้ำชา” หรือ “รับใต้โต๊ะ” จะได้หมดไปจากสังคมไทยของเราเสียที

ในโอกาสสุดท้ายนี้ ผมขอให้กำลังใจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ยังเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เหลือน้อยเต็มทีแล้ว ที่ยังคงทำงานอย่างเข้มแข็งเป็นอิสระ รักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของหลักการการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ และขอร้องท่านผู้มีเกียรติอีกครั้งว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องช่วยกันสกัดกั้นและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ทุกวิถีทาง ที่สามารถจะกระทำได้ และยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างจริงจังทั้งภาครัฐคือผู้รับ และภาคธุรกิจเอกชนคือผู้ให้ได้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ถึงวันนี้ธุรกิจระดับชาติต้องการตลาดที่มีการแข่งขัน ประสิทธิภาพ คุณภาพสินค้า การบริการ และความจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึง ถ้าทั้งสองผนวกกันไม่รับไม่ให้ คนจะรับไม่รับ คนจะให้ไม่ให้ ก็จะไม่มีรับไม่มีให้ ถ้าเราสามารถปลูกฝังให้เกิดในจิตใต้สำนึกของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักธุรกิจ ผมขอเรียนว่าการทุจริตคอร์รัปชันจะต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอน

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำกล่าวต้อนรับและเปิดงานสัมมนา
เรื่อง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
ของ ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๗
ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขอต้อนรับทุกท่านด้วยความยินดี ขอให้ทุกท่าน ร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ สภาที่ปรึกษาฯพร้อมที่จะรับฟังทุกความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ โดยรวม ต่อชาติ และประชาชน เพราะสภาที่ปรึกษาฯ มิใช่องค์กร เพื่อต่อรองผลประโยชน์ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใด หน้าที่ของเรา ก็คือการสะท้อนปัญหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม และจัดทำ คำปรึกษาและข้อคิดเห็นเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรี หรือ รัฐบาลนำไป ประกอบ การพิจารณา กำหนดเป็นนโยบาย ในเรื่องที่จะกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

บัดนี้ สภาที่ปรึกษาฯ ได้ดำเนินงานมาใกล้จะครบวาระ ๓ ปี ในวันที่ ๖ สิงหาคมนี้แล้ว ผลการดำเนินงานก็มีไม่น้อย เฉพาะที่ดำเนินการไปแล้วมีมากกว่า ๔๐ เรื่อง และอยู่ในระหว่างการ ดำเนินการ อีกไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่อง

ตามข้อเท็จจริงนั้น การเป็นที่ปรึกษาฯ ก็คือ การทำงานอยู่ เบื้องหลัง และการให้ความเห็น ก็ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเห็นชอบด้วยทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือ นำข้อคิดเห็น ไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบาย และต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน

สภาที่ปรึกษาฯ แม้จะเป็นองค์กรใหม่ ที่เพิ่งมีเป็นครั้งแรก ในประเทศไทย แต่ก็เป็นองค์กร ที่รวมบุคคลที่มีความรู้ความสามารถหลายๆ ด้านไว้ในที่เดียวกัน ถึง ๙๙ คน ทั้งในภาคเศรษฐกิจ สังคม ฐานทรัพยากร และผู้ทรงคุณวุฒิ บุคคลเหล่านี้ มีความตั้งใจที่จะนำความรู้ความสามารถในสายอาชีพ ของตน ซึ่งสั่งสมมานาน เสนอข้อคิดเห็นต่อรัฐบาล ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน

บทบาทและการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาฯ ในระยะแรกเริ่มนี้ แม้จะขัดข้องไปบ้าง เหตุก็เพราะสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ มาจากหลากหลายอาชีพ ความคิดเห็นก็ย่อมจะแปลกแยกกันบ้าง คนละทาง สองทาง แต่ในท้ายที่สุด ความคิดเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ โดยรวม จะต้องหลอมรวมกัน และเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง

การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมีความสำคัญมาก มากจนกระทั่งถูกตราไว้ในมาตราที่ ๗๖ ของรัฐธรรมนูญ เพราะอะไร เพราะในอดีตนั้น ส่วนใหญ่รัฐเป็นผู้กำหนดนโยบายแต่เพียงฝ่ายเดียว ใช้หลักการวางแผนจากบนลงสู่ล่าง ไม่ใช่จากล่างขึ้นสู่บน ไม่ได้ทำการสำรวจตรวจตราความต้องการ ของประชาชนในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละภาค แต่กำหนดนโยบายเหมือนกันทั้งประเทศ เหมือนกันทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด และทุกภาค แต่บัดนี้ทุกคน มีความเห็นเหมือนกันว่า การกำหนดนโยบายจะต้องให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะจะต้องวางแผนจากล่างขึ้นสู่บน

การเปลี่ยนแปลงทางความคิด และวิธีการทำงานในการวางแผนพัฒนาฯ ของสภาพัฒน์ ได้เริ่มให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในการวางแผน การพัฒนาประเทศ ที่หน่วยงานราชการตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องถามความเห็นภาคประชาชน ด้วยการจัดประชุม สัมมนา ในเวทีต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร

ในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละภาค ความต้องการในการแก้ปัญหาอาจจะเหมือนกัน และอาจจะต่างกัน การกำหนดนโยบายหรือแผนงานต่างๆ จึงควรมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ในจังหวัด และในภาคนั้นๆ รัฐควรให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ มีแผนแม่บทเป็นของตนเอง โดย รัฐเป็นเพียง ผู้ให้ ให้ความรู้ ให้ข้อมูล ให้การสนับสนุนงบประมาณ และให้การสนับสนุน นักวิชาการ สนองความต้องการ ตามความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

แล้วทำไม สภาที่ปรึกษาฯ จึงให้ความสำคัญต่อปัญหาเรื่อง การทุจริต หรือคอร์รัปชัน ทำไมไม่เป็นเรื่องนั้น ทำไมไม่เป็นเรื่องนี้ คำตอบไม่ยากครับ เพราะปัญหาเรื่องการทุจริตเป็นปัญหาสำคัญของชาติ เป็นปัญหาที่แก้ยาก มีอยู่ในทุกอณูของพื้นที่ ไม่ว่าจะในระดับรากหญ้า หรือในระดับประเทศ หากปล่อยไว้ ไม่รีบหาหนทางแก้ไข ไม่ช่วยกันป้องปราม ไม่ช่วยกันสอดส่องดูแล มันจะลุกลาม จนไม่มีทางแก้ไข เพราะคนทุกวันนี้ ห่างไกลคุณธรรม ห่างไกล ศีลธรรมจรรยา ยึดวัตถุนิยม และบริโภคนิยม

ตั้งแต่เด็ก ผมก็ได้ยินคำว่า คอร์รัปชันแล้ว คุณพ่อผมซึ่งรับราชการในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช เล่าให้ฟังว่า ในสมัยนั้นมีพระยาสองสามคนมีชื่อเสียงที่ไม่ดีเกี่ยวกับ การฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงมีใบเสร็จหรือไม่มีใบเสร็จ และเมื่อเรื่องนี้ทราบถึงเบื้องพระยุคลบาท พระเจ้าอยู่หัวแค่แสดงอาการทรงกริ้วมากเท่านั้น พระยาสองสามคนนั้นจะอายจนมองหน้าใคร ไม่ติด จนมีคำติดปากว่า "อายเอาหน้าแทบซุกแผ่นดิน" อาการเช่นนี้เป็นค่านิยมของสังคมไทยในอดีต ซึ่งเป็นค่านิยมที่ดี เรียกว่า มีหิริโอตตัปปะ หรือ มีความละอายใจ เกรงกลัวต่อบาป

แต่ปัจจุบันเหตุการณ์ได้เปลี่ยนไป เมื่อพูดถึงการคอร์รัปชัน ก็มักจะอ้างหลักฐานที่เป็นใบเสร็จตาม กฏหมายว่า ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่า คอร์รัปชัน ผมถามหน่อยเถอะว่า คนฉลาด มีการศึกษาสูง ที่ตั้งใจโกงกินนั้น เขาจะสร้างหลักฐานให้เห็นให้จับได้หรือ? มันมีวิธีการมากมายที่เราพอจะรู้ หรือที่เราไม่รู้อีกมาก แต่มันก็คือการคอร์รัปชัน

แล้วอย่างไรล่ะ ที่เรียกว่า คอร์รัปชัน?

ผมเคยออกรายการทางโทรทัศน์ครั้งหนึ่ง เป็นรายการทางด้านการเมือง พิธีกรถามผมว่า การกินตามน้ำ ใช่คอร์รัปชันหรือไม่ ผมสะอึก แต่ผมเข้าใจว่า ผู้ถาม ถามด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่ด้วยความไม่รู้คำตอบของผมก็คือ กินตามน้ำก็คอร์รัปชัน เหนือน้ำก็คอร์รัปชัน ใต้น้ำก็คอร์รัปชัน กินคอมมิชชัน ก็คอร์รัปชัน กินล่วงหน้าก็คอร์รัปชัน กินให้หลังก็คอร์รัปชันทั้งนั้น ผมจึงหวังว่า สังคมไทยจะไม่สงสัยในประเด็นนี้ แต่เข้าใจ และประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง

ผมถามตัวเองว่า หลักนิติธรรมหรือกฎหมายนั้น จะแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันได้หรือไม่ หรือ รัฐธรรมนูญ จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ได้ ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่สังคมใดจะ แก้ปัญหาด้วยตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้วก็เช่นกัน เพราะอะไร เพราะสังคมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับปัจจัยอีกหลายประการ เราจึงต้องสร้างกลไกบางอย่างขึ้นมาเพื่อคานอำนาจ

การเรียกร้องและการให้สินบน การเบียดบังเงินหลวง ไม่ว่าจะทำคนเดียวหรือเป็นเครือข่าย ที่เรียกว่า กินเหนือน้ำ กินใต้น้ำ อันนี้ชัดเจนว่า เป็นคอร์รัปชันแน่นอน แต่สำหรับในกรณีที่คลุมเครือ กว่านั้น ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมดังนี้

สมมติว่า นาย ก. ชนะการประมูล โดยที่ผมไม่ได้ช่วยอะไรเลย ขาวสะอาดทุกอย่าง แต่เมื่อชนะแล้ว นาย ก. มีน้ำใจ เอาของขวัญมาให้ผม ถ้าของสิ่งนั้นเป็นของที่มีมูลค่าเล็กน้อย เช่น ปากกา ๑ ด้าม ก็อนุโลมได้ในสังคมไทย แต่ถ้าเป็นรถยนต์ หรือทองคำ หรือ บ้าน หรือตั๋วเครื่องบินไป-กลับยุโรป อเมริกา หรือที่อื่นๆไม่ได้แน่นอน อันนี้เป็นการให้ประโยชน์ ถึงแม้จะเป็นการให้ประโยชน์หลังเหตุการณ์ แต่จะผูกพันคนคนนั้นในการวินิจฉัย ในการพิจารณากรณีต่อๆ ไป ในอนาคตเราอาจจะพูดว่า เราไม่ได้ขอนี่ เขาเอามาให้เอง เรากิน ตามน้ำน่ะ กินแบบนี้ผิดแน่นอนครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ แต่หลายคนยังไม่เข้าใจ เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย นั่นคือ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest

คำว่า Conflict of Interest ไม่มีคำแปลในภาษาไทยที่ชัดเจน จึงทำให้สงสัยอยู่เสมอว่า มัน คืออะไรกันแน่ แต่ผมจะพยายาม ขยายความให้ฟังดังนี้

Conflict of Interest คือ ความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะ

สมมติว่า วันนี้ ผมเป็นอธิบดี แต่วันรุ่งขึ้นเกษียณ ไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทที่ผมเคยควบคุม อย่างนี้ไม่ได้ ไม่ว่า จะเป็นสุรา บุหรี่ บริษัทการเงิน จะเป็นหนึ่งวันหลังจากเกษียณหรือแม้แต่ ๒ เดือนหลังเกษียณ ก็ไปรับเป็นผู้จัดการบริษัทที่เคยควบคุมหรือเป็นประธาน อย่างนี้ไม่ได้

หรือสมมติว่า ผมรับราชการอยู่ มีหน้าที่อนุมัติแบบก่อสร้าง แต่เงินเดือน ไม่พอใช้ จึงไปเปิดบริษัท เป็นคนเขียนแบบที่ผมนั่นแหละเป็นคนอนุมัติ อย่างนี้ก็ไม่ได้ ซึ่งกรณีแบบนี้ใช้อยู่แพร่หลาย ในเทศบาลต่างๆ โดยเฉพาะใน กทม.

หรือผมรับราชการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัท ห้างร้าน แต่ผมกลับมีกิจการของผม เป็นผู้ทำบัญชี สอบบัญชีให้กับบริษัทที่ผมต้องตรวจสอบเสียเอง อย่างนี้ก็ผิดเช่นเดียวกัน เพราะการมี ส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้การตัดสินใจไขว้เขว และมีอคติได้

หรือผมเป็นหัวหน้าตำรวจสถานีตำรวจ แล้วผมตั้งบริษัทรถเมล์ในตรอกในซอยที่เป็นอาณาเขตของผม หรือตั้งบริษัทดูแลความปลอดภัยของสถานที่ในเขตที่อยู่ภายใต้โรงพักนั้น อันนี้ก็ไม่ถูกอีก แต่ทุกกรณีที่ยกตัวอย่างขึ้นมานั้น เราคงจะต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ใช่กรณีที่สมมติขึ้นในใจ แต่ เป็นตัวอย่างจากชีวิตจริง ที่ทำกันมาเป็นเวลาหลายปี และก็ยังทำกันอยู่ในปัจจุบัน

หัวใจของการขัดแย้งทางผลประโยชน์ จึงอยู่ตรงที่จะต้องรู้จักแยกแยะ เรื่องส่วนรวมออกจากเรื่องส่วนตัวให้ได้ และยังต้องไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เสี่ยงว่าผลประโยชน์ส่วนตัวจะเบี่ยงเบนการตัดสินใจ จะคิดแต่เพียงว่า เรามีความยุติธรรมเพียงพอ ใช้มาตรฐานจริยธรรมส่วนตนอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ในทางตรงข้ามกลับจะต้องพาตัวเองออกให้ห่างจากสถานการณ์นั้นๆ ไม่ให้เกิดข้อครหาขึ้นได้กับเรา

การคอร์รัปชันนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเรื่องของการคอร์รัปชันในทางการเงินอย่างเดียว อย่างเรื่องการรับสินบน การฉ้อราษฎร์บังหลวง การรับเงินใต้โต๊ะ แต่ยังหมายถึงความเสื่อมโทรมทาง คุณธรรม หรือไม่รับรู้เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในชีวิตของคนคนนั้น ไม่รู้ไม่สนใจว่า อะไรถูกอะไรผิด

การคอร์รัปชันเป็นเรื่องซับซ้อน และโยงใยกับผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลหลายฝ่าย แพร่กระจายไปในแทบทุกส่วนของการดำรงชีวิต การแก้ปัญหาจึงต้องแก้อย่างเป็นองค์รวม ซึ่งผม ขอเสนอเป็นแนวทางไว้ สักห้าหกประการคือ

ประการแรก

เราต้องไม่มองปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แยกส่วนออกจากปัญหาอื่นๆ ของระบบ การคอร์รัปชันเป็นเรื่องซับซ้อน เป็นบ่อเกิดและ เป็นแหล่งหมักหมมของปัญหาอื่นๆอีกมากมายก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน การคอร์รัปชันก็เป็นภาวะสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของระบบด้วย เราจึงต้องมองว่า ปัญหาการทุจริต ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษา ปัญหาระบบการบริหารในภาคราชการ ปัญหาความไม่โปร่งใส ในการประกอบธุรกิจ หรือแม้แต่ปัญหาความไม่เข้มแข็งในภาคประชาสังคมเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ ในมุมมอง ของการแก้ปัญหาทุจริต จะต้องคำนึงถึงบริบทของปัญหาอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย การแก้ปัญหาของระบบก็ต้องคำนึงถึงเงื่อนไข อิทธิพล และบทบาทการทุจริต คอร์รัปชัน ที่มีต่อสภาพปัญหานั้นๆ เราจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างครบวงจร

ประการที่สอง

เราต้องมองว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาหลายระดับ

ในระดับบุคคล ปราการด้านการทุจริตก็คือ จริยธรรม และคุณธรรม ประจำใจ อันนี้เป็นเรื่องของอุปนิสัย เป็นเรื่องของการอบรม การที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง และผู้ใหญ่ในสังคมทำให้ดูเป็น ตัวอย่าง เป็นผลผลิตของกระบวนการในระยะยาว

ในระดับสังคม เป็นเรื่องของการกำหนดลักษณะความสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึง ค่านิยม ความเชื่อ และธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ด้วย ลักษณะความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่กำหนดได้ด้วยระบบความคิด และความเข้าใจ ดังนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาการทุจริต มาตรการเชิงสังคมอันดับแรกของผมคือ เราต้องทำให้คนในสังคมรู้เห็นตรงกันว่า การกระทำอย่างไรจัดว่าเป็นการคอร์รัปชัน อะไรไม่ใช่คอร์รัปชัน

ประการที่สาม

สังคมจะต้องสร้างกลไกของข้อมูลข่าวสารให้เกิดความโปร่งใส ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ และทันต่อสถานการณ์ได้ อาจมีข้อยกเว้นบ้างสำหรับความลับของทางราชการ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนและรู้โดยทั่วกัน ไม่ใช่ให้อยู่ในดุลยพินิจ ของเจ้าหน้าที่เพียงบางคน การเปิดเผยข้อมูล จะทำให้ทุจริตได้ยากขึ้น

นอกจากนั้น จะต้องสร้างกลไกให้ประชาชน ตั้งคำถามได้ ในกรณีที่ส่อแววการทุจริต พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารก็ดี การกำหนดให้รัฐบาลต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก็ดี การเปิดเผยการประชุมสภาก็ดี หรือการเปิดเผยเงินบริจาคและรายชื่อผู้บริจาคให้กับพรรคการเมืองก็ดี กลไกเหล่านี้ล้วนกำหนดขึ้น เพื่อสร้างความโปร่งใสทั้งสิ้น

ประการที่สี่

สังคมต้องมีสื่อที่เป็นอิสระ ไม่คอร์รัปชัน ไม่รับเงินเป็นพวกของใคร คอลัมนิสต์ต้องมีความรับผิดชอบต่อทั้งผู้อ่านและผู้ที่ตกเป็นข่าว ข่าวที่เสนอต้องเป็นข้อเท็จจริงและเป็นธรรม แยกข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็น

ปัจจุบัน มีคนพูดถึงการนำเสนอข่าวแบบเจาะลึก หรือ Investigative Reporting กันมากว่า เป็นวิธีขุดคุ้ยการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การนำเสนอข่าวแบบเจาะลึก ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญที่แตกต่างจากการนำเสนอข่าวทั่วไป เพราะเบาะแส ไม่ชอบมาพากลจะแฝงตัวอยู่ใน ข้อมูลต่างๆที่กระจัดกระจาย นักข่าวจึงต้องรู้จักจับแพะชนแกะให้ถูก

ประการที่ห้า

สังคมต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น เพราะสิ่งนี้ เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง เพราะผู้ที่เสียผลประโยชน์ในท้ายที่สุดก็คือประชาชนนั่นเอง

แล้วประชาชนคือใครล่ะ ก็คือ คุณ คือผม คือเราทุกๆ คนนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ ชาวไร่ ชาวนา คือคนที่ถอดหมวกแล้วทุกคน เขาคือประชาชนที่อยู่ในสังคมนี้ ประชาชนต้องตื่นตัว ต้องกระตือรือร้นที่จะรับรู้ ตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจในภาครัฐ ที่สงผลกระทบต่อชีวิตของเรา ต้องสนับสนุน การมีส่วนร่วมของคนอื่น ต้องสร้างภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง มีทัศนคติต่อส่วนรวม ที่ถูกต้อง ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม อย่างที่กล่าวแล้วในตอนต้น สังคมต้องสร้างปัจจัยพื้นฐาน สร้างโอกาสทางการศึกษา และการดำรงชีวิตที่ดี การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน มิใช่เป็นวาระ ของรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว แต่ต้องเป็นวาระของประชาชน

ประการสุดท้าย

ต้องพัฒนาการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยทั้งในสาระ และกระบวนการ และต้องมีกลไก ที่เข้ากับหลักการของธรรมาภิบาล เรื่องนี้จะเห็นได้จากประเทศที่เจริญแล้วอย่างประเทศฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน หรือแคนนาดา ในทางตรงข้ามประเทศที่อยู่รั้งท้ายในเรื่องนี้ได้แก่ประเทศที่มักจะมีผู้นำที่เป็นเผด็จการ หรืออยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคม กลไกธรรมาภิบาลยังไม่เข้มแข็ง

ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ไขได้ภายในวันหรือสองวัน อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี หรือยี่สิบปี หรือมากกว่านั้น และก็ไม่ใช่จะแก้ไขได้ด้วยคนหรือสองคน แต่ต้องรวมพลังกัน ร่วมแรงร่วมใจกันทุกคน ในการสอดส่องดูแล และก็ไม่ควรย่อท้อด้วย เพราะถ้าปล่อยให้มันเกาะกินสังคมไทยไปเรื่อยๆ ไม่มีการคานอำนาจ ไม่ช่วยกันป้องปราม ไม่ช่วยแก้ไข ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ผม ไม่อยากจะนึกถึงเลยครับ

กฎแห่งกรรม จะมีอยู่จริงหรือไม่ ผมไม่กล้ายืนยัน แล้วแต่ความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละคน และจะเร็วเหมือนติดจรวด อย่างที่ชอบพูดกันหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ ผมก็ตอบไม่ได้อีก ที่แน่ๆก็คือ ทุกๆ คนต้องช่วยกันและช่วยกันอย่างจริงจัง และช่วยกันอย่างเป็นระบบด้วย

ผมขอทิ้งไว้แค่นี้ให้ท่านช่วยกันคิดต่อไป ท้ายที่สุดนี้ ผมขออวยพรให้การสัมมนาในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีความสมานฉันท์ และเอื้ออาทรต่อกันทุกฝ่าย

สวัสดี

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ

การเสวนาทางวิชาการ

เรื่อง การดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : ปัญหาและแนวทางแก้ไข

โดย

ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ

(นายอานันท์ ปันยารชุน)

วันที่ 24 สิงหาคม 2548

เวลา 11.30 – 12.00 นาฬิกา

เรียน ท่านผู้เข้าร่วมเสวนา และผู้มีเกียรติทุกท่าน

วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีอีกวาระหนึ่ง ที่หลายฝ่ายได้มาร่วมกันเพื่อระดมความคิดเห็นในประเด็นสำคัญเพื่อแก้ปัญหาอันเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้มารวมกันเสนอแนวทางและข้อคิดที่ดีๆ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

การจัดเสวนาในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากคณะอนุกรรมการส่งเสริมความไว้วางใจ ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีหน้าที่ในการวางแนวทาง กำหนดวิธีการในการสร้างความยุติธรรม ความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความไว้วางใจ ความสงบสุขที่เกิดขึ้นในสังคม ดังนั้นคณะอนุกรรมการส่งเสริมความไว้วางใจฯ จึงได้มอบหมายให้คณะทำงานส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติธรรมไปศึกษาเรื่องการดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : ปัญหาและแนวทางแก้ไข โดยคณะทำงานก็ได้ศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งดำเนินการด้วยวิธีการต่างๆ มาระยะหนึ่งจึงได้สรุปผลใน เบื้องต้นเพื่อเป็นกรอบให้ทุกท่านในที่นี้ได้ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรม ลดความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งใน ช่วงเช้าที่ผ่านมาคณะผู้จัดคงได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปประมวล วิเคราะห์ และเสนอต่อคณะอนุกรรมการเพื่อคณะอนุกรรมการจะได้เสนอต่อคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เพื่อเสนอต่อรัฐบาลต่อไป

ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น แม้ว่าจะมีสาเหตุมาจากปัญหาหลายมิติ เช่น มิติด้านประวัติศาสตร์ ด้านภาษาและวัฒนธรรม ด้านศาสนา ด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ แต่สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนผลักดันให้ปัญหาใน 3 จังหวัดภาคใต้มีความรุนแรงและขยายขอบเขตมากขึ้น ก็คือปัญหาด้านความยุติธรรม

ความยุติธรรมและความชอบธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญของบ้านเมืองที่ใดขาดความ ยุติธรรมและความชอบธรรมแล้วก็ย่อมยากยิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข กระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกสำคัญที่จะนำความยุติธรรมและความเป็นธรรมมาสู่สังคม หากกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพและดำเนินการไปสอดคล้องกับหลักนิติธรรมก็ย่อมเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถจรรโลงบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุขได้เป็นอย่างดี

จากการที่ กอส. ได้มีโอกาสลงไปสัมผัสกับเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้หลายครั้ง และจากข้อมูลหลายแห่งที่ได้รับ ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง แม้จะเกิดสภาพปัญหาความรุนแรงที่ต่อเนื่องและขยายตัวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งโดยทั่วไปย่อมมีเหตุที่จะเสริมประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนน้อยลงไปกว่าปกติ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สามารถนำหลักการทั่วไปดังกล่าวมาใช้ได้ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวมุสลิมที่มีเชื้อชาติมลายูและพูดภาษามลายูเป็นภาษาท้องถิ่นมาเป็นเวลายาวนาน และมีจำนวนมากที่รู้สึกว่าไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน การเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่ทำความเข้าใจถึงมิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และศาสนาที่เป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ จึงอาจเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลกระทบให้เหตุการณ์ลุกลามไปอีก ด้วยเหตุผลดังกล่าว ความพยายามในการดำเนินการให้กระบวนการยุติธรรมสอดคล้องกับหลักนิติธรรม จึงเป็นแนวทางที่เร่งด่วนและจำเป็นยิ่งสำหรับ 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อื่นๆ

ประการที่สอง ด้วยสภาพปัญหาที่มีลักษณะพิเศษดังที่กล่าวมา จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องยกระดับของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษ แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมในพื้นที่อื่นๆ จะมีปัญหาดังที่เป็นที่ทราบกันอยู่ เช่น การที่ผู้ต้องหาถูกเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบในการตรวจค้น จับกุม คุมขัง ขาดโอกาสในการประกันตัว ขาดการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ แต่สำหรับในพื้นที่ภาคใต้ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างเร่งด่วน การดำเนินการในบางเรื่องแม้ว่าอาจจะทำให้ดูเหมือนกับการให้สิทธิพิเศษที่แตกต่างจากที่อื่น แต่น่าจะมองว่าเป็นความพยายามที่จะยกระดับมาตรฐานการอำนวยความยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นต้นแบบก่อนที่จะขยายผลไปในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ จากเหตุผลดังกล่าว ผมจึงสนับสนุนความพยายามของกระทรวงยุติธรรมที่มองปัญหาด้านความยุติธรรมของภาคใต้อย่างครบวงจรและเข้าไปดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยมีกองทุนยุติธรรมเข้าไปช่วยเหลือเพื่อให้การดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวเป็นไปได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

ประการที่สาม ผมเห็นว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมาการดำเนินการด้านการบังคับใช้กฎหมายในจังหวัดภาคใต้ยังขาดเอกภาพ และขาดการประสานงานที่ดี ผมเห็นว่าหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายในภาคใต้ เช่น ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร กระทรวงยุติธรรม อัยการ จำเป็นต้องมีการประสานงานกันอย่างมีเอกภาพทั้งในระดับชาติและในระดับหน่วยงานในพื้นที่ ในการดำเนินการดังกล่าวผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการจัดตั้งเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจด้านการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีการบูรณาการทุกฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างมีเอกภาพ และหน่วยเฉพาะกิจดังกล่าวนี้ต้องมีการดำเนินการทั้งมิติด้านประสิทธิภาพและเอกภาพในการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของการให้ความช่วยเหลือผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา และจำเลยไปพร้อมๆ กัน

ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจของความสำเร็จของการบริหารงานของภาครัฐ ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมก็เช่นเดียวกัน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมของประชาชนในขั้นตอนต่างๆ และในระดับต่าง ๆ ของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การเข้าไปสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถดำเนินการแก้ปัญหาข้อพิพาท โดยใช้วิถีทางวัฒนธรรมและศาสนา โดยไม่ต้องนำข้อพิพาทเข้ามาในกระบวนการยุติธรรม การสร้างเครือข่ายยุติธรรมชุมชน การพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางเลือกตามแนวทางกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การปรับปรุงระบบกระบวนการยุติธรรมให้คำนึงถึงพื้นฐานทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมในพื้นที่ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องดำเนินการ

ประการที่ห้า ในสภาพการณ์ของปัญหาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พฤติกรรมของความรุนแรงเป็นเรื่องของการก่อการร้าย การได้มาซึ่งพยานหลักฐานในการเอาผิดผู้กระทำผิด ย่อมไม่สามารถพึ่งพาพยานบุคคลได้ตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความไว้วางใจรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพัฒนาระบบนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานเพื่อค้นหาความจริงอย่างเร่งด่วน โดยต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ และมีเอกภาพในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม

ประการที่หก เนื่องจากสภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความจำเป็นที่รัฐต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม โอกาสของการที่บังคับใช้กฎหมายจะกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่เกี่ยวข้องย่อมมีสูงขึ้นเป็นปกติธรรมดา และอันที่จริงก็อาจเป็นความพยายามของกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีที่ต้องการขยายผล หรือขยายแนวร่วมในส่วนนี้ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญในกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐที่ไม่ถูกต้องหรือส่งผลต่อกฎหมายเกินสมควร เช่น การจัดตั้งหน่วยรับข้อร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ การตั้งศูนย์ตรวจสอบบุคคลสูญหาย เป็นต้น

ประการสุดท้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่มักจะถูกมองข้ามไป นั่นก็คือการพัฒนาทัศนคติและความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายกับสถานการณ์พิเศษของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องตระหนักถึงสภาพความเป็นมาของปัญหาทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา ภาษา ของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และต้องปฏิบัติโดยเข้าใจและให้เกียรติ การคัดเลือกบุคลากรที่จะปฏิบัติงานในพื้นที่ และการฝึกอบรมถึงยุทธศาสตร์สันติวิธี และการพัฒนาทัศนคติดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ที่กล่าวมาเป็นข้อสังเกตในภาพกว้างๆ ของทิศทางในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเร่งด่วน ซึ่งผมเชื่อว่าจะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมสามารถนำมาซึ่งความเป็นธรรมอันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบพระคุณคณะอนุกรรมการส่งเสริมความไว้วางใจ ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และคณะผู้ศึกษาวิจัยที่ได้จัดทำการศึกษา และการเสวนาทางวิชาการในวันนี้ ซึ่งทาง กอส. จะได้รวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อนำไปเสนอต่อรัฐบาลในโอกาสต่อไป

บทความพิเศษและบทวิพากษ์ ▲ กลับขึ้นด้านบน

อานันท์ ปันยารชุน
คนกวาดเมฆ

วิสา คัญทัพ
ท้องฟ้า มีเมฆครึ้มคลุมอึมครึม ไม่คลี่คลาย
มืดมน ในเมามายมองไม่เห็น ความเป็นจริง
คราหนึ่ง มีมนต์เสกคนกวาดเมฆ มือระวิง
จึงได้ แอบไออิงผิงแดดจ้า ชมฟ้างาม
แต่แล้ว พอรนร้อนกลับขอดค่อน มาคุกคาม
ติว่า ท้องฟ้าทรามเพราะว่าแสง จ้าเกินไป
ยามนี้ คนกวาดเมฆดูวิเวก วังเวงใจ
ยืนนิ่ง อยู่โดยนัยความใฝ่ฝัน อันมั่นคง
เมื่อดี ว่าไม่ดีตรงก็ชี้ ว่าไม่ตรง
เมื่อขึ้น กลายเป็นลงถูกเป็นผิด กลับทิศทาง
ใครแท้ คงต้องท้อคงต้องพอ คงต้องวาง
แชเชือน โดยเลือนลางรุกไล่ล่า ฆ่าความคิด
ความดี ไม่มีหายไม่มีตาย แม้ฆ่าตี
มากล้วน มวลคนมีมาให้หวัง กำลังใจ
เมื่อร้อย ดีแปดสิบยังให้หยิบ โยนทิ้งไป
ต่อนี้ จะมีใครมากอบกู้ กล้าชูธรรม
อวยพร คนกวาดเมฆขลังดังเสก ทุกถ้อยคำ
อานิสงส์ จงน้อมนำพระคุ้มครอง ปกป้องไทย
หมวดที่ ๙ : สาธารณสุข ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถา
เรื่อง ความสัมพันธ์ไทย – ลาว
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๗
ณ โรงแรมล้านช้าง นครเวียงจันทน์ สปป. ลาว

ท่านรองนายกรัฐมนตรีคำผุย คณะรัฐมนตรี ฯพณฯ คำผาย ท่านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียงจันทน์ ท่านผู้มีเกียรติทั้งฝ่ายลาวและฝ่ายไทย ผมขอยอมรับว่าเมื่อได้รับเชิญมาพูด ณ ที่นี้และ ณ บัดนี้นั้น ผมมีความประหม่าเล็กน้อย ที่ประหม่านั้นไม่ใช่อะไรเลย เพราะว่ามองดูเวลาแล้วเวลานี้ทุ่มสี่สิบห้านาที ถ้าผมมาพูดก่อนทานอาหารค่ำนั้น ผมเองและท่านทั้งหลายนอกจากไม่สนใจว่าผมจะพูดอะไรแล้ว แถมจะด่าผมด้วยถ้าผมพูดยาว เพราะทุกท่านที่มานี้ผมแน่ใจว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้มาฟังผมพูด แต่มาเพื่อที่จะมาเป็นเกียรติให้กับสมาคมมิตรภาพลาว-ไทย กับกิจกรรมที่เราได้จัดขึ้นในค่ำคืนวันนี้ ซึ่งผมมีความยินดีเป็นอย่างมาก ที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและได้เห็นถึงความสนใจทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายลาวเป็นผลสำเร็จเป็นอย่างดี หลายคนอาจจะแปลกใจคณะกรรมการฝ่ายไทย ว่านายอานันท์ซึ่งพ้นจากหน้าที่นายกรัฐมนตรีมาแล้ว ๒ ปี ทำไมถึงยังมายุ่งเรื่องลาวอยู่ เพราะฉะนั้นเพื่อจะให้หมดความสงสัยว่าทำไมนายอานันท์นี้ ปัจจุบันนี้ ๖๒ แล้ว แล้วก็มีกิจกรรมมากมายที่จะต้องทำ แต่ทำไมถึงอยากจะเห็นอนาคตที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาว ถ้าเผื่อจะดูประวัติแล้ว พ่อผมมาจากเชื้อสายมอญอยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศไทย ไม่มีอะไรเกี่ยวกับลาว แม่ผมมาจากจีน เชื้อสายจีน จีนแคะ ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับลาวอีก ผมไม่มีพี่น้อง ปันยารชุน อยู่ภาคอีสานเลยภาษาลาวก็พูดไม่ได้ แต่ตั้งแต่ไหนแต่ไรตั้งแต่ผมเรียนหนังสือจบแล้วไปอยู่กระทรวงการต่างประเทศอายุ ๒๓ ขวบ และเมื่อเข้ารับราชการใหม่ ๆ หลังจากนั้นก็ไปอยู่เป็น เลขานุการรัฐมนตรี ผมได้เห็นว่าในกระทรวงการต่างประเทศนี่ก็มีกรมมีกองมากมาย แต่มีกองอยู่กองหนึ่งเป็นกองที่มีงานมากที่สุด กองนั้นคือกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ภายใต้กรมการเมืองกองนั้นเขาต้องดูแลประเทศหลาย ๆ ประเทศที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี้ และในจำนวนงานมากมายที่เขาต้องประสบอยู่นั้น งานส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับไทยและลาว ปัญหามีมากมายสถานการณ์การเมืองปัญหาความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนัก ปัญหาบางครั้งชาวไทยเราเอาเปรียบลาว ปัญหา รสพ. ปัญหาคนไทยที่ทำตัวเป็นพี่ในทางอายุ แต่ไม่ทำตัวเป็นพี่ในทางจิตใจ ปัญหาของประเทศไทยหรือของรัฐ รัฐบาลไทยในยุคเก่า ๆ ที่มองเห็นลาวเป็นประเทศที่เล็กกว่า มีพลเมืองน้อยกว่า มีพื้นที่น้อยกว่า และเป็นประเทศที่เราอาจจะตักตวงผลประโยชน์ทุกด้านจากลาวได้ ในขณะเดียวกันทางด้านลาวนั้นก็มีความใจน้อยและอาจจะเกิดปมด้อยด้วย ที่ทุกครั้งที่ถูกพี่ใหญ่รังแกแทนที่จะพยายามพูดให้เข้าใจซี่งกันและกัน ความมีปมด้อยก็ดี หรือความที่มีลักษณะที่ละเอียดอ่อนก็ดี ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ระหว่างประเทศของเราทั้งสองนั้น แทนที่จะแก้ไขได้ดี ๆ นั้นกลายเป็นปัญหาที่หนักมากขึ้น ๆ และถ้าจะดูจากประวัติศาสตร์ไทย ระหว่างไทยกับลาวนั้น เรามีปัญหากันมาช้านานทั้ง ๆ ที่เราเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง เป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้อง แต่ความสัมพันธ์ในอดีตไม่ได้เป็นผลสะท้อนของคำพังเพยที่ผมพูดมา เราผ่านยุคหลายยุคหลายสมัย และเราผ่านหลายยุคหลายรัฐบาล รัฐบาลที่ทหารปกครองในเมืองไทย รัฐบาลที่มีอุดมการณ์ขัดแย้งกันระหว่างไทยกับลาว ในขณะเดียวกัน ประเทศมหาอำนาจก็เข้ามายุ่งเกี่ยวในกิจการภายในของประเทศในภูมิภาคนี้ด้วย โดยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ การล่าอาณานิคมก็ดี หรือการต่อสู้สิทธิทางการเมืองก็ดีมีเหตุพัวพันทำให้ไทยเรานั้น ตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถกำหนดนโยบายกับลาวด้วยความอิสระ และลาวเองก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะกำหนดนโยบายของประเทศตัวเองด้วยความอิสระ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมพูดมาเป็นภูมิหลัง ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า เหตุไฉนประเทศของเราทั้งสองประชาชนทั้งสองซึ่งมีเชื้อสาย เชื้อชาติเดียวกัน มีความร่วมกันในทางด้านวัฒนธรรม ทางด้านประวัติศาสตร์ ทางด้านศาสนา ทำไมเรายังอยู่กันไม่ได้ ในฐานะพี่น้องและในฐานะเพื่อนบ้าน

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมากับผมเมื่อ ๔ ปีครึ่งที่แล้วก็เป็นการเปิดโอกาสอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ผมคิดว่าถ้าพวกเราสามารถที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้อยู่บนพื้นฐานของความทัดเทียมกันอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นพี่น้องที่แท้จริงที่มีสายเลือดเดียวกันประโยชน์ที่เราจะได้รับนั้น จะเป็นประโยชน์ที่จะตกกับท่านทั้งหลายและประชาชนทุกคน จากจุดเริ่มต้นนั้น ด้วยความร่วมมือของรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลชุดผม คือคุณอาสา สารสิน และในการเดินทางมาคราวนี้ แม้จะมีนักธุรกิจมามากมาย แต่ผมก็ดีใจที่มองไปแล้วมีรัฐมนตรีในคณะของผมไม่น้อยกว่า ๔ ท่าน ณ ที่นี้ด้วย มีท่านวีรพงษ์ รามางกูร ซึ่งสมัยที่ผมเป็นนายกฯ นั้น ท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านผู้นี้เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ตัวยง และปัจจุบันนี้ยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์ตัวยงอยู่ และครั้งหนึ่งเคยมาอยู่ที่ลาว โดยมาทำหน้าที่ ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลลาว ภายใต้การอุปถัมภ์ของธนาคารโลก โดยมีหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานธนาคารที่เรียกว่า เอ็กซิมแบงค์ (อิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ตแบงค์) ซึ่งในรัฐบาลผม หม่อมอุ๋ย ก็เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็มีท่านโฆษิต ซึ่งเมื่อพ้นราชการไปอยู่ผาแดงนั้น ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณโฆษิตนั่งอยู่ในที่นี้ด้วยก็เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร สมัยรัฐบาลอานันท์ ๒ ในขณะนี้ยังมีกลุ่มคนอีกหลายท่านที่เป็นข้าราชการท่านผู้ใหญ่ ในสมัยรัฐบาลผมและสมัยรัฐบาลปัจจุบัน ที่มีความเห็นสอดคล้องกันว่าเราควรจะทำอย่างไร

เราควรมีมาตรการอย่างไรที่จะปลูกฝังสัมพันธ์นี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เรามีคุณวิจิตร ผู้ว่าการธนาคารชาติ ร่วมเดินทางมาในคณะด้วย และยังมีอีกหลายท่าน ซึ่งผมอาจไม่เห็นผมอาจจะจำไม่ได้แต่สิ่งที่ผมอยากจะย้ำในค่ำวันนี้ก็คือว่า เราสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลให้ดีได้

ในปัจจุบันรัฐบาลของท่านนายกฯ ชวน ผมเข้าใจว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลผม ในขณะนี้เรากำลังพยายามปรับความสัมพันธ์ และเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและการค้า ด้วยมีการติดต่ออย่างเช่นวันนี้ ระหว่างทั้งประเทศไทยและทั้งประเทศลาวและสิ่งที่ผมได้วาดไว้เพื่อความยั่งยืนของอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความสัมพันธ์ระดับรัฐหรือความสัมพันธ์ระดับเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะรัฐบาลมีไป ๆ มา ๆ มีการเปลี่ยนใจบ้าง มีการขัดผลประโยชน์ทางการเมืองบ้าง หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจคือ ทางการค้าก็เป็นไปได้ ในอนาคตก็อาจมีความขัดแย้งกันบ้าง แต่ตราบใดที่เราสามารถที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ระหว่างคนในท้องถิ่น ระหว่างสถาบันการศึกษา ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ย้ำในจิตใต้สำนึกว่าไทยกับลาวต้องอยู่ร่วมกัน เรามีพื้นที่ชายแดนประมาณ ๑,๖๐๐ กิโลเมตร ปัจจุบันยังไม่มีการปักปันเขตแดน เราจะต้องเริ่มจะเริ่มที่จุดไหนผมไม่ว่า แต่เราจะต้องเริ่ม แต่เป็นไปไม่ได้ ที่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองคนจะไม่รู้ว่ารั้วอยู่ที่ไหน เราจะต้องให้ประชาชนทั้งสองด้านรู้ด้วยว่าเขตแดนอยู่ที่ไหน และในการเจรจานั้น จะต้องมีการอะลุ้มอล่วยซึ่งกันและกัน บางอย่างหรือบางแห่งหรือบางพื้นที่ ทางฝ่ายเราก็อาจจะเสียเปรียบบ้างแต่เราก็อาจจะไปได้เปรียบในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เราไม่อาจที่จะบอกว่าจะไม่มีรั้วกั้นหรือไม่ทราบเขตแดนของตัวเอง ในระยะ ๑,๖๐๐ กิโลเมตร และยังมีปัญหาอีกหลายอย่างในเรื่องของที่ลาวเป็นประเทศ land-locked country รัฐบาลไทยหรือธุรกิจของไทยทุกคนจะต้องช่วยในการขนส่งจากท่าเรือกรุงเทพฯ มาที่ลาวนั้น อยู่ในราคาที่เหมาะสม เป็นราคาที่มีกำไรและต้องเป็นราคาที่ไม่โหดร้าย ปัญหาความมั่นคงในอดีตนั้น ปัจจุบันนี้ได้เจือจางไปมาก และเมื่อมีความจริงใจซึ่งกันและกันและเมื่อรัฐบาลลาว ประชาชนลาว มีความเข้าใจดีว่ารัฐบาลไทยและกองทัพไทย ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างปัญหาความมั่นคงให้กับรัฐบาล หรือประชาชนลาวแล้วท่าทีของผู้นำลาวในเรื่องนี้ ก็ได้โอนอ่อนไป และพยายามหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยความร่วมมือของมหาอำนาจประเทศหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พูดกันได้

นอกเหนือไปจากนั้น วันนี้เราเห็นหงสาลิกไนต์ ซึ่งนับวัน ๆ คนไทยเราจะอาศัยพลังไฟฟ้าจากลาวมากขึ้น สมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีรัฐมนตรีครั้งแรกประมาณ ๔๐ คน ครั้งที่สองประมาณ ๒๗ คน คุณวีรพงษ์ ที่นั่งอยู่เป็นรัฐบาลกับผมตลอดเวลา กระผมได้ยั่วท่านเสมอว่าผมนั่งข้าง ๆ ผมไม่แน่ใจว่าระหว่างที่ท่านนั่งประชุมกับผมในคณะรัฐมนตรีนั้น ท่านดูแลผลประโยชน์ของประเทศไทยหรือดูแลผลประโยชน์ของประเทศลาว ผมโชคดีตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะนอกเหนือจากมีรัฐมนตรีที่ดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดผลประโยชน์ของประเทศลาวด้วยความเป็นฉันท์มิตรนั่นแล้ว ผมยังโชคดีที่ในระยะนั้นเป็นระยะที่กองทัพไทย ได้ปรับนโยบายและได้ปรับท่าทีหลายอย่าง ไม่ใช่เป็นของแปลกประหลาดและไม่ใช่ของที่ปิดบังอะไร แต่ในตอนนั้นท่านผู้บัญชาการทหารบกคือ พล.อ. สุจินดา คราประยูร และรองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ. อิสระพงษ์ หนุนภักดี ไม่ว่าท่านจะมีปัญหาในด้านอื่น ต่อมาอย่างไรก็ตาม แต่ในระยะที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกนั้น ทั้งสองนายทหารผู้นี้มีส่วนและมีบทบาทที่ช่วยปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวด้วย เพราะฉะนั้นในระยะนั้น เป็นระยะที่ทั้งพลเรือนและรัฐบาลและทางด้านทหาร มีความเห็นสอดคล้องกันและดำเนินการทุก ๆ วิถีทางที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีบนฐานที่มีความมั่นคง

ในค่ำวันนี้ ผมมีความดีใจในด้านส่วนตัว ที่ได้กลับมาเยี่ยมเวียงจันทน์หลังจากที่ไม่ได้มา ๒ ปี กว่าแล้ว เมื่อ ๔ - ๕ เดือนที่แล้ว ผมได้รับเชิญไปเปิด ไปร่วมงานในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพระหว่างไทยกับลาว และผมเห็นสะพานแล้วผมมีความประทับใจ ซาบซึ้ง มาถึงวันนี้และวันเวลานี้ประเทศเราทั้งสองที่มีความสัมพันธ์กันช้านาน สามารถที่จะติดต่อกันได้ สามารถที่จะเดินข้ามน้ำโขงมาได้ สามารถที่จะมีการติดต่อด้วยความใกล้ชิด และเราจะมีความหวังต่อไปว่า นับวัน ๆ การแลกเปลี่ยน การมาเยือนประเทศของทั้งสองฝ่าย รวมถึงท่านประธานรัฐมนตรีฝ่ายไทย หรือการมาเยือนลาวของสมเด็จพระบรมฯ ก็ดี สมเด็จพระเทพฯ ก็ดี และบุคคลอื่นของในราชวงศ์ของเมืองไทยนั้น เป็นขบวนที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวแนบแน่นยิ่งขึ้น ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้น มีความแน่นแฟ้นและมีความยั่งยืนนาน แต่เราในวันนี้ที่มาร่วมงานในวันนี้ ทางด้านฝ่ายไทยผมก็แน่ใจว่าทุกท่านนั้นมีความตั้งใจเหมือนผม เพื่อน ๆ อีกหลายคนที่อยากจะเห็นว่า ไทยกับลาวนั้นต่อไปความบาดหมางใจจะไม่มี ความแคลงน้ำใจไม่มี เราจะมีแต่ความสันพันธ์ที่ดีหรือความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง ฉันมิตรประเทศที่ดี

ถอดคำโดย
ศูนย์ข้อมูลลาว มหาวิทยาลัยขอนแก่น

หมวดที่ ๙ : สาธารณสุข ▲ กลับขึ้นด้านบน

าฐกถาพิเศษ
เนื่อง ในโอกาสการเฉลิมฉลองการครบรอบ ๒๐ ปี
ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๙
โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรุงเทพฯ

ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ท่านปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมมีความยินดีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และกระทรวงการต่างประเทศได้เห็นประโยชน์และร่วมกัน จัดการสัมมนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามในวันนี้ และให้การสัมมนานี้เป็นกิจกรรมหนึ่งในการเฉลิมฉลองครบรอบ ๒๐ ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสอง ซึ่งจะเวียนมาบรรจบในวันที่ ๖ สิงหาคม ศกนี้

ผมได้ทราบว่านอกจากการสัมมนาทางวิชาการนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังได้ประสานงานกับฝ่ายเวียดนามในการจัดกิจการที่สำคัญ ๆ อื่น ๆ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสดังกล่าว อาทิ การแลกเปลี่ยนสาส์นแสดงความยินดีในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ การทำสารคดีโทรทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการของความสัมพันธ์การส่งคณะนักแสดงทางวัฒนธรรมไปเปิดการแสดงที่กรุงฮานอย และการลงนามความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างกัน

กิจกรรมเหล่านี้แสดงถึงระดับของการติดต่อสัมพันธ์และการร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน การสัมมนาการอภิปรายในประเด็นปัญหาทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ในวันนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการประมวลทบทวนสิ่งที่ผ่านไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ความร่วมมือในอนาคตเกื้อกูลต่อผลประโยชน์ของกันและกันมากยิ่งขึ้น

เมื่อมองย้อนหลังไปประมาณ ๒๐ ปี คือเมื่อปี ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙ สัมพันธภาพไทยกับเวียดนาม อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ บรรยากาศระหว่างประเทศในการเมืองโลกขณะนั้น กำลังผ่อนคลายลงพอประมาณ สหรัฐฯ สหภาพโซเวียต สาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ออมชอมและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ในช่วงนั้นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ภายหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ พยายามที่จะแก้ไขผลแห่งการตัดสินใจทางนโยบายของรัฐบาลเก่า ๆ ในอดีต เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการต่างประเทศให้สอดคล้องต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในช่วงปี ๒๕๑๘ และรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ในช่วงปี ๒๕๑๙ ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในการปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศ และมีการตัดสินใจที่สำคัญๆ เพื่อรองรับและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กระทันหันฉับพลัน ในประเทศเพื่อนบ้านทั้งสามประเทศคือ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา

ผมเชื่อว่า หลายท่านในห้องประชุมนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อายุ ๔๐ ปีขึ้นไป อาจจำได้ถึงความตึงเครียดของสถานการณ์ในขณะนั้น หลายท่านอาจจำได้ถึงกระแสที่เขาเรียกกันเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนั้นว่า “ขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติ” “การปฏิวัติโดยการนำของพรรคคอมมิวนิสต์” ซึ่งเพิ่งมีผลลัพธ์แห่งความสำเร็จในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านขณะนั้น

ในช่วงนั้น ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๑๘ รัฐบาลเวียดนามใต้ ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ จำต้องยอมจำนนต่อเวียดนามเหนือและเวียดกง สงครามที่ไม่เคยถูกประกาศได้จบลงแล้ว สหรัฐต้องถอนตนเองออกจากสงครามเวียดนามอย่างสิ้นเชิง “อีกฝ่าย” ซึ่งเป็นผู้มีชัยชนะไม่ใช่ฝ่ายเวียดนาม ซึ่งประเทศไทยเคยให้การสนับสนุนหรือมีความคุ้นเคยอย่างน้อยก็ในช่วง ๒๐ - ๓๐ ปี จากปี ๒๕๑๘ ถอยหลังลงไป

ขณะนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ กำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ ความพร้อมในการสู้รบของเวียดนามมีมากกว่าของห้าประเทศอาเซียนรวมเข้าด้วยกันเสียอีก กล่าวได้ว่าปี ๒๕๑๘ เป็นปีแห่งความสับสน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นปีที่ได้มีอิทธิพลอย่างมากต่อทิศทางการเมืองภายในประเทศไทย และการปรับทิศทางของนโยบายต่างประเทศของไทย

ผมมีเหตุต้องมาเกี่ยวข้องกับเวียดนามในการปฏิบัติหน้าที่ทางสาธารณะที่สำคัญ ๒ ครั้ง ครั้งแรกในฐานะปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ครั้งที่สองในฐานะนายกรัฐมนตรี

ผมไม่มีความประสงค์หรือเจตนาที่จะเอาตนเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นไม่ใช่นิสัยของผม แต่จะขอเป็นการกล่าวถึงจากประสบการณ์และความทรงจำในฐานะที่มีส่วนร่วม ตามภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ

ช่วงประมาณกลางปี ๒๕๑๘ พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยศและตำแหน่งขณะนั้น เรียกตัวผมกลับจากสหรัฐอเมริกาเพื่อกลับมาช่วยงาน ภารกิจของปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ดังเช่นข้าราชการประจำทั้งหลาย คือปฏิบัติตามนโยบายและคำสั่งของรัฐบาล

ในช่วงการเปลี่ยนแปลงในเวียดนามและการหารือเพื่อปรับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม เมื่อเดือน พฤษภาคม ๒๕๑๘ ผมยังทำหน้าที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก แต่ก็ได้ทราบในรายละเอียดในโอกาสต่อมาถึงผลการหารือซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนั้น

รัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ให้ความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องต่อสถานการณ์และความเป็นจริงที่เป็นอยู่ขณะนั้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะรักษาผลประโยชน์และความอยู่รอดของประเทศและส่งเสริมอำนาจต่อรองทางการทูต

ในช่วงปี ๒๕๑๖ - ๒๕๑๘ รัฐบาลได้มอบหมายให้มีการปรึกษาหารือกับผู้แทนทางการทูตของจีนที่นครนิวยอร์ก เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปโดยสอดคล้องต่อสภาพการณ์ระหว่างประเทศ สหรัฐฯ เองก็มีการเจรจากับฝ่ายจีนเช่นกัน “ลัทธินิกสัน” เมื่อปี ๒๕๑๒ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจที่จะลดบทบาทโดยตรงทางทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงการหาทางยุติสงครามในเวียดนามด้วย

ภายหลังการเจรจากับฝ่ายเวียดนาม เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๘ ไม่บรรลุผล รัฐบาลก็ได้เร่งรัดการตัดสินใจทางนโยบายต่างประเทศสำคัญ ๆ อาทิการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสำเร็จลุล่วงเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘ และการปิดฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในประเทศไทยภายใน ๑ ปี ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๑๘

ภารกิจของกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้นคือ ต้องเจรจาและดูแลให้มีการปฏิบัติตามนโยบายและคำสั่งของรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวให้สมบูรณ์และเรียบร้อย

อีกเรื่องหนึ่งคือการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนาม

รัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เข้ารับหน้าที่ในเดือนเมษายน ๒๕๑๙ และสานต่อภารกิจต่อเนื่องของรัฐบาลชุดก่อนนั้น นายพิชัย รัตตกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีข้อ ริเริ่มทางนโยบายต่างประเทศหลายประการ และปรารถนาให้มีการเจรจารอบที่สองเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์กับเวียดนามให้เป็นปกติและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันโดยเร็ว

นายพิชัย รัตตกุล พร้อมด้วยคณะผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๓ - ๖ สิงหาคม ๒๕๑๙ ต่อเนื่องจากการเยือนลาว การเจรจากับฝ่ายเวียดนามบรรลุผลสำเร็จ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองได้ลงนามแถลงการณ์ร่วม ๒ ฉบับ ในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๙ ฉบับแรกกล่าวถึงผลการเยือนและการหารือ ฉบับที่สองเป็นการประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

ความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้สืบเนื่องจากความสามารถและท่วงทีการเจรจาที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีของคุณพิชัยฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความเข้าใจในเหตุในผลของนายเหงียน ซุย จินห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม บรรยากาศ สภาพการณ์ และเงื่อนไขที่แตกต่างออกไปในปี ๒๕๑๙

การตัดสินใจต่าง ๆ ทางนโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงปี ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙ มีความเกี่ยวข้องต่อกันส่งเสริมกัน ไม่มีการตัดสินใจอันใดที่มีขึ้นโดยเอกเทศหรือโดยปราศเงื่อนไขความจำเป็นของสภาพแวดล้อม อีกทั้งการตัดสินใจเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน และประเทศสังคมนิยมต่างๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อความเท่าเทียมกัน ในความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนามล้วน ตั้งอยู่บนหลักการความเป็นตัวของตนเองและมีสายตากว้างไกลของรัฐบาลพลเรือนทั้งสองในขณะนั้น

อย่างไรก็ดีความสัมพันธ์ไทย - เวียดนาม ได้สะดุดหยุดลงภายหลังการรัฐประหารนองเลือดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ แท้จริงแล้วหลาย ๆ อย่าง ได้หยุดชะงักลงอย่างฉับพลันเป็นเวลา ประมาณ ๑ ปีเต็ม จนกระทั่งรัฐประหารในเดือนตุลาคม ๒๕๒๐ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการผ่อนคลายขึ้นพอประมาณ

ในช่วงหนึ่งปีนั้น กระบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเคยพัฒนาอย่างสุดกู่ในทุก ๆ ขั้วจนควบคุมแทบไม่ได้ก็ได้ยุติลง ความคิดอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศยุติลง ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ อาชีพรับราชการของผมในกระทรวงการต่างประเทศก็ได้หยุดชะงักลง

ขณะนั้นบุคคลหลายท่านรวมทั้ง นายพิชัย รัตตกุล ในรัฐบาลของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชถูกให้ร้ายป้ายสีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะถูกเข้าใจผิดว่ายอมจำนนต่อประเทศจีน กัมพูชา ลาว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนาม อีกทั้งต่อต้านสหรัฐฯ ขับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ออกจากประเทศไทย ผม เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนที่กระทรวงการต่างประเทศ ก็เผชิญกับข้อกล่าวหานี้เช่นกัน ผมและครอบครัวได้รับการกล่าวให้ร้าย การจ้วงจาบ และการคุกคามชีวิต บ้างก็มาจากกระแส บ้างก็มาจากบุคคลซึ่งขังตนเองในเรือนจำแห่งปัญญา ผมถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกให้ร้ายว่าเกลียดทหาร ความผิดของผมคือการปฏิบัติตามนโยบายและคำสั่งของรัฐบาล ในการปรับความสัมพันธ์กับประเทศสังคมนิยมต่าง ๆ และการเจรจาให้ถอนฐานทัพและกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากประเทศไทย

ผมและเพื่อนร่วมงานถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนการกระทำผิด หลังจากพบว่าไม่ผิด ผมก็กลับเข้าปฏิบัติราชการอีกระยะหนึ่งประมาณ ๒ ปี ก่อนลาออกจากราชการที่เคยทำมา ๒๓ ปี

อีกครั้งหนึ่งที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับภารกิจทางสาธารณะ คือเมื่อครั้งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๓๔ และปี ๒๕๓๕ ด้วยเหตุบังเอิญที่สุดในประวัติศาสตร์

ในช่วงเวลาสั้น ๆ ทั้งสองห้วงเวลาในปี ๒๕๓๔ และ ปี ๒๕๓๕ ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีภารกิจและความรับผิดชอบก็กว้างขวางขึ้น ผมไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูในรายละเอียดในด้านการต่างประเทศ คุณอาสา สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้มีความสามารถและประสิทธิภาพสูง

การงานที่เกี่ยวข้องกับเวียดนามก็มีบ้างตามกาละและเทศะ บรรยากาศของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเวียดนาม และอีกสองประเทศในอินโดจีน เมื่อปี ๒๕๓๔ - ๒๕๓๕ ต่างไปจากช่วงปี ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙ ทั้งนี้ ปัจจัยภายนอกที่สำคัญคือการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ได้ส่งผลเอื้ออำนวยต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามในด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง จนกระทั่งเวียดนามเข้าเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน

นับตั้งแต่สิ้นปี ๒๕๒๙ เป็นต้นมา เวียดนามได้หันมาทดลองวิธีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ตามกลไกการตลาดแม้จะยังคงสังคมนิยมไว้ และในทำนองเดียวกันก็ได้ขยายขอบเขตการติดต่อและการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศตะวันตก และบัดนี้ก็เข้าเป็นประเทศสมาชิกล่าสุดของอาเซียน ความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปโดยสอดคล้องต่อสภาพการณ์ปัจจุบัน

ในช่วงปี ๒๕๓๔ - ๒๕๓๕ ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามก็ได้เจริญรุดหน้า ความตกลงสำคัญ ๆ ระหว่างรัฐบาลจำนวนครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด ๑๓ ฉบับ จนถึงวันนี้มีขึ้นและลงนามไว้ไว้ในห้วงเวลา ๒ ปี ดังกล่าว

นอกจานี้ การเยือนระดับหัวหน้ารัฐบาลระหว่างกัน ก็มีขึ้นในช่วงนี้เช่นกัน นายหวอ วัน เกียต เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของเวียดนาม ภายหลังการยุติลงของสงครามเย็น ที่มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๔ หลังจากนั้น คือในเดือนมกราคม ๒๕๓๕ ผมก็ได้เดินทางไปเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีของไทยเยือนเวียดนาม นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปี ๒๕๑๙

ผมได้ใช้เวลาของท่านพอประมาณ ในการเดินทางย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์ต่าง ๆ เมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว ด้วยเหตุและผลของปัจจัยภายในและภายนอกประเทศทั้งของเราและของเขา และของคนอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามได้พัฒนาและก้าวขึ้น จากการเผชิญหน้าภายหลังสงครามเวียดนามเมื่อปี ๒๕๑๘ และการเป็นปฏิปักษ์กันในช่วงความขัดแย้งในกัมพูชาในระยะเวลาหนึ่ง เข้าสู่ยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการแข่งขันและการร่วมมือกัน

อีกครั้งหนึ่ง ผมขอแสดงความยินดีต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีดำริริเริ่มจัดการสัมมนาทางวิชาการ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเวียดนาม เพื่อเป็นกิจกรรมหนึ่งในการเฉลิมฉลองการครบรอบ ๒๐ ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสัมมนาการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ระหว่างวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติจากส่วนราชการภาคเอกชน สถาบันการศึกษาคณะทูตต่างประเทศ สื่อมวลชนและสาธารณชน ที่ได้รับเชิญวันนี้จะนำไปสู่การเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในอันที่จะพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้นโดยสอดคล้องต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของไทยและเวียดนามและมิตรไมตรีระหว่างประเทศทั้งสองในปัจจุบันและทศวรรษต่อ ๆ ไป

หมวดที่ ๑๐ : ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

หมวดที่ ๑๐.๑ : ไทย – สาธารณรัฐประชาชนจีน
หมวดที่ ๑๑ : สื่อมวลชน ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาภาษาไทย